.
1. เพศสัมพันธ์
.
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการคลอดลูกในวัยรุ่นช่วงอายุ 15-19 ปี
ประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 70 ต่อ 1,000 คน เป็น 90 ต่อ 1,000 คน
เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นดูแล้ว มีเพียง 4 ต่อ 1,000 คนเท่านั้น
แม้แต่ สหรัฐอเมริกา ตัวแทนโลกตะวันตก ที่หลายๆ คนชอบอ้างถึง
ยังสามารถลดจาก 120 ต่อ 1,000 คน เหลือ 49 ต่อ 1,000 คนได้
.
ถ้าไม่นับ อินเดีย กับ เนปาล ซึ่งเขามีวัฒนธรรมให้ลูกแต่งงานเร็วแล้ว
ประเทศไทยครองอันดับ 1 ของโลกในหัวข้อนี้อย่างไร้คู่แข่งขันครับ
.
จากสถิติที่ปรากฏอยู่ทนโท่ เราอย่ามัวไปโยนแพะให้วัฒนธรรมตะวันตก Free Sex หรือหนังโป๊ญี่ปุ่นเลย
เพราะ "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้" ในอีกความหมายหนึ่งคือ "การขาดความรับผิดชอบ" อย่างร้ายแรงยิ่ง
"เพศสัมพันธ์แบบขาดความรับผิดชอบ" (Sex Without Responsibility) ต้องแก้ไขจากตัวเอง
.

ประโยคที่ว่า เป็นเพราะเด็กบ้านเราไปเลียนแบบไอ้ยุ่นหรือไอ้กัน เลิกพูดได้แล้วครับ มันไดโนเสาร์เกินไปแล้ว
(เลียนแบบกันอีท่าไหนก็ไม่รู้ กราฟดันตัดไปคนละทาง สงสัยเลียนแบบจากหนังที่โหลดบิทมามากไปหน่อย)

