.
นัมฮยอนซู หนุ่มใหญ่อายุประมาณ 37 ปี เป็นนักจัดรายการวิทยุที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากพอตัว
ด้วยรูปร่างหน้าและและคำพูดที่เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วทำให้มีแฟนคลับและกิ๊กสาวอยู่มากมาย
ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่อยู่ในวงการ เขายืดอกพกถุงอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันข่าวค(ร)าว
จนเป็นศิลปินที่ไม่มีเรื่องซุบซิบหรือว่าคลิปหลุดตัดอนาคตตัวเองอย่างเพื่อนร่วมวงการคนอื่นๆ
ส่วนเรื่องที่กำลังดังอยู่ในเว็บบอร์ดของรายการ "เรื่องเล่ายามบ่ายกับนัมฮยอนซู" ขณะนี้ก็คือ
เรื่องของ "Single Mom" ที่กำลังตามหาคุณพ่อและวันนี้เธอโทรเข้ามาในรายการเป็นครั้งแรก
ฮยอนซู ให้กำลังใจเธอในการตามหาคุณพ่อแถมยังแนะนำให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดบลาๆ
โดยไม่รู้ตัวว่า คำแนะนำทั้งหลายในวินาทีนั้น กำลังจะทำให้เขางานเข้าในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา
.
คืนนั้น ฮยอนซูมีนัดโจ๊ะพรึมพรึมกับพิธีกรข่าวสาวสุดฮอตรายหนึ่งที่คอนโดมิเนียมหรูของเขา
เขาแจ้งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้ว่า จะมี "ญาติ" มาหา ให้ปล่อยขึ้นมาที่ห้องได้เลย
แต่เมื่อเปิดประตูกลับพบ ฮวังจอมนัน "Singgle Mom" ที่กำลังดังในรายการวิทยุของเขานี่เอง
จอมนันบอกว่าเขาเป็นพ่อเธอและเมื่อพูดชื่อแม่ขึ้นมาปุ๊บ ฮยอนซูถึงกับระลึกอดีตขึ้นมาได้ปั๊บ
ตอนเขาอายุ 15 ปี เขาเคยมีความสัมพันธ์ครั้งแรก (และครั้งเดียว) กับสาวรุ่นพี่ที่อยู่บ้านใกล้ๆ
ก่อนจะย้ายจากไปโดยไม่รู้ว่าครั้งแรกและครั้งเดียวนี้ดันเกิดเหตุประจวบเหมาะเข้าพอดิบพอดี
แค่นี้ก็ทำให้ฮยอนซูอึ้งแล้ว แต่ยังไม่พอ เมื่อจอมนันกระเตง ฮวังกิลดง ลูกชาย 6 ขวบมาด้วย
เธอตั้งท้องและคลอดกิลดงตอนมีอายุ 16 ปี แล้วฮยอนซูก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นคุณตาในบัดดล
.
Start Spoil >>> แต่ฮยอนซูยังไม่ยอมรับง่ายๆ เขาท้าให้จอมนันไปตรวจ DNA พิสูจน์ดูก่อน
โดยพาไปตรวจลับๆ ที่โรงพยาบาลสัตว์ของเพื่อนเก่า ที่เคยอยู่ร่วมวงดนตรีเดียวกันตอนวัยรุ่น
10 วันต่อมา ผลการตรวจ DNA ก็ตอกลิ่มย้ำชัดเจนแจ่มแจ้งว่าจอมนันเป็นลูกสาวของเขาจริงๆ
ชีวิตหนุ่มโสดสุดเนี้ยบก็ถึงคราวสิ้นสุดเมื่อลูกสาวกับหลานชายย้ายเข้ามาอาศัยด้วยจนเละเทะ
ฮยอนซูจำเป็นต้องระมัดระวังตัวขึ้น เพราะไม่อยากให้แฟนคลับรู้ว่าเขามีลูก (และหลาน) แล้ว
วันหนึ่งฮวอนซูก็แทบตกเก้าอี้ เมื่อจอมนันดุ่ยๆ เข้าประกวดนักร้องหน้าใหม่ในรายการของเขา
เธอมีพรสวรรคด้านการร้องเพลงมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกจนสามารถผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ได้
เมื่อจอมนันเข้าสู่รอบลึกๆ จนไม่มีเวลว่าง ฮยอนซูจำต้องพากิลดงไปฝากไว้ที่โรงเรียนอนุบาล
.
แล้วเขาก็ปิ๊งรักกับครูสาวที่โรงเรียนแห่งนี้เข้าให้ กิลดงเองก็แสนรู้พอที่จะช่วยคุณตาจีบคุณครู
ช่วงนี้อะไรๆ ก็ดูลงตัวไปหมด ทุกคนในครอบครัวฮยอนซูต่างอยู่กันอย่างลงตัวและมีความสุข
ดังนั้นก็ถึงคราวปัญหามาเยี่ยมเยียนบ้าง เมื่อแฟนเก่าจอมนันเห็นคลิปรายการวิทยุของเธอเข้า
ก็ย้อนกลับมาหาหวังคืนดี แต่เขาไปเห็นเธออยู่กับฮยอนซูจนเกิดการเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นไป
ภาพที่ถ่ายไว้ก็หลุดไปถึงมือนักข่าวบันเทิงรายหนึ่งผู้มีชื่อเสีย(ง)ในด้านการขุดคุ้ยเรื่องพรรค์นี้
และนี่เป็นโอกาสอันดีในการเล่นงานฮยอนซู ผู้ไม่เคยมีข่าวค(ร)าวใดๆ ตั้งแต่เข้าวงการเต็มตัว
ในการแสดงรอบสุดท้าย นักข่าวรายนั้นก็แอบพาตัวกิลดงไปซ่อนไว้ที่อื่น จนจอมนันหาไม่พบ
แม้จะดูเป็นสาวแกร่ง แต่เธอพึ่งอายุ 22 และที่พึ่งเดียวของเธอก็คือ คุณพ่อที่อยู่บนเวทีนั่นเอง
.
ในที่สุด ฮยอนซูไม่สามารถสะกดความรู้สึกที่แท้จริงของตน อย่างที่เจ้านายเคยบอกให้ข่มไว้
เขาทิ้งหน้าที่บนเวทีเพื่อช่วยจอมนันตามหากิลดง ต่อมา ได้เจอแฟนเก่าจอมนันที่สถานีตำรวจ
ซึ่งเข้าใจผิด คิดว่ากิลดงเป็นลูกของจอมนันกับฮยอนซู และก็ตั้งท่าหาเรื่องต่อยฮยอนซูให้ได้
จอมนันบอกว่ากิลดงเป็นลูกของเขาต่างหาก และแล้วฮยอนซูก็ได้พบหน้าลูกเขยตัวเองซะงั้น
ไม่นาน ก็มีรายงานเข้ามาว่าพบกิลดงแล้ว ถูกนักข่าวหลอกให้ไปรอพ่อแม่อยู่ที่โซนอื่นนั้นเอง
ในวันแถลงข่าว นักข่าวตัวแสบรายนั้นมองฮยอนซูซึ่งกำลังอ่านแถลงการณ์บนเวทีอย่างสะใจ
ราวกับว่าตัวเองได้ก่อวีรกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนขึ้นมาปานนั้นเชียว
.
แต่สถานการณ์เกิดพลิกผันอย่างสะใจ เมื่อนักข่าวตัวแสบกำลังเดินออกไปหน้าห้องแถลงข่าว
โดนดาราซึ่งตนเคยแฉในเรื่องที่โครตจะเป็นประโยชน์พรรค์นี้ ปรี่เข้ามาชกต่อยจนน่วมไปเลย
นักข่าวทุกสำนักเลิกให้ความสนใจแถลงการณ์ของฮยอนซู แย่งกันถ่ายรูปเหตุการณ์ใหม่แทน
ลองจินตนาการภาพเปรียบเทียบระหว่าง ฉากดาราแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่ซ้อเจ็บเอามาแฉ
กับ ฉากซ้อเจ็บถูกอัดน่วม และไม่มีเพื่อนนักข่าวคนไหนเข้าไปช่วย นอกจากถ่ายรูปไว้ทำข่าว
ข่าวไหนจะเรียกเรตติ้งได้เยอะกว่าล่ะครับ หลังตัวแสบถูกส่งเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส
เจ้านายของฮยอนซู ก็เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ภาพลักษณ์ของเขา กลายเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวแทน
มีโฆษณาใหม่ๆ เข้ามาเสริม และแล้วครอบครัวฮยอนซูก็อยู่อย่างมีความสุข
<<< End Spoil
.

