โหมโรง น้ำท่วมเชียงใหม่ 2549 ยกที่ 3 : เจาะเมกะโปรเจกป้องกันน้ำท่วม
posted on 16 Aug 2006 20:51 by chubby in Environment, Inside-Chiangmai
โหมโรง น้ำท่วมเชียงใหม่ 2549 ยกที่ 3 : เจาะเมกะโปรเจกป้องกันน้ำท่วม
.
ยกที่ 1 <--- กดที่นี่
ยกที่ 2 <--- กดที่นี่
.
ในที่สุด ผมก็สามารถเก็บข้อมูลภาพน้ำกำลังจะท่วม (P.1 ที่ระดับ 3.70 - 4.00) ได้สำเร็จเสร็จสิ้น
ซีรีส์น้ำท่วมเชียงใหม่ที่เขียนมาจนครบ 1 ปีน้ำท่วมเชียงใหม่ปี 2548 ก็ใกล้ถึงตอนจบในอีกไม่นาน
ซึ่งข้อมูลที่เก็บจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2549 เทียบกับปี 2548 ก็ได้พบอะไรน่าสนใจหลายๆ อย่าง
.
1. ทางที่น้ำไหลย้อนขึ้นทิศเหนือ
.
.
หลังจากระบบโทรมาตรแม่น้ำปิงชี้ว่าระดับน้ำจุด P.1 อยู่ที่ 3.70 เมตร ผมก็คว้ากล้องออกแร่ดทันที
2.00 - 3.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2549 พบน้ำทะลักจากจุดเปราะที่สุดของระบบป้องกันน้ำท่วมคือ
1) ทางลอดใต้สะพานป่าแดด 2) ถนนเจริญประเทศ (ระหว่างหัวถนนช้างคลานกับสะพานเม็งราย)
.
บทเรียนของปี 2548 ทำให้ปีนี้ชาวบ้านป่าพร้าวริมน้ำปิงและเทศบาล ทำแนวป้องกันน้ำไว้บางส่วน
แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็ทำให้มวลน้ำซึ่งถูกกักไว้ที่คอขวดตำรวจภาค 5 หรือสะพานป่าแดด
ไหลย้อนจากฝายหนองผึ้งขึ้นไปทางทิศเหนือเป็นรูปตัว V ผ่านถนนเจริญประเทศถึงถนนช้างคลาน
บริเวณท่อระบายตรงข้ามโรงแรมโกลเด้นอินน์ ซึ่งในเวลาเดียวกันที่ถนนป่าพร้าว น้ำยังไม่ขึ้นมาเลย
.
2. คอขวดมงฟอร์ต
.
.
ช่วงเวลา 3.00 น. ด้านล่างของฝายท่าศาลา บริเวณโรงเรียนพระหฤทัยและมงฟอร์ตแผนกประถม
ซึ่งทางน้ำถูกบีบแคบมาก โดยทั้งสองแห่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่เตรียมพร้อมรับมือน้ำล้นเป็นอย่างดี
จึงปรากฎว่ามวลน้ำที่ติดคอขวดมงฟอร์ต ไหลย้อนทะลักออกมาจากแนวก่อนถึงโรงเรียนพระหฤทัย
.
.
3. คอขวดชัยมงคล
.
.
บริเวณหน้าวัดชัยมงคล ระหว่างขัวเหล็กกับฝายท่าศาลา เป็นจุดที่ทางน้ำปิงแคบมากอีกจุดหนึ่ง
ก็พบว่า มีมวลน้ำไหลย้อนทะลักออกมาบนถนน ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับหน้าโรงเรียนพระหฤทัย
.
หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ทางลอดใต้สะพานป่าแดดก็ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เพราะน้ำท่วมจนมิด
และน้ำจากถนนเจริญประเทศก็เริ่มทะลักออกไปทางแยกหัวถนน จุดที่เชื่อมต่อกับถนนช้างคลาน
.
