แก้มลิง : ของดีราคาถูกที่คอการเมืองไม่สนใจ
.
สรุปเนื้อหาของ Entry ก่อน
.
- เขื่อนแก่งเสือเต้นช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยาได้ 22 เซนติเมตร (ตามทฤษฎี)
เงื่อนไข ไม่มีการเก็บน้ำเพื่อการเกษตร / ไม่มีฝนตกในพื้นที่ 80% ใต้เขื่อน / พื้นที่ชุ่มน้ำจะป้องกันไม่ได้
.
- เขื่อนแก่งเสือเต้นช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงผ่านกรุงเทพได้ 10 เซนติเมตร (ตามทฤษฎี)
เงื่อนไข ตัดแม่น้ำท่าจีนออกจากระบบ / น้ำทะเลไม่หนุน / เป็นการคำนวณที่ผิดหลักเพื่อเอาใจบางกลุ่ม
.
สรุปเนื้อหาของ Entry นี้ (สำหรับท่านที่ขี้เกียจอ่านครับ ^^)
- พื้นที่แก้มลิงขนาด 1.3 ล้านไร่ หรือ 2 พันล้านตารางเมตร กำหนดระดับน้ำที่ความสูง 30 เซนติเมตร
จะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 600 ล้าน ลบ.ม. หรือเทียบเท่ากับ ปริมาตรการใช้งานของแก่งเสือเต้น
แต่ ใช้งบประมาณในการดำเนินงานที่ถูกกว่ามากมายมหาศาล ไม่ถูกใจนักการเมืองที่จ้องจะโกงกินนัก
.
.
.
[ตัดเข้าสู่เนื้อหาปรกติของ Entry นี้]
.
.
.
สภาพการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน
จากความสามารถในการลำเลียงกระสอบทรายที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลทำให้เกิดปรากฎการณ์อื่นๆ ตามมา
เป็นหลักการง่ายๆ ซึ่งทุกคนที่เคยผ่านเรียนวิชาฟิสิกส์ชั้นมัธยมปลายก็เคยเรียน แต่อาจลืมไปแล้วก็ได้
เมื่อน้ำที่เคยไหลในแนวกว้าง ถูกพนังกั้นน้ำบีบให้แคบลงตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง อะไรจะเกิดขึ้น ?
.
.
คำตอบ
เมื่อมวลน้ำที่ถูกบีบให้แคบลง น้ำก็จะไหลเร็วยิ่งขึ้นและระดับน้ำก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ควรเล็กน้อย
เป็นหลักการทางฟิสิกส์ง่ายๆ ใครที่มีโอกาสเรียนชั้นมัธยมปลายก็ต้องเคยผ่านตามาบ้างอย่างแน่นอน
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการสร้างพนังกันน้ำที่เชียงใหม่ ก็จะส่งผลให้น้ำไหลลงไปถึงลำพูนเร็วขึ้นและแรงขึ้น
ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ให้สร้างกระสอบทรายกันน้ำนะ ผมเพียงแต่บอกผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำเท่านั้น
เพราะมักมีพวกน่าเบื่อชอบประชดว่าไม่ต้องสร้างกระสอบทรายปล่อยให้น้ำท่วมเมือง โผล่มาบ่อยครั้ง
.
อีกประการหนึ่ง หลายๆ คนคิดว่าเขื่อนเป็นเทวดาที่พอสร้างปุ๊บ น้ำที่ท่วมอยู่ก็จะอันตรธานหายไปปั๊บ
ไม่ใช่นะครับ สิ่งที่เขื่อนทำอยู่คือการหน่วงเวลาให้น้ำเหนือเขื่อนจะไหลลงด้านใต้เขื่อนให้ช้าลงเท่านั้น
ถ้ามีปริมาณน้ำมากเกินปริมาตรความจุรวมของเขื่อนทั้งระบบรวมกัน ผลลัพธ์ก็คือน้ำท่วมเหมือนเดิม
.
ตัวอย่างเช่น ปริมาณน้ำไหลผ่าน 5,000 ลบ.ม.ต่อวินาที เท่ากับปริมาตรน้ำ 18 ล้านลบ.ม.ต่อชั่วโมง
เติมเต็มปริมาตรการใช้งานของเขื่อนแก่งเสือเต้นได้ภายในเวลา 45 ชั่วโมง หรือไม่ถึง 2 วันด้วยซ้ำไป
ถ้าน้ำท่วมมาแล้ว 2 สัปดาห์ สิ่งที่เขื่อนแก่งเสือเต้นทำได้ก็แค่หน่วงเวลาให้น้ำท่วมช้าเล็กน้อยเท่านั้น
.
เขื่อน ไม่ใช่อุปกรณ์ย่อยสลายสสารให้หายไปจากโลกนะครับ
.
.
.
มารู้จักแก้มลิงกันเถอะ
วิธีการรับมือโดยการสร้างเขื่อน ถือเป็นวิธีการล้าสมัย ถ้าหากเขื่อนไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำมากพอ
วิธีการรับมือโดยการสร้างพนังกันน้ำก็เป็นการเอาตัวรอดโดยผลักมวลน้ำให้ไปท่วมพื้นที่ที่ต่ำกว่าแทน
ถ้าสิ่งที่เขื่อนทำได้ไม่ใช่การป้องกันน้ำท่วม แต่เป็นการหน่วงเวลาที่น้ำเหนือจะหลากลงไปยังที่ต่ำกว่า
แก้มลิง เป็นหนึ่งในวิธีการหน่วงเวลาน้ำท่วมในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง มีประสิทธิภาพกว่า และถูกกว่า
.
หลักการของแก้มลิง
.
.
หลักการก็ง่ายมากครับ นั่นคือ การผันน้ำเข้าสู่พื้นที่รองรับน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำในทางน้ำสายหลัก
และถ้าภูมิประเทศเหมาะสม อีกด้านของพื้นที่แก้มลิงอาจมีทางน้ำ ระบายน้ำจากแก้มลิงลงทะเล
ทำให้พื้นที่แก้มลิงในบริบทนี้สามารถรองรับ กักเก็บ หมุนเวียน ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าได้มากขึ้น
ย้ำอีกที นี่เป็นหนึ่งในวิธีหน่วงเวลาน้ำท่วมในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง มีประสิทธิภาพกว่า และถูกกว่า
.
ใน Entry ก่อน ปริมาตรความจุรองรับน้ำท่วมของเขื่อนแก่งเสืออยู่ระหว่าง 517 - 823 ล้าน ลบ.ม.
งบประมาณการก่อสร้างบานปลาย จากไม่กี่พันล้านกลายเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท (ตัวเลขเก่าแล้ว)
ขณะที่พื้นที่รับน้ำส่วนพระองค์ตามโครงการแก้มลิงของในหลวง ข้อมูลในวันที่ 13 ตุลาคม 2549
สามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น
.
นี่เป็นการลดระดับน้ำในพื้นที่น้ำท่วม ด้วยโครงการที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม และเห็นผลในพื้นที่น้ำท่วม
แถมวันที่ 14 ตุลาคม 2549 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถหาพื้นที่ไร่นามาทำแก้มลิงได้ 1.3 ล้านไร่
หรือประมาณ 2 พันล้าน ตร.ม. ถ้าหากผันน้ำเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร
จะรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 600 ล้าน ลบ.ม. เทียบเท่าความจุใช้งาน 70% ของแก่งเสือเต้นนั่นเอง
.
นี่ขนาดเป็นการหาพื้นที่แก้มลิงแบบฉุกละหุกนะครับ ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากถึงขนาดนี้
แล้วถ้ามีการเตรียมการล่วงหน้าดีๆ จะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากมายมหาศาลถึงขนาดไหน ?
เพราะในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงวิธีการใช้แก้มลิงมาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 แล้วนะครับ
10 ปีที่ผ่านมาไม่รู้กี่รัฐบาล มัวทำอะไรกันอยู่ ? ยิ่งช่วงหลังๆ เห็นเอาแต่บ้าทำเมกะโปรเจกที่ไม่จำเป็น
.
ถ้ารัฐจัดการกำหนดระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรในพื้นที่เป้าหมายให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก
เราสามารถได้พื้นที่แก้มลิงไว้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 4 ล้านไร่ และถ้าใช้งบเสริมคันดินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
เพิ่มการรองรับน้ำจากระดับ 30 เป็น 60 เซนติเมตร จะสามารถรับน้ำได้มากกว่า 3,800 ล้าน ลบ.ม.
เทียบเท่าแก่งเสือเต้น 5 เขื่อน โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินค่าก่อสร้างเขื่อนแบบโง่ๆ ได้ 6 หมื่นล้านบาท !
.
แล้วทำไมนักการเมืองถึงได้เฉื่อยชากับ แก้มลิง ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แถมราคาถูกกว่ามหาศาล ?