.
ส่วนที่ชอบ
- ความสัมพันธ์สนุกสนานวุ่นวายเกี่ยวกับชีวิตแบบผู้ใหญ่ที่ดูเป็นเด็กระหว่างฮยอนซู - จอมนัน
ความสัมพันธ์น่ารักๆ แบบเด็กหักเหลี่ยมเฉือนคมจนผู้ใหญ่ยังต้องอายระหว่างฮยอนซู - กิลดง
- ตัวประกอบหลายราย แม้จะมีบทบาทไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ช่วยหนุนเนื้อหาหลักให้แน่นมากยิ่งขึ้น
ทั้งเพื่อนสนิทของฮวอนซู ครูโรงเรียนอนุบาล จนถึงทีมงาน "เรื่องเล่ายามบ่ายกับนัมฮยอนซู"
- การพากย์ไทยที่ร่ายยาวติดๆ กันอย่างสนุกสนาน จนน่าสงสัยว่าหายใจทางผิวหนังหรือเปล่า
ฉากฮาๆ ดำเนินอยู่ภายในคอนโดพระเอกจึงไม่มีตัวประกอบพากย์แทรกเข้ามาให้เสียอารมณ์
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- เนื้อเรื่องเดาได้ง่าย เพราะดำเนินไปตามขนบของหนัง Feel Good ที่เราค่อนข้างคุ้นเคยกันดี
เรื่องราวบางอย่างที่อยากรู้ เช่น การใช้ชีวิตที่ผ่านมาของจอมนัน แต่ไม่มีคำอธิบายที่ชัดๆ เลย
- บทบาทของนักข่าวสายบันเทิงที่จ้องจับผิดชาวบ้าน เว้นช่วงนานไปหน่อยจนเกือบลืมไปแล้ว
ฉากแฟนเก่าของจอมนัน ใส่เข้ามาได้ไม่หนักแน่นเท่าที่ควร หลายฉากดูเป็นส่วนเกินเอามากๆ
.