4. หัวโค้ง The Ping
.
.
หลังจากกลับบ้านไปก่อนรุ่งสาง ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ก่อนเคารพธงชาติผมก็ออกมาถ่ายรูปอีกรอบ
.
บริเวณสุดถนนช้างคลานด้านทิศใต้ เป็นโค้งหักศอก เข้าสู่ถนนป่าพร้าวเชื่อมกับสะพานป่าแดด
พบว่า มีสายน้ำไหลพุ่งออกมาจากลานจอดรถหน้าร้าน The Ping เข้าสู่ถนนป่าพร้าว แรงมากๆ
จากภาพน้ำท่วมอยู่ 2 ช่วง ตรงถนนช้างคลานหน้าโกลเด้นอินน์ กับถนนป่าพร้าวตลอดสายแล้ว
หลังจากถ่ายรูปจุดนี้เสร็จก่อน 8.00 น. ผมก็รีบเผ่นออกจากจุดนั้นทันที ก่อนรถเก๋งจะผ่านไม่ได้
.
4 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ถนนป่าพร้าวยังไม่มีน้ำท่วมเลย แสดงว่าน้ำล้นแนวป้องกันออกมาพร้อมกัน
.
.
5. ถนนเจริญประเทศ
.
.
ในที่สุดผมก็สามารถเก็บภาพน้ำปิงล้นเข้าสู่ถนนเจริญประเทศ (ช่วงสะพานเม็งราย - มงฟอร์ต)
ได้ครบทั้ง 3 จุด โดยน้ำกำลังล้นออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำ ออกมายังริมถนน (ถนนยังใช้การได้อยู่)
.
.
.
ส่วนถนนเจริญประเทศ ช่วงโรงเรียนพระหฤทัย - วัดชัยมงคล น้ำท่วมผิวจราจรไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้บริเวณที่ตั้งของโรงเรียนเรยีนา จะเป็นแอ่งกระทะทอดในแนวทิศตะวันออก - ทิศตะวันตก
จรดกับถนนช้างคลาน ตรงกับพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับการต่อต้าน
เพราะ บริเวณนี้มีสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก (อยากดื้อด้านสร้างดีนัก เจอน้ำท่วมไปซะเถอะ)
.
.
6. ฝายท่าศาลา
.
.
เป็นจุดหนึ่งที่ทางการแอบงุบงิบจะทุบทิ้งทำเป็นฝายยาง และมักถูกกล่าวโทษว่าทำให้น้ำท่วม
แต่ลองดูภาพถ่ายทางอากาศบริเวณท้ายฝายให้ดีๆ สิครับ ร่องน้ำปิงถูกรุกล้ำจนแคบเอามากๆ
อีหรอบนี้ จะฝายยางหรือฝายเทวดา น้ำท่วมอยู่เหมือนเดิมครับ เปลืองเงินภาษีเปล่าประโยชน์
.
* update *
ล่าสุด โครงการฝายยางถูกพับเข้ากรุ เปลี่ยนไปเป็นโครงการสร้างประตูระบายน้ำ สูง 6.5 เมตร
บริเวณฝายท่าวังตาล ทางตอนล่างของเทศบาลนครเชียงใหม่แทน โดยคนในพื้นที่ไม่ทราบเรื่อง
นอกจากข้อมูลที่ว่า สามารถระบายน้ำได้สูงถึง 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที จนหลายคนเคลิ้มไปเลย
โดยลืมไปว่า ถ้าแม่น้ำในเมืองยังเป็นคอขวดอยู่เหมือนเดิม มันไม่มีทางระบายได้ขนาดนั้นหรอก
.
7. ตำรวจภาค 5
.
.