แล้วทำไมประชาชนหลายคนที่ชอบด่านักการเมือง ดันเปิดช่องสนับสนุนให้เกิดการเสียค่าโง่กันนัก ?
.
.
.
ข้อดีของแก้มลิง ข้อเสียสำหรับนักการเมือง
1) เนื่องจากโครงสร้างหลักของแก้มลิง คือคันดินและประตูระบายน้ำ
ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้างน้อยกว่าการสร้างพนัง หรือเขื่อนขนาดใหญ่
จึงไม่ถูกใจบริษัทรับเหมา ซึ่งมักมีนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้อง
.
2) โครงการแก้มลิง ใช้งบประมาณดูแลรักษาต่ำ เจ้าของที่ดูแลเองได้
โดยเฉพาะแก้มลิงขนาดเล็กที่รองรับน้ำไม่ลึกมาก เหมือนดูแลไร่ทั่วไป
นักการเมือง จึงไม่สามารถหาเรื่องงาบค่าซ่อมบำรุงแก้มลิงทุกเดือนได้
.
3) โครงการแก้มลิง ใช้งบในการดำเนินการน้อย และใช้ระยะเวลาสั้นๆ
เพราะน้ำไม่ได้ท่วมทุกปี และไม่ได้ท่วมทั้งปี หลากปรกติไม่เกิน 2 เดือน
จึงมีค่าใช้จ่ายในการ Operate หรือเดินเครื่องสูบน้ำเข้าแก้มลิงไม่นาน
.
4) นักการเมือง ไม่สามารถเก็งกำไรค่าเวนคืนแบบการก่อสร้างเขื่อนได้
เพราะพื้นที่แก้มลิงภาคประชาชน เป็นเพียงการเช่าที่ดินเพียงระยะสั้น
และถ้าปีใดไม่เกิดน้ำท่วม ก็ไม่ต้องทำเรื่องเช่าให้เปลืองเงินแต่อย่างใด
.
5) โครงสร้างของแก้มลิงก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมชั่วคราว
ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแบบถาวร
แก้มลิงจึงมีการจ่ายค่าชดเชยในระดับต่ำ จนไม่สามารถหาช่องงาบได้
.
6) แก้มลิง มีประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วมสูงกว่า ในงบที่เท่ากัน
ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้คนและสาธารณูปโภคจึงมีน้อยกว่า
จึงไม่ถูกใจบริษัทรับเหมา เพราะ งบหลวงที่ลงมายังจุดนี้จะลดน้อยลง
.
สำหรับคนที่ยังนึกภาพแก้มลิงไม่ออก พื้นที่ 1.3 ล้านไร่ เท่ากับพื้นที่ประมาณ 10 x 200 กิโลเมตร
200 กิโลเมตรคือระยะทางประมาณ กรุงเทพฯ - นครสวรรค์
10 กิโลเมตรก็ประมาณอนุสาวรีย์ชัย - แยก ม.เกษตรศาสตร์
พื้นที่แก้มลิงจริงๆ ไม่ได้เป็นรูปทรงเราขาคณิตสวยงามเสมอไป นี่เป็นการคำนวณให้ดูแบบคร่าวๆ
แล้วพื้นที่ทำการเกษตรในที่ราบภาคกลาง ก็คงไม่ได้มีความกว้างแค่ 10 กิโลเมตรหรอกนะครับ : /
.
.
.
สรุป
ที่ร่ายมานั้น คือเหตุผลที่ทำให้นักการเมืองและผู้มีอิทธิพล สนับสนุนแต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
นอกจากนี้ เขื่อนขนาดใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งถูกใจคนที่มีปมด้อยเรื่องขนาด
คนกลุ่มนี้ไม่มีวันเข้าใจว่า ของติดดินอย่างแก้มลิง จะมีดีกว่าเขื่อนขนาดใหญ่อันเขื่องๆ ได้อย่างไร
ต่อให้เราคำนวณให้เห็นกันจะจะ พวกนี้ก็จะตกคณิตศาสตร์ และตาฝ้าฟางขึ้นมากระทันหันอยู่ดี
แล้วก็มาบ่นว่านักวิชาการไม่ทำอะไรสักอย่าง (เออ ลงมาแล้วเจอแบบนี้ ใครจะอยากเสียเวลาครับ)
.
.
.
คำถาม
ทั้งที่มีวิธีการป้องกันน้ำท่วมที่ราคาถูกกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และก่อให้เกิดผลกระทบน้อยกว่า
เหตุใดจึงยังมีผู้คนบางกลุ่มสนับสนุนวิธีที่แพงกว่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า และมีปัญหามากกว่า ?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เพราะ'พวกเขา'ต้องการอมมากกว่ามั้งขอรับ

