An Inconvenient Truth : อเมริกา ปกป้องโลกหรือทำลายโลก
.
สภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในชั้นบรรยากาศโลกผิดปรกติ
ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ สภาวะโลกร้อนก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
น่าเศร้า ผู้คนจำนวนมากกลับมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนเทคโนโลยีไม่ได้ช่วยพัฒนาคนบางกลุ่มเลย
.
ถ้าดู An Inconvenient Truth ในแง่ของภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง เรื่องนี้คงได้เรตติ้งไม่สูงเท่าไร
แต่ ถ้ามองในแง่ของภาพยนตร์เพื่อการศึกษา ที่เล่าปัญหาระดับโลกให้คนเดินดินกินข้าวแกงเข้าใจง่ายๆ
An Inconvenient Truth กวาดคะแนนจากวัตถุประสงค์ในการสร้างได้เป็นกอบเป็นกำเลยล่ะครับ
.
.
.
"An Inconvenient Truth" : "I Need to Wake Up" โดย Melissa Etheridge
ใครที่เน็ตแรงๆ จะเปิดดู clip music video ของภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนก็ได้นะครับ
ใครที่เน็ตไม่ค่อยแรง ก็กด pause ไว้แล้วไล่อ่านเนื้อหาข้างล่างฆ่าเวลาก่อนก็ได้ครับ
.
.
.
มีอะไรใน An Inconvenient Truth บ้าง ?
คำตอบ : มีทุกอย่างที่สามารถอธิบายให้คนระดับรากหญ้าเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาวะโลกร้อน
(ยกเว้น พวกต่อเน็ตแล้วคิดว่าตัวเองเป็นเทวดา เช่น ห้องราชดำเนิน ฯลฯ อย่าเสียเวลาไปสีซอเลยครับ)
.
.
นายอัล กอร์ อดีตคู่แข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับจอร์จ บุช จูเนียร์ แสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้
เขาไม่ได้พูดจาน้ำท่วมทุ่งแบบประชุมสภาบ้านเรานะครับ หากแต่พูดในสิ่งที่จำเป็น เน้นในสิ่งที่สำคัญ
แถมหลายช่วง มีการยิงมุขตลกเข้าใจง่ายออกมาด้วยนะเออ (แต่คิดว่าทำเนียบขาวคงไม่ฮาด้วยแหงๆ)
.
.
ถ้าเอาไปโพสแถวห้องราชดำเนิน คงเจอคนบางกลุ่มยัดข้อหา "หนังของพวกคอมมิวนิสต์" เป็นแน่แท้...
.
.
.
.
ตัวอย่าง ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนอย่างป็นรูปธรรม ทั้งการหายไปของธารน้ำแข็ง, ปริมาณ CO2
คลื่นความร้อนที่รุนแรงจนมีคนตายมากขึ้น, อุณหภูมิสูงสุดที่ทำลายสถิติ 10 ครั้งในรอบ 14 ปีล่าสุด
.
.
.
ปี 2004 ทำลายสถิติการเกิดทอร์นาโดในสหรัฐ, เกิดไต้ฝุ่นระดับ 10 ขึ้นครั้งแรกในมหาสมุทรแปซิฟิก
ปี 2004 เกิดพายุเฮอร์ริเคนครั้งแรก ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้, ปี 2000 เกิดฝนตกที่...ขั้วโลกใต้...
ปี 2005 อุณหถูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลในอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้เฮอร์ริเคนแคทริน่าเพิ่มความรุนแรงขึ้น
.
.
.
จำนวนครั้งของการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในยุโรป เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด อากาศในเขตขั้วโลกอบอุ่นขึ้น
ส่งผลต่อจำนวนวันที่สามารถเดินทางสัญจรได้ในเขตทุนดรา, ป่าไม้, และสิ่งก่อสร้างบนฐานน้ำแข็ง
.
.
ภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ทำให้เส้นแบ่งเขตยิ่งไม่ชัดเจน บางพื้นที่ฝนตกมากขึ้น บางพื้นที่ฝนตกน้อยลง
.
.
.
การสูญพันธุ์ของสัตว์บางชนิด เนื่องจากระยะเวลาฟักไข่ ไม่ตรงกับระยะเวลาเกิดของแหล่งอาหาร
เพราะอากาศที่อุ่นขึ้นในเขตที่เคยหนาวเย็น ทำให้สัตว์พาหะนำโรค, เชื้อโรคบางชนิดขยายขอบเขต
.
.
.
ผลกระทบต่อธารน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ใครเคยดู The Day After Tomorrow คงพอจำฉากเปิดได้
ธารน้ำแข็ง ลาร์เซน B ในภาพยนตร์ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนในโลกแห่งความจริง พังทลายราบคาบ
