The Passion of the Christ : เมื่อศรัทธานำหน้าปัญญา พาไปสู่สังคมแห่งการพิพากษา
posted on 10 Jun 2005 18:02 by chubby in Movie-review
พอดีกระทู้ข้างล่างมีคนอยากอ่านรีวิวหนังเก่าเรื่อง Passion of the Christ (ที่เคยโดนแบนที่ Pantip)
ก็เลยเอามาลงอีกที รูปแบบจะค่อนข้างบ่นมากไปหน่อยแบบเดียวกับ The Day After Tomorrow ครับ
ส่วนรีวิว Mr. and Mrs. Smith กำลังเขียนอยู่ครับ ถ้าคืนนี้เสร็จไม่ทัน ก็จะเอาลงคืนพรุ่งนี้แทนล่ะครับ
.
The Passion of the Christ : เมื่อศรัทธานำหน้าปัญญา พาไปสู่สังคมแห่งการพิพากษา
.
The Passion of the Christ ภาพยนตร์สุดอื้อฉาวของ เมล กิ๊บสัน ที่นำเสนอภาพเรื่องราวในช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนองค์พระคริสต์ถูกตรึงไม้กางเขน ในโลกตะวันตกเองมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน ตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำไปจนลงโรงฉายแล้วก็ยังไม่วายมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา หนังเรื่องนี้มีอะไรจึงก่อให้เกิดกระแสและทำรายได้มากมายถึงขนาดนี้ หลายคนอาจสงสัยเพราะนึกไม่ออกว่าภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์ทางศาสนามีอะไรน่าดูตรงไหน ไม่แปลกใจที่หลายคนคิดแบบนี้ครับ เพราะหนังที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือศาสดาในบ้านเราจะออกมาในแนวหนังสือเรียนน่าเบื่อของกระทรวงศึกษาพิการเสียมากกว่า คือ เล่าดะมันตั้งแต่ต้นจนจบตามตัวอักษรเปี๊ยบ ไม่มีการพลิกแพลงตะแคงรั่วเพราะกลัวบทเรียนจะไม่ขลังหรือว่าไปดูหมิ่นอะไรก็มิอาจทราบได้
.
จุดเด่นของ The Passion of the Christ คือ การเอาวิธีการแบบหนังฮอลลีวู้ดมาใช้นำเสนอเรื่องราวทางศาสนา ที่ปรกติจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย (มีเด็กกี่คนกันที่คลั่งไคล้วิชาศาสนา ? นับหัวได้เลย) ให้เกิดความน่าดูมากยิ่งขึ้น โดยหนังตัดเอาเฉพาะช่วงสุดยอดมาขยายให้สำคัญ สลับกับ Flashback พระวจนะขององค์พระคริสต์ ที่แม้แต่คนไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างล่ะ แต่ละ Flashback เองก็ผ่านการคัดเลือกให้สนับสนุนแกนหลักที่นำเสนอบนแผ่นฟิล์มได้ดีมาก ยิ่งมองสภาพความเป็นจริงในบ้านเรา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่ง ผ่านประสบการณ์ในโรงเรียนที่ดำเนินการบริหารโดยคณะภราดาหรือแม่ชีในศาสนาคริสต์มาก่อน ดังนั้น แม้หนังจะตัดทอนเนื้อหาช่วงแรกอันเป็นส่วนที่ทุกคนรับรู้มาจนเบื่อจากหนังสือเรียนวิชาสังคมออกไป ก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการทำความเข้าใจอย่างใด (แต่ก็มีบางตัวละครซึ่งคนดูต้องหาความรู้เพิ่มเติมเองอยู่บ้าง)
.