.

.
ของแถมท้ายรีวิว
.
.
Scandal Makers : Trailer
.
.

.
Scandal Makers : Love at first sight
.

.
This Is It คือคอนเสิร์ตหวนคืนสู่เวทีอีกครั้งหลังหายไปนานของนักร้องชื่อดัง ไมเคิล แจ็คสัน
โดยมีกำหนดการแสดงรอบแรกในวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ที่ O2 Arena ลอนดอน อังกฤษ
แต่ ไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิตก่อนถึงกำหนดการแสดงเพียงไม่นานในวันที่ 25 มิถุนายน 2552
ทาง AEG Live มีความคิดเผยแพร่ภาพฟุตเทจระหว่างการซ้อม ให้แฟนคลับของไมเคิลได้ชม
แต่ครอบครัวและแฟนคลับบางส่วน คัดค้าน โดยเห็นว่าทาง AEG Live คิดถอนทุนคืนมากกว่า
จนกระทั่งวันที่ 10 สิงหาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ลอสแองเจลลิสได้พิพากษาตัดสินคดีดังกล่าว
ให้ AEG Live กับ Sony Pictures มีสิทธิเผยแพร่ฟุตเทจระหว่างการซ้อมของ ไมเคิล แจ็คสัน
เมื่อได้รับไฟเขียวปุ๊บ ทาง Sony Pictures ก็นำเอาฟุตเทจดังกล่าวมาตัดต่อเรียบเรียงใหม่ปั๊บ
.