ถึงเวลาให้ความรู้ ปลูกฝังความรับผิดชอบ ลดจำนวนเด็กที่บ้านเราขยันโขยก จนแซงหน้าชาวบ้านไปไกลลิบ
.
.
2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
.
จากฐานข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก (WHO) และ องค์การอาหารและการเกษตรศาสตร์ (FAO)
นับตั้งแต่เข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ประเทศไทย บริโภคแอลกอฮอล์ 13.59 ลิตร/คน ติดอันดับ 5 ของโลก
เป็นรองเพียงแค่ โปรตุเกส, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, บาฮามาส์ และสาธารณรัฐเชกตามลำดับ เท่านั้นเอง
มากกว่าประเทศที่เราคิดไปเองว่าเขาดื่มมากกว่าเรา (เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ)
.
อาจเป็นเพราะ เราติดภาพเก่าๆ เหมือนกรณีเพศสัมพันธ์ จนไม่รู้ว่าข้อมูลอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว
ระยะเวลา 10 ปี อาจไม่มากพอที่จะลบภาพ หรือเปลี่ยนความเชื่อที่ติดค้างจากสื่อหรือคำบอกเล่าเก่าๆ
.
เอาเป็นว่า ยอดจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น จาก 7.8 พันล้านบาท เป็น 6.3 หมื่นล้านบาท
ด้วยมูลค่าทางการตลาด 1.5 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปีเท่านั้นเอง จนเครียดอะไรนักหนา
และขณะที่เราเอาแต่เถียงกันว่า การโฆษณามีผลต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จริงหรือไม่อยู่นั้น
กว่าจะเถียงกันเสร็จ กว่าจะลงมือทำอะไร บ้านเราก็คงกลายเป็นไอ้ขี้เหล้าอันดับ 1 ของโลกไปแล้วครับ
.
.
3. สื่อและเทคโนโลยี
.
รากวัฒนธรรมที่อ่อนแอ ทำให้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย แต่การ "ใช้ได้" กับ "ใช้เป็น" มันคนละเรื่อง
ข้อมูลจาก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ธันวาคม 2549) จากกลุ่มผู้มีอายุ >6 ปี
จำนวนประชากร...59.5 ล้านคน
ใช้คอมพิวเตอร์.....15.4 ล้านคน (25.9%) โดยประชากรช่วงอายุ 6-14 ปี เป็นผู้ใช้งานมากที่สุด
ใช้อินเตอร์เน็ต.......8.5 ล้านคน (14.2%) โดยประชากรช่วงอายุ 15-24 ปี เป็นผู้ใช้งานมากที่สุด
.
เมื่อมองดูในภาพรวมแล้ว จะพบว่า ประชากรในช่วงอายุ 6 - 24 ปี
เป็นผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ 67% และเป็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 61%
และ 63% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม.
.
ทฤษฎีอินเตอร์เน็ตนำเสนอความคิดเห็นของคนระดับล่างๆ จึงยังไม่เป็นความจริงในบ้านเราแต่อย่างใด
ทฤษฎีอินเตอร์เน็ตนำเสนอความคิดเห็นของคนหลากหลาย จึงยังไม่เป็นความจริงในบ้านเราแต่อย่างใด
โน่น รอให้อินเตอร์เน็ตไปถึงบ้านโคกอีแหลว และให้ป้าอุ๊ยเข้าเว็บบอร์ดเป็นก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง
.
ทว่า แม้อัตราส่วนของประชากรมีเพียงน้อยนิด แต่เด็กไท้ไทก็สามารถสร้างชื่อเสีย(ง)ทั่วโลกไซเบอร์ได้
เริ่มจากปรากฏการณ์บล็อกผู้เล่นเกมออนไลน์จากประเทศไทย โดย Server หลายๆ เกมในต่างประเทศ
เพื่อป้องกันการบุกรุกของเหล่า "เกรียนไทย" (ที่นอกจากภาษาอังกฤษอ่อนด้อยแล้ว ยังใช้ภาษาไทยวิบัติ)
.
ข่าวช่วงนี้ได้แก่ เรื่องโปรแกรมแคมฟร็อก ซึ่งจริงๆ มีประโยชน์สำหรับผู้พิการและการประชุมทางไกล
แต่เมื่อดูจากกลุ่มประชากรผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตของบ้านเราแล้ว ดูท่าจะเอาไปใช้ทำอย่างอื่นมากกว่ามั้ง
และ รายงานการใช้งานแคมฟร็อกในเรื่องที่ไม่เหมาะสมออกมา ก็แฉว่า พี่ไทยใช้บริการสูงถึงอันดับ 3
เป็นรองแค่จีนกับอเมริกา...เอ่อ...ขอประทานโทษครับ สองประเทศนั้น เขามีประชากรทั้งหมดเท่าไร...
ให้ตายสิ นี่ถ้าลองหารด้วยจำนวนประชากรต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีใช้ สงสัยว่าเราคงจะได้อันดับ 1
.
ถ้าพูดเรื่องเทคโนโลยีแล้วไม่พูดถึงโทรศัพท์มือถือมันก็กระไรอยู่ จากการสำรวจผู้มีอายุมากกว่า 6 ปี
มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ (ไม่รวม PCT) ประมาณ 24.7 ล้านคน หรือ 41.6% ของประชากรทั้งหมด
เรื่องที่น่าแปลกก็คือ จำนวนของมือถือต่อคนเฉลี่ยที่ 2.5 เครื่อง มากกว่าคนอังกฤษ หรืออเมริกาเสียอีก
ปริมาณมือถือมากมายขนาดนี้ กลับไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพในการทำงานหรือว่าการเพิ่มผลผลิต
แต่ดันไปสอดคล้องกับสถาบันครอบครัวที่ล่มสลายจนเกิดคนขี้เหงา และ clip มือถือระบาดไปเสียฉิบ
.
.
4. ไอคิวเด็กไทย
.
ค่ามาตรฐานปรกติของระดับไอคิวอยู่ระหว่าง 90-110 จุด และผลการวัดไอคิวเด็กบ้านเราได้ 88 จุด
จนเกิดการถกเถียงกันว่า แบบในการวัดไม่ได้มาตรฐานบ้าง แบบในการวัดไม่เหมาะสมกับเด็กไทยบ้าง
เราต้องสร้างแบบวัดไอคิวขึ้นมาเองบ้าง บลาๆๆ แต่ เมื่อนำแบบทดสอบเดียวกัน ไปลองกับเด็กเกาหลี
ประเทศที่เต็มไปด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเป็นเจ้าแห่งการส่งออกเกมออนไลน์ในยุคปัจจุบันดู
.
ผลออกมา ไอคิวของเด็กเกาหลีอยู่ที่ 104 จุด...ชะอ้าว...ไหนเขาว่าเด็กเกาหลีเล่นเกมกันสะบัดช่อไง ?
.
เอ่อ...แทนที่จะโบ้ยความผิดให้แบบวัดไอคิว เราหันมาดูความผิดปรกติของบ้านเราเอง จะดีกว่าไหม
ถ้าดูผลการวัดไอคิวแล้ว ผมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเด็กไทยจะเปิดบอทแล้วไปอ่านหนังสือเรียนหรอก
เปิดบอทแล้วไปสร้างสถิติข้อ 1, 2, 3, ถ่ายคลิปลงในเว็บ, ไม่สนใจเล่าเรียน จนไอคิวตกต่ำมากกว่ามั้ง
.
ที่น่าส่ายหัวคือ ในยุคหนึ่งเคยมีคนพยายามพูดโอ้อวดประมาณว่า การตั้งค่าโปรแแกรม Bot ช่วยเล่น
เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ราวกับการการเขียน OS หรือยอดเยี่ยมเท่ากับการสร้างนวัตกรรมโน่นเลย...OTL
.
ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่การฝึกทักษะ ไม่ต่างไปจากเด็กประถม ท่องชื่อส่วนต่างๆ ของถั่วงอก, แต่ปลูกไม่ขึ้น
ไม่ต่างไปจากเด็กมัธยมทำการฝึกทักษะการใช้บีกเกอร์ในห้องแล็บ, แต่แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้
ไม่ต่างไปจากเด็กมหาวิทยาลัยที่ท่องจำทฤษฎีได้หมดทุกเล่มทุกหน้า, แต่เขียนโปรแกรมออกมาไม่เป็น
.
ถ้าผู้ใหญ่ส่งเสริมผิดๆ แบบนี้ ผมจะไม่แปลกใจเลย ถ้าตัวเลข IQ ที่ต่ำจะแปรผกผันกับความเกรียนสูง
.
.
 