ปัญหาคือ ธารน้ำแข็งที่เราเห็นว่าใหญ่มหึมานั้น เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของน้ำแข็งทั้งหมดที่ขั้วโลกใต้
.
.
.
น้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเลนั้นมิใช่ปัญหา เนื่องจากน้ำแข็งมีมวลประมาณ 0.9 ของน้ำปรกติอยู่แล้ว
ดังนั้น การละลายของน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำ จึงไม่ส่งผลต่อการเพิ่มของระดับน้ำทะเลแต่อย่างใด
แต่ปัญหาอยู่ที่น้ำแข็งบนบกซึ่งยังไม่ถูกผนวกเข้ากับทะเล เมื่อละลายแล้วจะมีผลต่อระดับน้ำมาก
.
.
สีขาว คือแสงจากไฟฟ้า สีแดง คือแสงจากการเผาป่าเพื่อหาเลี้ยงชีพ
.
.
.
เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหา ถ้ามนุษย์โลก ยังคงไว้ซึ่งพฤติกรรมแบบเดิมๆ
มีเพียง 2 ประเทศในโลก ที่ปฎิเสธการลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต โดยอ้างว่า เป็นเรื่องไร้สาระ
ชวนให้นึกถึงสุภาษิต "น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย"
.
เจ้ากบที่กระโดดลงไปในน้ำเดือดปุดๆ จะรีบกระโดดออกมาข้างนอกทันที เพราะรู้สึกถึงอันตราย
แต่เจ้ากบที่กระโดดลงไปในน้ำเย็น ที่ถูกเร่งไฟให้ค่อยๆ เดือดภายหลัง จะไม่ยอมกระโดดออกมา
ถ้าไม่มีใครยื่นมือไปช่วย...ก็จะถูกต้มสุกตรงนั้นล่ะครับ
.
ยกเว้นภาพพื้นที่น้ำท่วมเนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายแล้ว ทุกภาพ คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้
ถ้าเอาไปโพสบางเว็บบอร์ด ก็คงมีคนบอกว่า "เป็นแค่ทฤษฎี" "เป็นแค่การคาดการณ์" อยู่วันยังค่ำ
เหมือนกับยุคที่กาลิเลโอ ตั้งกล้องดูดาวให้พวกขาประจำดูดวงจันทร์รอบดาวพฤหัสนั่นแหละครับ
ต่อให้อยู่ซึ่งๆ หน้าหรือจับต้องได้...ก็ไม่มีวันมองเห็น...
.
.
วิธีการแก้ไขปัญหา ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีนะครับ ไม่ใช่พึ่งพาแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว
.
.
.
สรุป
สหรัฐอเมริกา มักอวดอ้างว่าตนเองเป็นผู้นำของโลกบ้าง เป็นตำรวจโลกบ้าง เป็นผู้พิทักษ์โลกบ้าง
เป็นผู้นำประชาธิปไตยสู่ประชาชนบ้าง (อิรักกับอัฟกานิสถานคงเห็นด้วยกับประโยคนี้มั้ง ?) ฯลฯ
แต่ นั่นคือคำอวดอ้างที่อยู่บนรากฐานของเทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังพลจำนวนมาก
ถ้าลองย้อนกลับไปดูอะไรๆ ที่อยู่บนรากฐานของ พฤติกรรม ในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปแล้ว
.
ภัยคุกคามอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่เกาหลีเหนือหรือกลุ่มผู้ก่อการร้าย แต่เป็นสหรัฐอเมริกาต่างหาก
.
.
.
ปล.1 เนื่องจากผมดูจากการสูบบิท ผมจึงไม่ให้เรตติ้งนะครับ
ปล.2 เป็นภาพยนตร์ที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงศึกษาธิการ
สมควรซื้อลิขสิทธิ์มาแปล และแจกจ่ายฟรี ตามหน่วยงาน กรม กอง และสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ปล.3 อย่าบอกว่ารักโลก ถ้าคุณยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะครับ :)
ปล.4 ใครจะว่าทฤษฎีนี้เหลวไหลก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้เข้าเดือนพฤศจิกายนแล้วเชียงใหม่ยังร้อนอยู่
หรือว่าความผิดปรกติที่เกิดขึ้นทั้งหลายแหล่ ล้วนเป็นเรื่อของธรรมชาติ ปล่อยไปตามยถากรรมซะ ?
.
จะว่าไป อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไร มันก็สบายดีไปอีกแบบ
ศตรวรรษหน้าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรอยู่ดี
เพราะ มันก็คงอยู่ในสถานะที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วไงล่ะครับ