หนึ่งโครงการเร่งด่วนเพื่อรับมือน้ำท่วม ที่เข้าท่าที่สุด ส่งผลกระทบน้อยที่สุด และประหยัดที่สุด
คือการขุดลอกขยายความกว้างของแม่น้ำในจุดวิกฤติที่เป็นคอขวด เช่น สำนักงานตำรวจภาค 5
จาก 60 เป็น 90 เมตร โดยในระยะสั้นจะขุดไปก่อน 10 เมตร (บริเวณทางลอดที่กลับรถตำรวจ)
.
การขยายเพียง 10 เมตร ก็ทำให้ลำน้ำในจุดนี้รับน้ำจาก 460 ลบ.ม. เป็น 550 ลบ.ม.ต่อวินาที
หรือ ทำให้ระดับน้ำที่จุด P.1 สะพานนวรัฐ ลดลง 20 เซนติเมตร "ทันที"
แล้วถ้าสามารถขยายเพิ่มได้ครบตามเป้า 30 เมตร น้ำท่วมก็จะกลายป็นประวัติศาสตร์ "ทันที"
(ในกรณีที่ขยายความกว้างได้ 90 เมตรตลอดลำน้ำ และมีการขุดลอกตะกอนอย่างสม่ำเสมอ)
.
ประตูระบายน้ำ ก็จะกลายเป็นโปรเจกที่ไม่จำเป็นต้องมีให้เปลืองเงินภาษีไปโดยเปล่าประโยชน์
สามารถลดระยะทาง ความสูง งบประมาณ ที่ใช้ก่อสร้างพนังกันน้ำได้อย่างมากมายมหาศาล
แม้ปีที่ผ่านมา บ้านผม เจอน้ำท่วมหนักไป 2 หนซ้อน แต่ผมก็ไม่สนับสนุนการสร้างพนังกันน้ำ
เพราะลักษณะของน้ำท่วมในพื้นที่สูง น้ำขึ้นน้ำลดรวมเวลาไม่เกิน 3 วัน มันก็แห้งไปหมดแล้ว
.
สร้างพนังป้องกันน้ำที่ท่วมแค่ไม่กี่วัน แต่คนในพื้นที่ต้องทนดูทัศนอุจาดในอีก 350 วันที่เหลือ
มันงี่เง่าไปหรือเปล่า สำหรับจังหวัดที่มีนโยบายทำให้เป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติแบบนี้ ?
ดูนโยบายมันตีกันเองชอบกล ปากบอกอนุรักษ์ แต่มือเซ็นต์อนุมัติ พัฒนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ปากก็ว่าเป็นโครงการเพื่อประชาชน แต่พอประชาชนจะไปสอบถามข้อมูล ก็เงียบเป็นเป่าสาก
.
.
.
โครงการพัฒนา เพื่อใครกันแน่ ?
.
.
.
ปล.1 ตัวอย่างพนังกันน้ำในเขตเมืองสุโขทัย เป็นกรณีศึกษาชั้นดี...ที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ปล.2 ขนาดแนวกันน้ำไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังทำให้มวลน้ำย้อนกลับไปท่วมถึงจุด P.1 ได้ขนาดนี้
นี่ถ้าเกิดมีใครบ้าจี้ทำพนังถาวร โดยที่แนวเขตแม่น้ำยังไม่ลงตัว แล้วมีน้ำบ่ามามากกว่านี้ล่ะ ?
...ดูไม่จืดแน่ครับ...
.
ยกที่ 1 <--- กดที่นี่
ยกที่ 2 <--- กดที่นี่
.
ในที่สุด ผมก็สามารถเก็บข้อมูลภาพน้ำกำลังจะท่วม (P.1 ที่ระดับ 3.70 - 4.00) ได้สำเร็จเสร็จสิ้น
ซีรีส์น้ำท่วมเชียงใหม่ที่เขียนมาจนครบ 1 ปีน้ำท่วมเชียงใหม่ปี 2548 ก็ใกล้ถึงตอนจบในอีกไม่นาน
ซึ่งข้อมูลที่เก็บจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2549 เทียบกับปี 2548 ก็ได้พบอะไรน่าสนใจหลายๆ อย่าง
.