.
สรุป
ถ้าคนภายนอกจะมองว่าบ้านเมืองเราเอาแต่กินเหล้า เมายา บ้าเซ็กส์ เขาก็มองไม่ผิดไปเท่าไรหรอกครับ
เพราะเยาวชนไทยที่น่าภาคภูมิใจดูท่าจะมีศักยภาพมากพอจะขึ้นไปถึงอันดับ 1 ทุกรายการจริงๆ น่ะสิ
เว้นเสียแต่ WHO, FAO, สำนักงานสถิติฯ, กระทรวงเทคโนโลยีฯ จะเก็บข้อมูลผิดพร้อมกันทั้งหมด

edit @ 2007/01/06 12:34:32

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมก็คิดเช่นนั้นนะฮะ...

#1 By SaKuRa!! on 2007-01-05 19:22

ข้อ 1. ผมอายุปูนนี้แล้วแฟนก็ไม่มี เลยไม่รู้จะเสริมตรงไหนดี -_-"
ข้อ 2. ไม่ชอบกินเหล้า และเกลียดคนเมา เลยเห็นด้วยว่า จะจนเครียดอะไรกันนักหนา
ข้อ 3. จริง เพราะคนแก่คนเฒ่าหลายๆคนบางคนใช้อินเตอร์เน็ตไม่เป็น และก็ถ้ามันมี Encoding Thai vibud โผล่ขึ้นมาในหน้าต่างเวปบราวเซอร์ ผมเองก็คงขำไม่ออกเช่นกัน ซึ่งเรื่องภาษาวิบัติ ผมเองก็ไม่ได้ชอบแต่แรกอยู่แล้ว
ข้อ 4. เห็นด้วย เพราะส่วนใหญ่ หลังเวลาเรียน ไปเจอเด็กออกันเต็มร้านอินเตอร์เน็ต ขนาด 1 ทุ่ม ยังเต็มร้านแถมมีแต่เด็กอายุราวๆ 8-15 ปี แทบทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่นี่เป็นเรื่องใกล้ๆตัวทั้งนั้นเลยแฮะ

#2 By YunaSung on 2007-01-05 19:46

เป็นข้อมูลข่าวที่หน้าสนใจมากค่ะ ประเทศไทยเก่งจัง ประชากรก็ไม่มากเท่าแผ่นดินมหาประเทศ แต่จะครองอับดับ1 มันน่าภูมิใจจัง
ทั้งหมดนี้โทษผู้ปกครองดีมั้ยเนี่ย.........
หรือเป็นเพราะระบบการศึกษา...........
หรือเป็นเพราะNetureของคนไทย.......