Comment

Comment:

Tweet

อืมมมม ถูกต้องแล้ว เห็นด้วยอย่างยิ่ง

#10 By gomora on 2006-11-03 10:44

ดังนั้น เราต้องเพิ่มคำอีกนิดหน่อย ในแนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกครับ

"ประหยัดการใช้พลังงาน ลดการทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ และ ร่วมมือกันควบคุมจำนวนประชากรโลกโดยให้ความรู้การวางแผนครอบครัวและสนับสนุนการคุมกำเนิดฟรี!!(โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เป็นปัญหา)"

#9 By Detonator on 2006-11-02 14:44

มันเป็นทฤษฏีนี่คะ ที่ว่า entropy หรือพลังงานไร้ค่าที่ก่อให้เกิดความร้อนมากขึ้นนั้น จะมีค่าเพิ่มขึ้นหรือคงตัวอยู่เสมอและไม่มีทางลดลง เพราะกระบวนการทุกอย่างของธรรมชาตินั้นไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆของมนุษย์สามารถทำให้มันย้อนกลับได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือก็คือสภาพแวดล้อมร้อนขึ้น :( หนทางที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือทำให้ entropy เพิ่มน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเองค่ะ (ซึ่งก็ยากไม่ใช่น้อย)

#8 By = HIMA = on 2006-11-01 16:30

ปัญหาส่วนหนึ่ง และส่วนใหญ่ที่เกิดจากมนุษย์ โดยตรง

เราจะไปลดจำนวนมนุษย์ ก็ใช่ที่
ก็ต้อง พยายามทำในสิ่งที่เกิดผลสำเร็จน้อยกว่า แต่เป็นไปได้มากกว่า

ถึงจะรู้ว่า ทางมันต้องตันในซักวัน
แต่การแก้ปัญหา ก็ต้องหาทางประวิงเวลาออกไป
ด้วย วิธีแก้ปัญหาระยะสั้น ในขณะที่ วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ก็ต้องค่อยๆ ทำไปด้วย ควบคู่กันไป


#7 By gomora on 2006-11-01 14:12

เพิ่มเติม #3 ข้อความคุณกาลามะชน

"ประหยัดการใช้พลังงาน และลดการทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ"

ในเรื่องการทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ ส่วนใหญ่คงนึกถึง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ การเผาไหม้เชื้อเพลิง

ความจริงแล้ว เครื่องปรับอากาศ หรือ ตู้เย็น การที่ทำให้ในห้องเย็นและข้างนอกร้อนขึ้น ไม่ใช่ส่วนที่ทำให้โลกร้อน , ที่ทำให้โลกร้อนคือ พลังงานที่สูญเสียไป จากการทำความเย็นต่างหาก ( ตามหลักฟิสิกส์ที่ว่า ไม่มีเครื่องจักรกลใด สามารถใช้พลังงาน นำไปทำให้เกิดงานได้เต็มประสิทธิภาพที่ 100% จะมีพลังงานที่สูญเปล่าออกไปเป็นความร้อนเกิดขึ้นด้วยเสมอ ) ,

ความร้อนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นที่จริงนั้น จะกล่าวให้ถูกก็คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ที่ไม่สามารถก่อให้เกิดงานได้เต็มประสิทธิภาพที่ 100% ล้วนแต่ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งนั้น( และจักรกลที่ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพ 100% ยอมรับกันว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ หรือเกิดขึ้นได้ )

ในการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น รถยนต์ ลองนึกๆดูน่ะครับ ว่ามันเหมือนอะไร

รถยนต์ ->กินเชื้อเพลิง -> หายใจเอาออกซิเจน -> คายก๊าซที่เกิดจากการสันดาปจากกระบวนการเผาไหม้

สิ่งมีชีวิต(รวมถึงมนุษย์) -> กินอาหาร(เชื้อเพลิง ) ->หายใจเอาก๊าซออกซิเจน ->คายก๊าซที่เกิดจากกระบวนการหายใจ(การสันดาปภายในเซลล์)

ดังนั้น สัตว์โลกทั้งหลายที่หายใจใช้พลังงาน ก็ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งสิ้น(โดยเฉพาะมนุษย์ ที่มีจำนวนมหาศาล ก็เป็นต้นเหตุปล่อยความร้อนจากร่างกายสู่สภาพแวดล้อมของโลกด้วย , หรือคุณๆว่าไม่จริง )