ได้ยินบางคนถามว่า หนังเรื่องนี้เป็นการชักชวนให้เปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า ก็ตอบว่า “ไม่” และ “ใช่” (อ้าว กั๊กนี่หว่า) ที่ตอบว่า “ไม่” ก็เพราะทุกวันนี้เด็กไทยเดินห้างมากกว่าเข้าวัดอยู่แล้ว ดังนั้นศาสนาไหนก็เหมือนๆ กัน เขียนลงในทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนพอเป็นพิธีเท่านั้นแหละ และคนกลุ่มนี้ไปดูหนังก็เพราะมันเป็น “หนัง” ไม่คิดอะไรเลยเถิด (อ้าว แล้วที่ตอบว่า “ใช่” ล่ะ?) แต่เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมปัจเจกชนแบบสุดขั้วกลางกระแสบริโภคนิยมที่เชี่ยวกราก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กยุคหลังขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจและขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะโลกของอินเตอร์เน็ตที่สร้างสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่จะเก๋าก็ต่อเมื่อทำการออนไลน์ แต่จะบ่มิไก๊ในโลกแห่งความเป็นจริง (เมื่อปรากฏข้อความว่า “คุณถูกตัดออกจากการเชื่อมต่อ”) คนกลุ่มนี้ปรกติจะฉวยอะไรเป็นที่พึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังเรื่องนี้ (แต่ในวิชาสถิติ ถ้าความน่าจะเป็นไม่ใช่ศูนย์ ผมก็ต้องพูดเผื่อไว้ก่อน) แต่ศาสนาไหนๆ ก็สอนให้เป็นคนดีกันทั้งนั้นนี่
.
ถึงจะเป็นหนัง ที่เล่าเรื่ององค์พระคริสต์ แต่ผมว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้คนไทยเข้าไปดู ในแง่ของความเป็นสังคมที่ชื่นชอบการพิพากษาในสิ่งที่ไม่รู้จริง และในแง่ของความที่เราเป็นสังคมที่ใช้ศรัทธานำปัญญาเกินเหตุ (นึกถึงกรณีภาพยนตร์เรื่อง "ไอ้ฟัก") . ในเรื่องนี้ ตัวละครที่ผมติดใจก็คือผู้ว่าการแคว้นจูเดีย (ข้าหลวงจากกรุงโรม) ที่เป็นผู้ตัดสินคดีของเยซู เป็นตัวอย่างของผู้มีอำนาจที่ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ถ้ามองในแง่ของหลักฐานแล้วเขาไม่เห็นว่าเยซูได้กระทำความผิดร้ายแรงตามที่สมณะแฟริซีกล่าวอ้าง แต่ในฐานะตัวแทนผู้ปกครองท้องถิ่นที่มาจากส่วนกลาง สมมุติว่า ถ้าคุณเป็นข้าหลวงพอนติอุสในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ตัดสินใจตามความเชื่อและสายตาของตนเอง แต่ทำให้เกิดสงครามและการจลาจลอย่างแน่นอน หรือตัดสินใจตามความต้องการของมวลชนที่อยู่ในการปกครองของตน หรือแลกชีวิตหนึ่งชีวิตเพื่อยุติความไม่สงบไม่ให้ไปถึงส่วนกลาง คนดูหนังอาจจะพิพากษาข้าหลวงพอนติอุสเสียเองว่าตัดช่องน้อยแต่พอตัวมันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเขาเองก็พยายามหาทางออกที่ไม่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่าแล้ว (พูดถึง “ไอ้ฟัก” อีกรอบ เพราะ "ไอ้ฟัก" เองถูกสังคมพิพากษาด้วยเหตุผลที่ไร้สาระมากกว่าที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้อีก)
.
มาถึงส่วนสำคัญ ที่ทำให้ The Passion of the Christ เป็นที่กล่าวถึงมาก ในเรื่องของภาพความรุนแรงที่ปรากฏ จริงๆ เป็นอย่างไรนั้น
- The Passion อาจไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าหนังสงครามโลกและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
- The Passion อาจไม่ดูสะอิดสะเอียดเท่าเมนูของฮันนิบาลใน The Silence of the Lamb
- The Passion อาจไม่มีเลือดสาดกระจุยกระจายสุดฤทธิ์สุดเดชเกินเหตุแบบ Kill Bill Vol.1
- คงไม่มีใครคิดว่าชีวิตของทาสใน Amistad นั้นโชคดีกว่าชีวิตใน The Passion สักเท่าไรนะ
.
จุดที่ทำให้ หนังเรื่องนี้ดูรุนแรงกว่าเรื่องอื่นๆ คือ ฐานันดรภาพของผู้ถูกกระทำ และการถ่ายทำที่เก็บรายละเอียดล้วงลึกได้ถึงแก่นสุดยอดตามชื่อเรื่องแบบเต็มๆ ไม่พลาดทุกรายละเอียด ตั้งแต่บทซาตานมารผจญไล่ไปจนถึงผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก่อนดำเนินถึงเนินกอลโกธา ฟันธงได้เลยว่า ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดสามารถถ่ายทอดภาพช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนถูกตรึงกางเขนขององค์พระคริสต์ได้สะเทือนใจคนดูและสมจริงมากไปกว่า The Passion of the Christ อีกแล้วแน่ๆ ครับ (อย่างน้อยก็ในทศวรรษนี้แน่นอน)
.