.
ส่วนที่ชอบ
- เพลงเก่าๆ ที่คุ้นหูกลับมาอีกครั้ง พร้อมเทคโนโลยียุคใหม่ ที่ทำให้ดูอลังการมากขึ้นกว่าเดิม
ถึงจะเป็นการสร้างภาพ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นว่า การทำงานของมืออาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
- อิริยาบถของไมเคิลหลายแง่มุม เช่น การเอาแต่ใจตัวเองในสิ่งที่จะทำให้ได้ผลงานที่ดียิ่งขึ้น
(ซึ่งเข้าท่ากว่าพวกดาราที่เอาแต่ใจตัวเองในเรื่องงี่เง่าง๊องแง๊ง ไม่พัฒนาการแสดงของตนเอง)
- การประสานงานของโปรดิวเซอร์ เคนนี่ ออร์เตก้า การทำงานของฝ่ายต่างๆ ที่ปรากฏในหนัง
การเปิดเรื่องด้วยความรู้สึกของแดนเซอร์หลักราวๆ 1 โหล ที่ผ่านการคัดตัวมาอย่างหนักหน่วง
- การนำเสนอเรื่องราวของตัวประกอบในแง่มุมต่างๆ ซึ่งคนดูส่วนใหญ่มองข้ามไป ให้โดดเด่น
จนผมติดตามและให้ความสำคัญแก่ผู้อยู่เบื้องหลังบนเวทีไม่ด้อยไปกว่าตัวไมเคิลเองเลยครับ
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- เพราะเป็นภาพระหว่างการซ้อม เนื้อเรื่องจึงดูเรื่อยๆ, มี 1-2 เพลงที่ชวนให้หลับอยู่เหมือนกัน
ยิ่งดูก็ยิ่งเกิดความรู้สึกเสียดาย ภาพซ้อมยังตื่นตาขนาดนี้ ถ้าได้ขึ้นคอนเสิร์ตจริงจะขนาดไหน
.
ประเด็นเก็บตก
- ในต่างประเทศเสียงแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรู้สึกชอบ Michael Jackson's This Is It
อีกฝ่ายมองว่าเป็นการหากำไรและไมเคิลก็คงไม่ยินดีที่แฟนๆ ได้เห็นงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
.

.
01/11/2552
IMDb : 7.6/10
Metacritic : 67/100
Rotten Tomatoes : 80%
.

.
ของแถมท้ายรีวิว
.
.
"Weird Al" Yankovic : Fat
.
Alfred Matthew "Weird Al" Yankovic เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดงยันโปรดิวเซอร์
เขามีชื่อเสียงมากจากการทำเพลงล้อเลียน (Parody) เพลงของเหล่าศิลปินชื่อดังมานักต่อนัก
ใน 3 ทศวรรษ ชนะเลิศรางวัลแกรมมี 3 ครั้ง, Gold Record 4 ครั้ง, Platinum Record 6 ครั้ง
นี่คือตัวอย่าง Parody ระดับสูง ที่มีพร้อมทั้งทักษะการร้องเอง แต่งเอง แสดงเองยันกำกับเอง
.
"Weird Al" Yankovic : Fat Lyrics
.

