มองในสิ่งที่เสียไป หรือมองในสิ่งที่ได้มา
posted on 25 Jun 2006 10:24 by chubby in Game-review
มองในสิ่งที่เสียไป หรือมองในสิ่งที่ได้มา
.
เกริ่นนำ
ตัวอย่างน้ำครึ่งแก้ว ใครๆ ก็เคยผ่านตามาหมดกับคำถามที่ว่า จะมองในส่วนที่พร่อง หรือมองในส่วนที่เหลือ
หากเป็นกิจการ / กิจกรรมที่ต้องมีการลงทุนลงแรง ก็เป็นเรื่องปรกติที่มนุษย์จะอดมองในส่วนที่พร่องไปไม่ได้
.
กิจกรรมเสี่ยงโชคล่ะ ?
ทุกกิจกรรมต้องมีเงินทุนเอามาจ่ายเป็นรางวัลทั้งนั้นแหละครับ มีกิจกรรมไหนแจกฟรีจริงๆ บ้าง ช่วยบอกที ?
การส่งชิ้นส่วนชิงโชค ก็ต้องเสียค่าซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้, สลากกินแบ่ง ก็ต้องเสียค่าซื้อสลาก
การหาเลขเด็ดก็ยังต้องเสียค่าดอกไม้ธูปเทียน หรือค่าน้ำมัน เพื่อเดินทางไปหาเลขจากพระดังๆ ตามที่ต่างๆ
กิจกรรมในเกมออนไลน์ ก็มีต้นทุนคือบัตรเติมเงินเพื่อร่วมกิจกรรม
.
ค่าไฟกับค่าเน็ตไม่นับ
เพราะจุดประสงค์แรก ในการเปิดคอมกับติดเน็ตความเร็วสูง ไม่ใช่เพือเอามาเล่นกิจกรรมยิบย่อยแบบนี้แน่ๆ
(การ์ดจอแรงๆ เน็ตแรงๆ HDD ลูกโตๆ เตาเผาดีๆ ของเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง ผมคงไม่บอกหรอกนะครับ :P )
.
ทุกกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง มีจุดร่วมเหมือนกันหมด คือ
.
1. ต้นทุนเพื่อดำเนินธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือฝาโออิชิ รางวัลที่คุณได้คือ เงิน (ต้นทุน) ของเพื่อนร่วมกิจกรรมนั่นเอง
เพราะใครๆ ต่างก็จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม แต่ผู้ที่ได้รางวัลนั้น มีจำนวนหยิบมือเดียว
ทุกกิจกรรม ทุกรางวัลที่มูลค่าเกิน 500 บาท ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย รวมทั้งต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกรรมด้วย
ของฟรีไม่มีในโลก เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ (แต่ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ลืม ถ้าเกิดได้รางวัลเป็นเงินเป็นทองมากระทันหัน)
.
2. ความสมัครใจของผู้เล่น
แม่ค้าขายหวยไม่ได้เอาปืนจ่อหัวให้คุณซื้อสลากกินแบ่ง, เสี่ยตันก็ไม่ได้บังคับให้คุณซื้อโออิชิเป็นโหลๆ ขวด
เกมออนไลน์ก็ไม่ได้บอกว่าจะลบ Account ถ้าหากคุณไม่ไปซื้อบัตรเติมเงิน เพื่อร่วมเล่นกิจกรรมเสริมต่างๆ
ความโลภของมนุษย์เอง เป็นแรงผลักดัน ที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังการทำกิจกรรมเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
แม้แต่คำพูดที่ว่าเผื่อฟลุค, เล่นสนุกๆ ฯลฯ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
.
ปัญหาที่พบเห็นจากความเป็นจริง ในการจัดกิจกรรมต่างๆ
.
1. บาทเดียวก็ไม่ให้กระเด็น
ผมยังเป็นมนุษย์อยู่ ผมก็อยากได้ 60 ล้านโดยไม่หักภาษีหรือเสียค่าธรรมเนียมอะไรเหมือนกันแหละครับ :P
แต่ไม่ว่าจะ 60 ล้านบาทหรือ 1 หมื่นบาท ต่างก็มีเงื่อนไขในการหักเงินรางวัลตามที่กล่าว นานเป็นชาติแล้ว
ถ้าเรื่องมากนัก เดี๋ยวเขาก็บริจาค แล้วส่งในอนุโมทนาบัตรในชื่อคุณ ไปให้คุณทางไปรษณีย์แทน ดีมั้ยเอ่ย ?
คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทางเข้ามารับรางวัล แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้รำคาญใจอีกด้วย
.
เพราะมัวแต่มองแก้วน้ำในส่วนที่พร่อง (จนลืมมองไอ้ส่วนที่คุณได้มา ถ้าคุณไม่ร่วมกิจกรรมอะไรตั้งแต่ต้น)
.
2. ลูกค้าคือพระเจ้า
เป็นคำพูดที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่ ผู้ให้บริการ และ ผู้ใช้บริการ มีจิตสำนึกที่เท่าเทียมกัน ทั้งสองฝ่าย
ข้อนี้ขอจบแค่นี้ครับ
.
.
.
สรุป
ผมไม่เหมาะกับการเป็นผู้ให้บริการอะไรกับเขาหรอก เพราะผมไม่ยอมก้มหัวให้พวกลูกค้าเกรียนๆ แน่นอน
ถ้าสมมุมติว่ามีบริษัทเป็นของตัวเอง จะเน้นการทำธุรกรรมกับคู่ค้าที่เขาให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการด้วย
ซึ่งทำได้ลำบากมาก มีเพียงไม่กี่กิจการที่สามารถทำได้ตามนั้น และหลายพื้นที่ในโลก คงทำไม่ได้แน่นอน
.
ผมไม่ได้พูดถึงใคร ผมพูดถึงตัวผมเอง ก็เพื่อป้องกันปัญหากระทบกระทั่งน่าเบื่อหน่ายในโลกอินเตอร์เน็ต
.
.
.
ปล. ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกสุดโต่งในหลายๆ เรื่องครับ m( _ _ )m
.
.
เกริ่นนำ
ตัวอย่างน้ำครึ่งแก้ว ใครๆ ก็เคยผ่านตามาหมดกับคำถามที่ว่า จะมองในส่วนที่พร่อง หรือมองในส่วนที่เหลือ
หากเป็นกิจการ / กิจกรรมที่ต้องมีการลงทุนลงแรง ก็เป็นเรื่องปรกติที่มนุษย์จะอดมองในส่วนที่พร่องไปไม่ได้
.
กิจกรรมเสี่ยงโชคล่ะ ?
ทุกกิจกรรมต้องมีเงินทุนเอามาจ่ายเป็นรางวัลทั้งนั้นแหละครับ มีกิจกรรมไหนแจกฟรีจริงๆ บ้าง ช่วยบอกที ?
การส่งชิ้นส่วนชิงโชค ก็ต้องเสียค่าซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้, สลากกินแบ่ง ก็ต้องเสียค่าซื้อสลาก
การหาเลขเด็ดก็ยังต้องเสียค่าดอกไม้ธูปเทียน หรือค่าน้ำมัน เพื่อเดินทางไปหาเลขจากพระดังๆ ตามที่ต่างๆ
กิจกรรมในเกมออนไลน์ ก็มีต้นทุนคือบัตรเติมเงินเพื่อร่วมกิจกรรม
.
ค่าไฟกับค่าเน็ตไม่นับ
เพราะจุดประสงค์แรก ในการเปิดคอมกับติดเน็ตความเร็วสูง ไม่ใช่เพือเอามาเล่นกิจกรรมยิบย่อยแบบนี้แน่ๆ
(การ์ดจอแรงๆ เน็ตแรงๆ HDD ลูกโตๆ เตาเผาดีๆ ของเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง ผมคงไม่บอกหรอกนะครับ :P )
.
ทุกกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง มีจุดร่วมเหมือนกันหมด คือ
.
1. ต้นทุนเพื่อดำเนินธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือฝาโออิชิ รางวัลที่คุณได้คือ เงิน (ต้นทุน) ของเพื่อนร่วมกิจกรรมนั่นเอง
เพราะใครๆ ต่างก็จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม แต่ผู้ที่ได้รางวัลนั้น มีจำนวนหยิบมือเดียว
ทุกกิจกรรม ทุกรางวัลที่มูลค่าเกิน 500 บาท ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย รวมทั้งต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกรรมด้วย
ของฟรีไม่มีในโลก เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ (แต่ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ลืม ถ้าเกิดได้รางวัลเป็นเงินเป็นทองมากระทันหัน)
.