1. ทางที่น้ำไหลย้อนขึ้นทิศเหนือ
.

.
หลังจากระบบโทรมาตรแม่น้ำปิงชี้ว่าระดับน้ำจุด P.1 อยู่ที่ 3.70 เมตร ผมก็คว้ากล้องออกแร่ดทันที
2.00 - 3.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2549 พบน้ำทะลักจากจุดเปราะที่สุดของระบบป้องกันน้ำท่วมคือ
1) ทางลอดใต้สะพานป่าแดด 2) ถนนเจริญประเทศ (ระหว่างหัวถนนช้างคลานกับสะพานเม็งราย)
.
บทเรียนของปี 2548 ทำให้ปีนี้ชาวบ้านป่าพร้าวริมน้ำปิงและเทศบาล ทำแนวป้องกันน้ำไว้บางส่วน
แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็ทำให้มวลน้ำซึ่งถูกกักไว้ที่คอขวดตำรวจภาค 5 หรือสะพานป่าแดด
ไหลย้อนจากฝายหนองผึ้งขึ้นไปทางทิศเหนือเป็นรูปตัว V ผ่านถนนเจริญประเทศถึงถนนช้างคลาน
บริเวณท่อระบายตรงข้ามโรงแรมโกลเด้นอินน์ ซึ่งในเวลาเดียวกันที่ถนนป่าพร้าว น้ำยังไม่ขึ้นมาเลย
.
2. คอขวดมงฟอร์ต
.

.
ช่วงเวลา 3.00 น. ด้านล่างของฝายท่าศาลา บริเวณโรงเรียนพระหฤทัยและมงฟอร์ตแผนกประถม
ซึ่งทางน้ำถูกบีบแคบมาก โดยทั้งสองแห่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่เตรียมพร้อมรับมือน้ำล้นเป็นอย่างดี
จึงปรากฎว่ามวลน้ำที่ติดคอขวดมงฟอร์ต ไหลย้อนทะลักออกมาจากแนวก่อนถึงโรงเรียนพระหฤทัย
.
.
3. คอขวดชัยมงคล
.

.
บริเวณหน้าวัดชัยมงคล ระหว่างขัวเหล็กกับฝายท่าศาลา เป็นจุดที่ทางน้ำปิงแคบมากอีกจุดหนึ่ง
ก็พบว่า มีมวลน้ำไหลย้อนทะลักออกมาบนถนน ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับหน้าโรงเรียนพระหฤทัย
.
หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง ทางลอดใต้สะพานป่าแดดก็ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เพราะน้ำท่วมจนมิด
และน้ำจากถนนเจริญประเทศก็เริ่มทะลักออกไปทางแยกหัวถนน จุดที่เชื่อมต่อกับถนนช้างคลาน
.
4. หัวโค้ง The Ping
.

.
หลังจากกลับบ้านไปก่อนรุ่งสาง ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ก่อนเคารพธงชาติผมก็ออกมาถ่ายรูปอีกรอบ
.
บริเวณสุดถนนช้างคลานด้านทิศใต้ เป็นโค้งหักศอก เข้าสู่ถนนป่าพร้าวเชื่อมกับสะพานป่าแดด
พบว่า มีสายน้ำไหลพุ่งออกมาจากลานจอดรถหน้าร้าน The Ping เข้าสู่ถนนป่าพร้าว แรงมากๆ
จากภาพน้ำท่วมอยู่ 2 ช่วง ตรงถนนช้างคลานหน้าโกลเด้นอินน์ กับถนนป่าพร้าวตลอดสายแล้ว
หลังจากถ่ายรูปจุดนี้เสร็จก่อน 8.00 น. ผมก็รีบเผ่นออกจากจุดนั้นทันที ก่อนรถเก๋งจะผ่านไม่ได้
.
4 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ถนนป่าพร้าวยังไม่มีน้ำท่วมเลย แสดงว่าน้ำล้นแนวป้องกันออกมาพร้อมกัน
.