นี่เป็นหนังดี แต่ไม่ใช่หนังที่ดูเอาสนุก, เป็นหนังที่ดูโหดร้าย แต่ก็ดูสวยงามไปพร้อมๆ กัน, เป็นหนังที่ทุกคนต้องดูอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็ไม่ควรดูซ้ำเป็นครั้งสองในชีวิตเช่นกัน น่าคิดว่าหากหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงใช้ศรัทธานำปัญญาแบบน่าฉงน ตั้งแต่การโหยหาสถานที่เคารพสักการบูชาบุคคลสำคัญ ลงไปจนถึงการเคารพสักการบูชาเพื่อสรรหาเลขเด็ดทุกๆ 2 สัปดาห์จากสัตว์เดรัจฉานพิกลพิการ ช่างเป็นประเทศที่มีความศรัทธาหลากรูปแบบและหลายมาตรฐานอย่างน่าทึ่งเสียจริง
.
หลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เวลามีใครการพิสูจน์อะไรบางอย่าง มักมีกลุ่มผู้ “ศรัทธา” ออกมาต่อต้านให้เห็นอยู่เป็นประจำโดยยัดเยียดข้อหาลบหลู่ดูหมิ่นและพิพากษาว่าเป็นพวกบัวใต้ตมอันบาปหนาให้เสร็จสรรพ แน่นอนครับ ถ้าเป็นศรัทธาที่ใช้ปัญญานำ ก็คงไม่มีใครว่าอะไร การใช้ปัญญานำก็ไม่ได้แปลว่าไม่ศรัทธาสักหน่อย (แต่เชื่อเถอะ หน้ามืดแล้วไม่มีฟังเหตุผลหรอก) เพราะเมื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในบ้านเราที่แสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่ไร้ซึ่งภาวะและมาตรฐาน (เพราะว่าขาดเขลาเบาปัญญา หรือรักษาผลประโยชน์อะไรก็ตามแต่) สุดท้ายแล้วเราก็คงไม่ต่างอะไรไปจากชาวกาลกิณี เอ้ย ชาวกาลิลีที่ “พิพากษา” องค์พระคริสต์หรอกครับ ถ้าไม่เปลี่ยนไปใช้ปัญญานำศรัทธา เพราะศรัทธามีเพิ่มมีลดได้ หากสิ่งที่ศรัทธาเกิดการเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญญาเมื่อรู้แจ้งถึงสิ่งใดแล้วจะไม่มีวันลดลงไป (ไม่นับรวมการท่องจำแบบยัดเยียดก่อนเข้าห้องสอบว่าเป็นปัญญานะครับ เสียสถาบันหมดเลย)
.
หนังเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างวิธีการนำเสนอและเผยแพร่วัฒนธรรมความรู้ให้เข้าถึงผู้คนอย่างง่ายรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นถ่ายทอดถอดข้อมูลตำรับตำราทางวิชาการลงในรูปแบบของการ์ตูนที่ทำให้คนเข้าถึงง่าย และเมื่อใดที่การปูพื้นฐานง่ายๆ ทำให้คนๆ นั้นเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมา ก็จะเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีการค้นคว้าอย่างจริงๆ จังๆ เองในที่สุด The Passion เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนต่างชาติต่างศาสนา ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบางอย่างที่ไม่เคยได้รับจากตำราคร่ำครึที่เรียนต่อๆ กันมาปีทั้งชาติภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น (ผู้มีอำนาจบ้านเราก็มองการ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก หรือเกมเป็นเรื่องไร้สาระเสียนี่)
.
ส่วนบ้านเราที่ผู้คนเป็นจำนวนมากใช้ศรัทธานำปัญญาน่ะหรือครับ ก็นั่งอ่านป้ายประท้วงประเทืองปัญญาไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน
.
.
.
.
.