Your butt is wide, well mine is too
Just watch your mouth or I'll sit on you
The word is out, better treat me right
'Cause I'm the king of cellulite
Ham on, ham on, ham on whole wheat, all right
.
My zippers bust, my buckles break
I'm too much man for you to take
The pavement cracks when I fall down
I've got more chins than chinatown
.
Well, I've never used a phone booth
And I've never seen my toes
When I'm going to the movies
I take up seven rows
.
Because I'm fat, I'm fat, shamun (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, come on you know (really really fat)
Dont you call me pudgy, portly or stout
Just now tell me once again - who’s fat? ahhhhhh!ahhhh!
.
When I walk out to get my mail
It measures on the Ritcker scale
Down at the beach I'm a lucky man
I'm the only one who gets a tan
If I have one more pie alah mode
I'm gonna need my own ZIP code
.
When you're only having seconds
I'm having twenty-thirds
When I go to get my shoes shined
I gotta take their word
.
Because I'm fat, I'm fat, shamun (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it you knowa (really really fat)
And my shadow weighs forty-two pounds
Let me tell you once again - who's fat?
.
If you see me coming your way
Better give me plenty space
If I tell you that I'm hungry
Then won't you feed my face
.
Because I'm fat, I'm fat, shamun (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it, you know (really really fat)
Woo! woo! woo! (when I sit around the house I really sit around the house)
.
You know I'm fat, I'm fat, shamun (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it, you know it (really really fat)
You know, you know, you know, come on (really really fat)
And you know all by myself I’m a crowd
Lemme tell you once again
.
You know I'm huge, I'm fat, you know it (really really fat)
You know I'm fat, you know, hoo (really really fat)
You know I'm fat, I'm fat, you know it, you know (really really fat)
And the whole world knows I'm fat and I'm proud
Just come tell me once again - who’s fat?
.
.