#1 By saya chan on 2006-10-17 00:12

เพราะคำว่า "ปฏิบัติตามพระราชดำริ" เป็นเพียงคำพูดหลังวันที่ ๕ ธันวา
อืม... ชัดเจน... กระจ่าง... รันทด

#3 By Choco on 2006-10-17 01:09

แล้วมีพื้นที่ทำแก้มลิงรึเปล่าครับ รู้สึกประเทศนี้มันแคบ ที่ดินก็แย่งกันอยู่กันประกอบอาชีพอยู่แล้ว

แต่เห็นด้วยว่าเขื่อนไม่ได้ทำให้น้ำหายท่วม ควรคิดระบบระบายน้ำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ระบายได้มากกว่าที่เป็นอยู่โดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ(ซึ่งไร้ประโยชน์เมื่อคิดกับน้ำปริมาณมหาศาล) ท่าทางจะดี

แต่พื้นที่ลุ่มรอบแม่น้ำคนก็แย่งที่ดินกันอยู่หมดแล้ว ถ้าเอาคนออกไปไม่ได้ให้หมดก่อน คงทำนู่นทำนี่ลำบากน่ะครับ

สุดท้ายปัญหาที่เราเจอภัยธรรมชาติ สาเหตุทั้งหมดก็อยู่ที่ มนุษย์เอง มีจำนวนมากเกินไปจากเหตุการ baby boom ก่อนที่จะตระหนักถึงการคุมกำเนิด , แล้วก็การอพยพเข้าเมืองเนื่องจากไม่มีงานในท้องถิ่นรองรับ

น่าตลกจริงๆ ที่ การให้กำเนิด ซึ่งศาสนาและเกณการตัดสินความดีในสังคมมนุษย์บอกว่าเป็นสิ่งประเสริฐเป็นบุญคุณยิ่งใหญ่ มันคือต้นปัญหาที่วกกลับมาทำลายมนุษย์เอง

#4 By Detonator on 2006-10-17 02:06

#4
- แก้มลิงไม่จำเป็นต้องเป็นที่ที่ปล่อยให้ว่างเปล่าทั้งปี หากแต่เป็นพื้นที่การเกษตรที่มีการใช้งานในปัจจุบันก็ได้ โดยอาศัยช่วง รอยต่อของฤดูกาลเพาะปลูก ที่ที่ดินว่าง
- ถ้าหากพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม ถูกแปรสภาพไปเป็นโรงงาน พื้นที่ชุ่มน้ำกลายเป็นบ้านจัดสรร ก็สมควรที่จะถูกน้ำท่วมต่อไป

#5 By Chubby Chocobo on 2006-10-17 02:53

ตอนนี้พอน้ำท่วม รัฐบาลก็มีนโยบายให้สร้างแก้มลิงทุกหมู่บ้านจัดสรรและพื้นที่ที่เป็นทุ่ง
ก็ไม่รู้จะเอาไปปฏิบัติจริงได้ถึงขนาดไหน

เห็นว่าปีนี้ที่เชียงใหม่ เกิดเรื่องแปลกประหลาด คือน้ำท่วมในบริเวณที่ไม่เคยท่วมมาก่อนเช่น แถบข่วงสิงห์ หางดง ทั้งๆที่บริเวณนี้ตั้งแต่ผมจำความได้ และตั้งแต่พ่อแม่ผมจำความได้ มันไม่เคยท่วมมาก่อน

อะไรทำให้ปีนี้แปลกออกไป ?
บางคนว่าเกิดขึดบ้านขึดเมือง
แต่ผมว่าเพราะน้ำมือมนุษย์(ที่มีอำนาจ) นี่แหละที่ไปทำอะไรให้มันเกิดขึดขึ้นมา

ตลิ่งคูเมืองพังกับกำแพงเมืองถล่มก็เหมือนกัน เพราะทะลึ่งไปสูบน้ำคือออกใช่หรือไม่ ?

ของเขาอยู่อย่างนั้นมาเป็นร้อยๆปี อยู่ดีๆมาทำให้มันผิดแผกออกไป

แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกขึดเพราะมนุษย์ ?

#6 By Rain on 2006-10-17 09:04

เพราะนักการเมืองยังไม่อิ่ม

#7 By (^*w*)//~kappaman~\ \(*w*^) on 2006-10-17 10:03

แก้มลิง
^
^
ลิงม่วงซะด้วย

#9 By ob the air on 2006-10-17 18:24

ถามทำไม? ก็คุณตอบในเอนทรีไปหมดแล้วนี่นา

#10 By Lowfailer on 2006-10-17 22:03

ลิงม่วง???
เพราะไม่ว่านักการเมืองหน้าไหน ก็ภักดีเพียงแค่ลมปาก

ข้อดีข้อเสีย 6 ข้อนั่น จริงๆ แล้วจะรวบเป็นข้อเดียวก็ได้นะครับ
ความจริงอันน่าเศร้า

#13 By Century King on 2006-10-28 21:16