(จบละครับ สงสัยผมเขียนแรงไปหน่อย เขาเลยลบทิ้งมั้ง ?)
ก็เลยเอามาลงอีกที รูปแบบจะค่อนข้างบ่นมากไปหน่อยแบบเดียวกับ The Day After Tomorrow ครับ
ส่วนรีวิว Mr. and Mrs. Smith กำลังเขียนอยู่ครับ ถ้าคืนนี้เสร็จไม่ทัน ก็จะเอาลงคืนพรุ่งนี้แทนล่ะครับ
.
The Passion of the Christ : เมื่อศรัทธานำหน้าปัญญา พาไปสู่สังคมแห่งการพิพากษา
.
The Passion of the Christ ภาพยนตร์สุดอื้อฉาวของ เมล กิ๊บสัน ที่นำเสนอภาพเรื่องราวในช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนองค์พระคริสต์ถูกตรึงไม้กางเขน ในโลกตะวันตกเองมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน ตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำไปจนลงโรงฉายแล้วก็ยังไม่วายมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา หนังเรื่องนี้มีอะไรจึงก่อให้เกิดกระแสและทำรายได้มากมายถึงขนาดนี้ หลายคนอาจสงสัยเพราะนึกไม่ออกว่าภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หรือคัมภีร์ทางศาสนามีอะไรน่าดูตรงไหน ไม่แปลกใจที่หลายคนคิดแบบนี้ครับ เพราะหนังที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือศาสดาในบ้านเราจะออกมาในแนวหนังสือเรียนน่าเบื่อของกระทรวงศึกษาพิการเสียมากกว่า คือ เล่าดะมันตั้งแต่ต้นจนจบตามตัวอักษรเปี๊ยบ ไม่มีการพลิกแพลงตะแคงรั่วเพราะกลัวบทเรียนจะไม่ขลังหรือว่าไปดูหมิ่นอะไรก็มิอาจทราบได้
.
จุดเด่นของ The Passion of the Christ คือ การเอาวิธีการแบบหนังฮอลลีวู้ดมาใช้นำเสนอเรื่องราวทางศาสนา ที่ปรกติจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย (มีเด็กกี่คนกันที่คลั่งไคล้วิชาศาสนา ? นับหัวได้เลย) ให้เกิดความน่าดูมากยิ่งขึ้น โดยหนังตัดเอาเฉพาะช่วงสุดยอดมาขยายให้สำคัญ สลับกับ Flashback พระวจนะขององค์พระคริสต์ ที่แม้แต่คนไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างล่ะ แต่ละ Flashback เองก็ผ่านการคัดเลือกให้สนับสนุนแกนหลักที่นำเสนอบนแผ่นฟิล์มได้ดีมาก ยิ่งมองสภาพความเป็นจริงในบ้านเรา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่ง ผ่านประสบการณ์ในโรงเรียนที่ดำเนินการบริหารโดยคณะภราดาหรือแม่ชีในศาสนาคริสต์มาก่อน ดังนั้น แม้หนังจะตัดทอนเนื้อหาช่วงแรกอันเป็นส่วนที่ทุกคนรับรู้มาจนเบื่อจากหนังสือเรียนวิชาสังคมออกไป ก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการทำความเข้าใจอย่างใด (แต่ก็มีบางตัวละครซึ่งคนดูต้องหาความรู้เพิ่มเติมเองอยู่บ้าง)
.
ได้ยินบางคนถามว่า หนังเรื่องนี้เป็นการชักชวนให้เปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า ก็ตอบว่า “ไม่” และ “ใช่” (อ้าว กั๊กนี่หว่า) ที่ตอบว่า “ไม่” ก็เพราะทุกวันนี้เด็กไทยเดินห้างมากกว่าเข้าวัดอยู่แล้ว ดังนั้นศาสนาไหนก็เหมือนๆ กัน เขียนลงในทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนพอเป็นพิธีเท่านั้นแหละ และคนกลุ่มนี้ไปดูหนังก็เพราะมันเป็น “หนัง” ไม่คิดอะไรเลยเถิด (อ้าว แล้วที่ตอบว่า “ใช่” ล่ะ?) แต่เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมปัจเจกชนแบบสุดขั้วกลางกระแสบริโภคนิยมที่เชี่ยวกราก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กยุคหลังขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจและขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะโลกของอินเตอร์เน็ตที่สร้างสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่จะเก๋าก็ต่อเมื่อทำการออนไลน์ แต่จะบ่มิไก๊ในโลกแห่งความเป็นจริง (เมื่อปรากฏข้อความว่า “คุณถูกตัดออกจากการเชื่อมต่อ”) คนกลุ่มนี้ปรกติจะฉวยอะไรเป็นที่พึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังเรื่องนี้ (แต่ในวิชาสถิติ ถ้าความน่าจะเป็นไม่ใช่ศูนย์ ผมก็ต้องพูดเผื่อไว้ก่อน) แต่ศาสนาไหนๆ ก็สอนให้เป็นคนดีกันทั้งนั้นนี่
.