.
ราวๆ ปี ค.ศ. 2017 มีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยความคิดสั่งการ
นั่นคือความหวังสูงสุดของเหล่าผู้พิการ หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายของตนเอง
มีโอกาสออกไปสัมผัสโลกภายนอกเท่าที่ตนต้องการ ผ่านตาและขาของเครื่องจักรกลเหล่านี้
หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพสหรัฐได้นำเทคโนโลยีสั่งการด้วยสมองดังกล่าวไปใช้ในสนามรบ
ด้วยวิธีการควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล จึงไม่ต้องส่งทหารที่เป็นมนุษย์ลงสู่สมรภูมิอีกต่อไป
ระบบเหล่านี้เรียกว่า "เซอร์โรเกตส์" โดยตอนแรกยังถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในกองทัพเป็นหลัก
ระบบนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ทั้งยังรักษาชีวิตของพลทหารได้เป็นจำนวนมาก
นี่คือผลงานชิ้นยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21 ของ ดร.ไลโอเนล แคนเตอร์ อย่างไม่ต้องสงสัย
.
จนกระทั่งรัฐสภาได้ผ่านร่างกฎหมายให้คนทั่วไปใช้เซอร์โรเกตส์ได้ ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 3
โลกถึงคราวพลิกโฉม ในปี ค.ศ. 2054 ประชากรโลกกว่า 98% มีเซอร์โรเกตส์เป็นของตนเอง
เกิดกลุ่มต่อต้านการใช้หุ่นยนต์ในชีวิตประจำวันทดแทนร่างกายมนุษย์ที่พระเจ้าประทานมาให้
จนรัฐบาลต้องจัดตั้งอาณานิคมปลอดหุ่นยนต์ขึ้นมาในมลรัฐต่างๆ เพื่อลดปัญหากระทบกระทั่ง
เหตุที่เซอร์โรเกตส์เป็นที่นิยม เพราะสามารถตกแต่งร่างหุ่นได้ตามที่ตนเองต้องการ (ถ้ามีเงิน)
ไม่ต้องกังวลใจเรื่องอุบัติเหตุ ไม่ว่ามินิบัสตีนผี กระสุนลูกหลงจากเด็กช่างกลหรือรถไฟตกราง
แม้หุ่นจะพัง แต่ระบบนิรภัยของเซอร์โรเกตส์ ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ได้รับอันตรายเลยแม้แต่น้อย
ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมลดลงแทบติดดิน และไม่มีคดีฆ่าคนตายมานานร่วม 15 ปีแล้ว
.
แต่วันดีคืนร้าย เกิดเหตุผู้ใช้งานซึ่งกำลังออนไลน์กับเซอร์โรเกตส์ตายพร้อมกันทีเดียว 2 ราย
นายตำรวจเกรียร์ที่สอบสวนคดีนี้ถึงกับมืดแปดด้าน ถึงแม้เขาจะบุกไปสอบถามถึงบริษัท VIS
ผู้ผลิตเซอร์โรเกตส์รายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก ก็ไม่ได้คำตอบว่าเหตุใดผู้ใช้งานถึงเสียชีวิตได้
เบื้องบนก็พยายามปิดคดีนี้ให้เงียบที่สุดเพราะผู้เสียชีวิตรายหนึ่งคือลูกชายของ ดร.แคนเตอร์
ถ้าคนทั่วไปรู้ว่าการออนไลน์ด้วยเซอร์โรเกตส์ทำให้เสียชีวิตได้ ต้องเกิดความปั่นป่วนแน่นอน
ในที่สุด ระบบตรวจจับของกรมตำรวจ ก็เจอร่องรอยคนร้าย ซึ่งกำลังหนีเข้าเขตปลอดหุ่นยนต์
ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายต้องเสียชีวิตด้วยอุปกรณ์แปลกๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เกรียร์เองก็หวิดตาย ดีที่ออฟไลน์ออกจากเซอร์โรเกตส์ทัน แต่ก็ทำให้เขาอาการสาหัสทีเดียว
.
Start Spoil >>> เกรียร์ถูกพักงานเนื่องจากบุกเข้าไปในเขตปลอดหุ่นยนต์จนเกิดเหตุจลาจล
ในขณะที่หุ่นของเกรียร์พัง เขาต้องใช้ชีวิตด้วยร่างกายเนื้อ ที่ไม่ได้สัมผัสโลกภายนอกมานาน
เขายังคงค้นหาหลักฐานโดยเข้าไปในเขตปลอดหุ่นยนต์ก่อนพบว่าผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตไปแล้ว
และผู้ต้องสงสัยมากที่สุดคือ ศาสดาพยากรณ์ชื่อดัง ผู้นำของลัทธิต่อต้านเซอร์โรเกตส์นั่นเอง
เกรียร์พบกับ ดร.แคนเตอร์ อีกครั้งก่อนได้ร่องรอยว่าสิ่งที่ตามอยู่อาจจะเป็นอาวุธของกองทัพ
เขาย้อนกลับที่ยังกองบัญชาการทหาร ทำการต่อรองแลกข้อมูลจนรู้ว่ากองทัพเคยว่าจ้าง VIS
ให้ช่วยค้นคว้า และสร้างอาวุธที่สามารถหยุดยั้งเซอร์โรเกตส์ในสนามรบได้แบบโป้งเดียวจอด
นั่นคือปืนยิงข้อมูลไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าใส่ตัวหุ่นจน เกิดการโอเวอร์โหลดและพังสนิทไปเลย
.
แต่ผลที่ได้เกินคาด เมื่อไวรัสคอมพิวเตอร์ทำลายระบบนิรภัยจนผู้ใช้เซอร์โรเกตส์ตายไปด้วย
กองทัพจึงยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับทาง VIS และสั่งให้ทำลายอาวุธต้นแบบชนิดนี้ทั้งหมดทันที
แต่ในเมื่ออาวุธดังกล่าวหลุดรอดจากการทำลายไปได้ 1 อัน และตกอยู่ในมือศาสดาผู้บ้าคลั่ง
กองทัพจึงยกกำลังบุกเข้าไปในเขตปลอดหุ่น และต่อสู้กับสาวกของศาสดากันอย่างครึกโครม
ก่อนจะพบว่า ศาสดาซึ่งนำพาผู้คนต่อต้านเซอร์โรเกตส์กลับกลายเป็นหุ่นเซอร์โรเกตส์เสียเอง
ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่แท้จริงนั้นคือ ดร.แคนเตอร์ ซึ่งอยากให้มนุษย์กลับมามีวิถีชีวิตแบบเดิม
เขาฆ่าเจนนิเฟอร์ คู่หูของเกรียร์ แล้วควบคุมเซอร์โรเกตส์ของเจนนิเฟอร์ ไปรับอาวุธก่อนแล้ว
จากนั้นเข้าไปยังศูนย์ควบคุม "สีเทา" ใต้กรมตำรวจ ที่แอบเชื่อมต่อกับเซอร์โรเกตส์ไว้ทั่วโลก
.
แคนเตอร์ตั้งใจอัพโหลดไวรัสจากศูนย์ควบคุม "สีเทา" ของกรมตำรวจสู่เซอร์โรเกตส์โดยตรง
ถ้าเขาทำสำเร็จ นั่นแปลว่าประชากร 98% ของโลกที่ออนไลน์กับหุ่นยนต์จะตายเรียบในทันที
หลงเหลือเพียงกลุ่มประชากรผู้ต่อต้านหุ่นยนต์เท่านั้นที่รอดและกลับมาใช้ชีวิตกันแบบดั้งเดิม
แต่สุดท้าย เกรียร์ก็สามารถหยุดยั้งการปล่อยไวรัสได้ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ควบคุมระบบ
ที่คีย์คำสั่งลับ หน่วงให้เซอร์โรเกตส์ทั้งหมดหยุดการอัพโหลดข้อมูลออนไลน์เป็นการชั่วคราว
แต่สุดท้ายของสุดท้าย แทนที่จะกด YES เพื่อเริ่มต้นระบบใหม่อีกครั้ง เกรียร์ตัดสินใจกด NO
ปล่อยให้ไวรัสทำลายเครือข่ายเซอร์โรเกตส์จนล่มทั้งหมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รายใด
มนุษย์ตัวเป็นๆ ทยอยโผล่ออกมาจากบ้านที่ไม่เคยก้าวออกมานานแสนนาน
<<< End Spoil
.