.
5. ถนนเจริญประเทศ
.

.
ในที่สุดผมก็สามารถเก็บภาพน้ำปิงล้นเข้าสู่ถนนเจริญประเทศ (ช่วงสะพานเม็งราย - มงฟอร์ต)
ได้ครบทั้ง 3 จุด โดยน้ำกำลังล้นออกจากพื้นที่ริมแม่น้ำ ออกมายังริมถนน (ถนนยังใช้การได้อยู่)
.

.

.
ส่วนถนนเจริญประเทศ ช่วงโรงเรียนพระหฤทัย - วัดชัยมงคล น้ำท่วมผิวจราจรไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้บริเวณที่ตั้งของโรงเรียนเรยีนา จะเป็นแอ่งกระทะทอดในแนวทิศตะวันออก - ทิศตะวันตก
จรดกับถนนช้างคลาน ตรงกับพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับการต่อต้าน
เพราะ บริเวณนี้มีสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก (อยากดื้อด้านสร้างดีนัก เจอน้ำท่วมไปซะเถอะ)
.
.
6. ฝายท่าศาลา
.

.
เป็นจุดหนึ่งที่ทางการแอบงุบงิบจะทุบทิ้งทำเป็นฝายยาง และมักถูกกล่าวโทษว่าทำให้น้ำท่วม
แต่ลองดูภาพถ่ายทางอากาศบริเวณท้ายฝายให้ดีๆ สิครับ ร่องน้ำปิงถูกรุกล้ำจนแคบเอามากๆ
อีหรอบนี้ จะฝายยางหรือฝายเทวดา น้ำท่วมอยู่เหมือนเดิมครับ เปลืองเงินภาษีเปล่าประโยชน์
.
* update *
ล่าสุด โครงการฝายยางถูกพับเข้ากรุ เปลี่ยนไปเป็นโครงการสร้างประตูระบายน้ำ สูง 6.5 เมตร
บริเวณฝายท่าวังตาล ทางตอนล่างของเทศบาลนครเชียงใหม่แทน โดยคนในพื้นที่ไม่ทราบเรื่อง
นอกจากข้อมูลที่ว่า สามารถระบายน้ำได้สูงถึง 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที จนหลายคนเคลิ้มไปเลย
โดยลืมไปว่า ถ้าแม่น้ำในเมืองยังเป็นคอขวดอยู่เหมือนเดิม มันไม่มีทางระบายได้ขนาดนั้นหรอก
.
7. ตำรวจภาค 5
.

.
หนึ่งโครงการเร่งด่วนเพื่อรับมือน้ำท่วม ที่เข้าท่าที่สุด ส่งผลกระทบน้อยที่สุด และประหยัดที่สุด
คือการขุดลอกขยายความกว้างของแม่น้ำในจุดวิกฤติที่เป็นคอขวด เช่น สำนักงานตำรวจภาค 5
จาก 60 เป็น 90 เมตร โดยในระยะสั้นจะขุดไปก่อน 10 เมตร (บริเวณทางลอดที่กลับรถตำรวจ)
.
การขยายเพียง 10 เมตร ก็ทำให้ลำน้ำในจุดนี้รับน้ำจาก 460 ลบ.ม. เป็น 550 ลบ.ม.ต่อวินาที
หรือ ทำให้ระดับน้ำที่จุด P.1 สะพานนวรัฐ ลดลง 20 เซนติเมตร "ทันที"
แล้วถ้าสามารถขยายเพิ่มได้ครบตามเป้า 30 เมตร น้ำท่วมก็จะกลายป็นประวัติศาสตร์ "ทันที"
(ในกรณีที่ขยายความกว้างได้ 90 เมตรตลอดลำน้ำ และมีการขุดลอกตะกอนอย่างสม่ำเสมอ)
.