2. ความสมัครใจของผู้เล่น
แม่ค้าขายหวยไม่ได้เอาปืนจ่อหัวให้คุณซื้อสลากกินแบ่ง, เสี่ยตันก็ไม่ได้บังคับให้คุณซื้อโออิชิเป็นโหลๆ ขวด
เกมออนไลน์ก็ไม่ได้บอกว่าจะลบ Account ถ้าหากคุณไม่ไปซื้อบัตรเติมเงิน เพื่อร่วมเล่นกิจกรรมเสริมต่างๆ
ความโลภของมนุษย์เอง เป็นแรงผลักดัน ที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังการทำกิจกรรมเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย
แม้แต่คำพูดที่ว่าเผื่อฟลุค, เล่นสนุกๆ ฯลฯ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
.
ปัญหาที่พบเห็นจากความเป็นจริง ในการจัดกิจกรรมต่างๆ
.
1. บาทเดียวก็ไม่ให้กระเด็น
ผมยังเป็นมนุษย์อยู่ ผมก็อยากได้ 60 ล้านโดยไม่หักภาษีหรือเสียค่าธรรมเนียมอะไรเหมือนกันแหละครับ :P
แต่ไม่ว่าจะ 60 ล้านบาทหรือ 1 หมื่นบาท ต่างก็มีเงื่อนไขในการหักเงินรางวัลตามที่กล่าว นานเป็นชาติแล้ว
ถ้าเรื่องมากนัก เดี๋ยวเขาก็บริจาค แล้วส่งในอนุโมทนาบัตรในชื่อคุณ ไปให้คุณทางไปรษณีย์แทน ดีมั้ยเอ่ย ?
คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทางเข้ามารับรางวัล แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้รำคาญใจอีกด้วย
.
เพราะมัวแต่มองแก้วน้ำในส่วนที่พร่อง (จนลืมมองไอ้ส่วนที่คุณได้มา ถ้าคุณไม่ร่วมกิจกรรมอะไรตั้งแต่ต้น)
.
2. ลูกค้าคือพระเจ้า
เป็นคำพูดที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่ ผู้ให้บริการ และ ผู้ใช้บริการ มีจิตสำนึกที่เท่าเทียมกัน ทั้งสองฝ่าย
ข้อนี้ขอจบแค่นี้ครับ
.
.
.
สรุป
ผมไม่เหมาะกับการเป็นผู้ให้บริการอะไรกับเขาหรอก เพราะผมไม่ยอมก้มหัวให้พวกลูกค้าเกรียนๆ แน่นอน
ถ้าสมมุมติว่ามีบริษัทเป็นของตัวเอง จะเน้นการทำธุรกรรมกับคู่ค้าที่เขาให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการด้วย
ซึ่งทำได้ลำบากมาก มีเพียงไม่กี่กิจการที่สามารถทำได้ตามนั้น และหลายพื้นที่ในโลก คงทำไม่ได้แน่นอน
.
ผมไม่ได้พูดถึงใคร ผมพูดถึงตัวผมเอง ก็เพื่อป้องกันปัญหากระทบกระทั่งน่าเบื่อหน่ายในโลกอินเตอร์เน็ต
.
.
.
ปล. ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกสุดโต่งในหลายๆ เรื่องครับ m( _ _ )m
.
จากประสบการณ์ตรงที่ไปอยู่ต่างประเทศ ผมสังเกตว่าเขามองผู้ให้บริการกับลูกค้าหรือผู้มารับบริการเท่าเทียมกันนะ เหมือนถือว่าฝ่ายหนึ่งให้เงิน อีกฝ่ายให้บริการ ขึ้นรถเมล์เวลาลงรถก็ต้องขอบคุณคนขับ เพราะถือว่าเขาบริการเรา ทั้งที่เราจ่ายเงินเขา หรือเวลามีปัญหา ถ้าเขาเห็นว่าเขา"ไม่ผิด" (แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะถูกหรือไม่บกพร่อง) เขาแทบจะ"ตะคอก"คุยกับลูกค้าด้วยซ้ำ (ผมเจอบ่อยเวลาไปเคลียร์เรื่อง ตะคอกคุยกันตลอด ^^;;) ไม่เห็นต้องมานั่งประคบประหงมอย่างกับคนง่อยช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนลูกค้าชาวไทยเลย
#1 By Rune on 2006-06-25 11:31