แต่ความจริงนี่มนุษย์ไหนเล่าจะยอมรับว่าชีวิตตนคือต้นปัญหา มนุษย์ไหนเล่าจะยอมรับว่าวิถีดำรงเผ่าพันธุ์เป็นต้นปัญหา( ก็เพราะทั้งสองอย่างนี้มันคือสิ่งที่ตอบสนองความสุขทั้งสิ้น และเป็นความต้องการพื้นฐานที่สุดทางกาย )
ก็เลยปัดความรับผิดชอบ ออกไปหาทางแก้ปัญหาว่า " ช่วยกันประหยัดพลังงาน , ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก " ซึ่งแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น เฉพาะหน้า แต่สุดท้ายก็จะตัน และไม่พ้นหายนะอยู่ดี

#6 By Detonator on 2006-11-01 11:58

ก็ใช้เท่าที่จำเป็นกับชีวิตอยู่แล้วล่ะครับ
แต่ว่า มันก็มีขีดจำกัด ใช้น้อยกว่านั้นไม่ได้เหมือนกัน ( และหลายๆคนก็คงเป็นเช่นนั้น )

ตอปัญหาใหญ่ที่สุดทั้งมวลของปัญหาสภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนไปในทางวิกฤติ มันมาจาก ประชากรมนุษย์ 6500 ล้านคน ( ทั้งที่อาหารทั้งหมดที่โลกสามารถผลิตได้ตามธรรมชาติโดยไม่มีการเกษตร มันรองรับมนุษย์ได้แค่ 400 ล้านคน )
ทำให้คนหายไปซักครึ่งหนึ่งสิครับ สภาพแวดล้อมจะดีแน่ๆ

เตือนกันให้คอแตกก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะปัญหานี้มันแก้ไม่ได้ ใครช่วยคิดทีว่าจะลดจำนวนมนุษย์อย่างไรโดยไม่ผิดศิลธรรม?? จะห้ามคนในประเทศด้อยพัฒนาไม่ให้ปั้มลูกกันยังไง
จะทำยังไงกับหลักของบางศาสนาที่ไม่ให้คุมกำเนิด??(อันนี้ยากไปใหญ่ สะกิดไม่ได้เดี๋ยวโวยวายเป็นสงครามศาสนา )

ย้อนกับไปดูอารยธรรมโบราณที่ล่มสลาย , อารยธรรมปัจจุบันคงยังพัฒนาจนถึงที่สุดไม่ได้ในรุ่นอารยธรรมนี้ ต้องมีการล่มสลายอีกรอบก่อน( หรืออาจจะสองรอบ สามรอบ โดยแต่ละรอบมีการพัฒนาระดับสติปัญญาโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ )

โลกมันก็เป็นอย่างนี้ - -)

#5 By Detonator on 2006-11-01 00:39

บางประเทศเขาก็ตระหนักกันนะ อย่างในญี่ปุ่นเรามักจะเห็นสอดแทรกอยู่ในการ์ตูนบ่อยๆ แต่ในไทยนี่ยังตื่นตัวกันน้อย ไม่ต้องมองถึงประเทศกำลังจะพัฒนาอีกมาก ซึ่งอีกหน่อยก็จะกลายเป็นผู้ก่อมิลพิษรายใหญ่แบบ ประเทศอุตสาหกรรมอย่างอเมริกา และประเทศในยุโรป

ผมว่าไม่มีทางจะหยุดวิกฤตินี้ได้ นอกจากรอให้ถึงเวลาที่มนุษย์จะอยู่ในโลกไม่ได้ เมื่อนั้นคงจะเริ่มคิดกัน

ปล. สงสารแต่คนรุ่นหลัง จะเจออะไรกันมั่งหนอ

ปล.2 เคยอยากดูเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้จะดูจากไหน น่าจะมีฉายใน IMAX นะ กึ่งสาระคดีแบบนี้

#4 By tamanxzg on 2006-10-31 21:52

รวมๆ อ่านจาก

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X3721530/X3721530.html


ไม่ว่าแนวคิดไหนจะเป็นฝ่ายถูก
สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ

"ประหยัดการใช้พลังงาน และลดการทิ้งความร้อนสู่บรรยากาศ "

Ref. กาลามะชน

ถึงหลักการ จะแตกต่างกัน แต่หลักปฎิบัติเหมือนกัน

#3 By gomora on 2006-10-31 21:08

อิสราเอล อันตรายกว่าอเมริกานะครับ

เพราะประเทศที่อเมริการับใช้อยุ่คือ....

ปิ๊บ...

#2 By ซูเนะโอะ on 2006-10-31 21:06

หาได้แบบถูกลิขสิทธิ์ที่ไหนครับ?

Favourites

Categories