ประตูระบายน้ำ ก็จะกลายเป็นโปรเจกที่ไม่จำเป็นต้องมีให้เปลืองเงินภาษีไปโดยเปล่าประโยชน์
สามารถลดระยะทาง ความสูง งบประมาณ ที่ใช้ก่อสร้างพนังกันน้ำได้อย่างมากมายมหาศาล
แม้ปีที่ผ่านมา บ้านผม เจอน้ำท่วมหนักไป 2 หนซ้อน แต่ผมก็ไม่สนับสนุนการสร้างพนังกันน้ำ
เพราะลักษณะของน้ำท่วมในพื้นที่สูง น้ำขึ้นน้ำลดรวมเวลาไม่เกิน 3 วัน มันก็แห้งไปหมดแล้ว
.
สร้างพนังป้องกันน้ำที่ท่วมแค่ไม่กี่วัน แต่คนในพื้นที่ต้องทนดูทัศนอุจาดในอีก 350 วันที่เหลือ
มันงี่เง่าไปหรือเปล่า สำหรับจังหวัดที่มีนโยบายทำให้เป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติแบบนี้ ?
ดูนโยบายมันตีกันเองชอบกล ปากบอกอนุรักษ์ แต่มือเซ็นต์อนุมัติ พัฒนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ปากก็ว่าเป็นโครงการเพื่อประชาชน แต่พอประชาชนจะไปสอบถามข้อมูล ก็เงียบเป็นเป่าสาก
.
.
.
โครงการพัฒนา เพื่อใครกันแน่ ?
.
.
.
ปล.1 ตัวอย่างพนังกันน้ำในเขตเมืองสุโขทัย เป็นกรณีศึกษาชั้นดี...ที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ปล.2 ขนาดแนวกันน้ำไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังทำให้มวลน้ำย้อนกลับไปท่วมถึงจุด P.1 ได้ขนาดนี้
นี่ถ้าเกิดมีใครบ้าจี้ทำพนังถาวร โดยที่แนวเขตแม่น้ำยังไม่ลงตัว แล้วมีน้ำบ่ามามากกว่านี้ล่ะ ?
...ดูไม่จืดแน่ครับ...
Tags: chiangmai, environment, flood, photo, river6 Comments

ยินดีกับเจ้าของด้วยที่ตั้งแต่นี้ไปจะได้สูบน้ำออกจากชั้นใต้ดินที่มีห้องคุมไฟตลอดไป (เห็นว่าเป็นของนายทุนสิงค์โปร)
เสียดายบ้านพักกงศุลเก่าหลังนั้นจริงๆ..
ดูจากภาพของ Google earth แล้วก็เห็นจริงๆครับ ว่าจุดที่เป็นคอขวดคือจุดที่น้ำจะเริ่มท่วมเป็นที่แรกๆของเชียงใหม่ทุกครั้ง แต่น้ำท่วมเชียงใหม่มักมาเร็วไปเร็ว ผนังกั้นน้ำนั่นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุสุดๆ
แต่การเวนคืนที่ที่ถมเลยแม่น้ำปิงเข้ามาซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆดันไม่ยักทำ เพราะแต่ละที่ที่ถมเลยเข้ามา มันก็เป็นของผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนทั้งนั้น
สมัย Westin สร้างใหม่ๆ ข้างขัวเม็งรายชาวบ้านเขาประท้วงกันจนหูดับตับไหม้แต่มันก็ยังถมๆๆๆ
จากนี้ไปน้ำท่วมคงเป็นเรื่องปกติของเชียงใหม่ไปแล้ว ทั้งๆที่อยู่มาร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมันท่วม พายุอะไรต่างๆเมื่อก่อนมันก็เข้ามาเป็นปกติตามฤดูกาลของมัน จะมาอ้างว่าเป็นอุทกภัยก็ไม่ถูก เพราะมันมาตามธรรมชาติ
แต่อะไรล่ะที่ไม่ทำให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ?
#1 By Rain on 2006-08-17 13:11