ถึงจะเป็นหนัง ที่เล่าเรื่ององค์พระคริสต์ แต่ผมว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้คนไทยเข้าไปดู ในแง่ของความเป็นสังคมที่ชื่นชอบการพิพากษาในสิ่งที่ไม่รู้จริง และในแง่ของความที่เราเป็นสังคมที่ใช้ศรัทธานำปัญญาเกินเหตุ (นึกถึงกรณีภาพยนตร์เรื่อง "ไอ้ฟัก") . ในเรื่องนี้ ตัวละครที่ผมติดใจก็คือผู้ว่าการแคว้นจูเดีย (ข้าหลวงจากกรุงโรม) ที่เป็นผู้ตัดสินคดีของเยซู เป็นตัวอย่างของผู้มีอำนาจที่ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ถ้ามองในแง่ของหลักฐานแล้วเขาไม่เห็นว่าเยซูได้กระทำความผิดร้ายแรงตามที่สมณะแฟริซีกล่าวอ้าง แต่ในฐานะตัวแทนผู้ปกครองท้องถิ่นที่มาจากส่วนกลาง สมมุติว่า ถ้าคุณเป็นข้าหลวงพอนติอุสในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะทำอย่างไร ? ตัดสินใจตามความเชื่อและสายตาของตนเอง แต่ทำให้เกิดสงครามและการจลาจลอย่างแน่นอน หรือตัดสินใจตามความต้องการของมวลชนที่อยู่ในการปกครองของตน หรือแลกชีวิตหนึ่งชีวิตเพื่อยุติความไม่สงบไม่ให้ไปถึงส่วนกลาง คนดูหนังอาจจะพิพากษาข้าหลวงพอนติอุสเสียเองว่าตัดช่องน้อยแต่พอตัวมันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเขาเองก็พยายามหาทางออกที่ไม่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่าแล้ว (พูดถึง “ไอ้ฟัก” อีกรอบ เพราะ "ไอ้ฟัก" เองถูกสังคมพิพากษาด้วยเหตุผลที่ไร้สาระมากกว่าที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้อีก)
.
มาถึงส่วนสำคัญ ที่ทำให้ The Passion of the Christ เป็นที่กล่าวถึงมาก ในเรื่องของภาพความรุนแรงที่ปรากฏ จริงๆ เป็นอย่างไรนั้น
- The Passion อาจไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าหนังสงครามโลกและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
- The Passion อาจไม่ดูสะอิดสะเอียดเท่าเมนูของฮันนิบาลใน The Silence of the Lamb
- The Passion อาจไม่มีเลือดสาดกระจุยกระจายสุดฤทธิ์สุดเดชเกินเหตุแบบ Kill Bill Vol.1
- คงไม่มีใครคิดว่าชีวิตของทาสใน Amistad นั้นโชคดีกว่าชีวิตใน The Passion สักเท่าไรนะ
.
จุดที่ทำให้ หนังเรื่องนี้ดูรุนแรงกว่าเรื่องอื่นๆ คือ ฐานันดรภาพของผู้ถูกกระทำ และการถ่ายทำที่เก็บรายละเอียดล้วงลึกได้ถึงแก่นสุดยอดตามชื่อเรื่องแบบเต็มๆ ไม่พลาดทุกรายละเอียด ตั้งแต่บทซาตานมารผจญไล่ไปจนถึงผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก่อนดำเนินถึงเนินกอลโกธา ฟันธงได้เลยว่า ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดสามารถถ่ายทอดภาพช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนถูกตรึงกางเขนขององค์พระคริสต์ได้สะเทือนใจคนดูและสมจริงมากไปกว่า The Passion of the Christ อีกแล้วแน่ๆ ครับ (อย่างน้อยก็ในทศวรรษนี้แน่นอน)
.