.
ส่วนที่ชอบ
- อีกหนึ่งหนังทำนายอนาคตเมื่อโลกถูกเทคโนโลยีออนไลน์ครอบงำซึ่งเปิดเรื่องได้น่าสนใจดี
และหากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปได้ถึงระดับในภาพยนตร์ก็อาจเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาจริง
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- หนังตัวอย่าง Spoil ประเด็นสำคัญรวมทั้งไคลแมกซ์จนหมดสิ้นแทบไม่เหลืออะไรให้ลุ้นเลย
แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นแถมท้ายเรื่องยังรวบรัดจนเกิดอาการเคว้งคว้างว่าเรากำลังนั่งดูอะไร
- ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่า เซอร์โรเกตส์แข็งแกร่งทนทานกว่ามนุษย์ แล้วจะเอาใจช่วยฉากไหนดีล่ะ
เพราะต่อให้เซอร์โรเกตส์พังยับเยินแต่ถ้าไม่เจออาวุธลับเข้า ผู้ใช้งานตัวเป็นๆ ก็ไม่เป็นไรอยู่ดี
.
ประเด็นเก็บตก
- ความนิยมในเซอร์โรเกตส์ สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมในสังคมว่าน่าอยู่หรือปลอดภัยเพียงใด
หากผู้คนรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่หรือมีอันตราย ผู้คนย่อมหาตัวแทนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น
- เหมือนมองดูพัฒนาการเกมออนไลน์ จากตัวละครในเกมที่เก่งกาจโดยอัดเงินซื้อของเข้าไป
มาเป็นหุ่นยนต์แทนตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ใช้เงินอัพเกรดความสามารถให้สูงขึ้นได้
"มนุษย์สามารถพัฒนา และเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นได้" กลายเป็นเรื่องเล่าโบราณที่ถูกลืม
เหมือนกับเปิดบอตเก็บเลเวลในเกมออนไลน์ แล้วบอกว่าเล่นด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิใจสุดขีด
.

.
30/10/2552
IMDb : 6.5/10
Metacritic : 45/100
Rotten Tomatoes : 38%
.

.
ของแถมท้ายรีวิว
.
.
Top 10 Halloween Costumes 2009
.