นี่เป็นหนังดี แต่ไม่ใช่หนังที่ดูเอาสนุก, เป็นหนังที่ดูโหดร้าย แต่ก็ดูสวยงามไปพร้อมๆ กัน, เป็นหนังที่ทุกคนต้องดูอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็ไม่ควรดูซ้ำเป็นครั้งสองในชีวิตเช่นกัน น่าคิดว่าหากหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงใช้ศรัทธานำปัญญาแบบน่าฉงน ตั้งแต่การโหยหาสถานที่เคารพสักการบูชาบุคคลสำคัญ ลงไปจนถึงการเคารพสักการบูชาเพื่อสรรหาเลขเด็ดทุกๆ 2 สัปดาห์จากสัตว์เดรัจฉานพิกลพิการ ช่างเป็นประเทศที่มีความศรัทธาหลากรูปแบบและหลายมาตรฐานอย่างน่าทึ่งเสียจริง
.
หลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เวลามีใครการพิสูจน์อะไรบางอย่าง มักมีกลุ่มผู้ “ศรัทธา” ออกมาต่อต้านให้เห็นอยู่เป็นประจำโดยยัดเยียดข้อหาลบหลู่ดูหมิ่นและพิพากษาว่าเป็นพวกบัวใต้ตมอันบาปหนาให้เสร็จสรรพ แน่นอนครับ ถ้าเป็นศรัทธาที่ใช้ปัญญานำ ก็คงไม่มีใครว่าอะไร การใช้ปัญญานำก็ไม่ได้แปลว่าไม่ศรัทธาสักหน่อย (แต่เชื่อเถอะ หน้ามืดแล้วไม่มีฟังเหตุผลหรอก) เพราะเมื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในบ้านเราที่แสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่ไร้ซึ่งภาวะและมาตรฐาน (เพราะว่าขาดเขลาเบาปัญญา หรือรักษาผลประโยชน์อะไรก็ตามแต่) สุดท้ายแล้วเราก็คงไม่ต่างอะไรไปจากชาวกาลกิณี เอ้ย ชาวกาลิลีที่ “พิพากษา” องค์พระคริสต์หรอกครับ ถ้าไม่เปลี่ยนไปใช้ปัญญานำศรัทธา เพราะศรัทธามีเพิ่มมีลดได้ หากสิ่งที่ศรัทธาเกิดการเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญญาเมื่อรู้แจ้งถึงสิ่งใดแล้วจะไม่มีวันลดลงไป (ไม่นับรวมการท่องจำแบบยัดเยียดก่อนเข้าห้องสอบว่าเป็นปัญญานะครับ เสียสถาบันหมดเลย)
.
หนังเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างวิธีการนำเสนอและเผยแพร่วัฒนธรรมความรู้ให้เข้าถึงผู้คนอย่างง่ายรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นถ่ายทอดถอดข้อมูลตำรับตำราทางวิชาการลงในรูปแบบของการ์ตูนที่ทำให้คนเข้าถึงง่าย และเมื่อใดที่การปูพื้นฐานง่ายๆ ทำให้คนๆ นั้นเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ขึ้นมา ก็จะเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีการค้นคว้าอย่างจริงๆ จังๆ เองในที่สุด The Passion เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนต่างชาติต่างศาสนา ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบางอย่างที่ไม่เคยได้รับจากตำราคร่ำครึที่เรียนต่อๆ กันมาปีทั้งชาติภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น (ผู้มีอำนาจบ้านเราก็มองการ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก หรือเกมเป็นเรื่องไร้สาระเสียนี่)
.
ส่วนบ้านเราที่ผู้คนเป็นจำนวนมากใช้ศรัทธานำปัญญาน่ะหรือครับ ก็นั่งอ่านป้ายประท้วงประเทืองปัญญาไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน
.
.
.
.
.
(จบละครับ สงสัยผมเขียนแรงไปหน่อย เขาเลยลบทิ้งมั้ง ?)
Tags: movie, pantip, passion of the christ, religion, review3 Comments
#1 By พี่เก้า : เทวดาชุดขาว on 2005-06-10 18:29