แต่เรื่องทั้งหมดนี้แก้ได้ ด้วยการปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ ย้ำรุ่นใหม่ ให้มีค่านิยมที่เปลี่ยนไป และผู้ปกครองเอง
ก็ไม่ควรทำอะไรตามใจลูกทุกอย่าง

ขัดๆมันไปบ้างคงไม่ตาย ลูกอยากได้อะไรก็ไม่ให้บ้าง
ให้บ้างตามแต่โอกาสที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ทุกวัน
โดยเฉพาะเด็กกรุงเทพ ที่มีพ่อแม่มีเงิน ที่อะไรอะไรก็ได้มาง่าย
ง่ายจนเกินไป แล้วก็เคยตัว โตมาก็.....เลว

ระบบการศึกษาให้ครูตีนร.ได้อ่ะดีแล้ว
รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี

คนเก่าแก่ยังโตขึ้นมาโกงบ้านโกงเมือง เอ๊ยไม่ใช่ พัฒนาบ้านเมืองได้เลย ฉลาดมากๆเห็นมั้ย

สิ่งต่างๆในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้วบอกว่าจะดี
มันดีขึ้นจริงๆหรือ??

แล้วมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรเน้นปริมาณหรือคุณภาพ?

ผู้ใหญ่หลายๆท่านต้องกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆใหม่ให้ดีกว่านี้ดีกว่า
ก่อนที่ประเทศเราจะเป็นประเทศผู้ตาม ตามกระแสร

บ้านไหนเมืองไหนอะไรดังก็ตามเค้าไปหมดคิดเองไม่เป็น!
รองเพียงแค่ โปรตุเกส, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, บาฮามาส์ และสาธารณรัฐเชก << เมืองอากาศหนาวเกือบทั้งนั้นเลยนะเนี่ย เค้ายังมีข้ออ้างเรื่องกินเหล้าให้อุ่นได้ แล้วเมืองไทยอ้างว่าอะไรดี

#5 By Ellebazi on 2007-01-05 20:39

เด็กไทย.....

#6 By taki on 2007-01-05 21:18

อึ้งกิมกี่

#7 By นู๋ม่อน on 2007-01-05 21:54

เมืองไทยขาดอย่างเดียวคือความรับผิดชอบจริงๆนั่นแหละครับ

รับวัฒนธรรมต่างชาติก็เอามาแต่ส่วนที่ตัวเองพอใจ อะไรที่ยุ่งยากหรือเรื่องความรับผิดชอบเล่นโยนมันทิ้งหมด ไม่สนใจ

#8 By Rune on 2007-01-05 22:29

เฮ้อ อ่านแล้วก็ เฮ้อ

#9 By hasana on 2007-01-05 23:50

เหอๆ ประเทศไทยได้อันดับ1... อันดับ1ของอะไรที่แย่ๆ..

#10 By [AdeLiNe] on 2007-01-06 01:15

การตีความสถิติในข้อ 1 สุ่มเสี่ยงนิดหน่อย
เพราะส่ำส่อนน่าจะหมายถึงมีเพศสัมพันธ์ไม่เลือกหน้า

แต่ตัวเลขการปล่อยให้ท้องจนคลอดของวัยรุ่น---บ่งชี้ความส่ำส่อนทางเพศไม่ได้ เนื่องจากการปล่อยให้ท้องจนคลอดกับส่ำส่อนเป็นคนละเรื่อง หรือ อย่างน้อยตามตัวเลขที่ให้มาไม่ได้บอกอย่างนั้น สามารถแย้งได้ทันทีว่า คนที่ส่ำส่อนอาจไม่ปล่อยให้ท้องเก่งกว่าก็ได้

การที่สัดส่วนการคลอดลูกของเด็กสาวไทย มากกว่า อเมริกากับญี่ปุ่นของวัยเดียวกัน อาจจะบ่งชี้สมมติฐานซึ่งยังต้องพิสูจน์ ประการหนึ่งว่า

เด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นและอเมริกัน ....มีความรูู้็้้ในการคุมกำเนิด และหรือ ทำแท้งมากกว่าเด็กไทยวัยเดียวกันก็ได้ ...ถ้ามีตัวเลขมาครอสจะชัดเจนขึ้น

สรุปว่าผมเห็นว่าชับบี้ตีความเกินจากตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างมากครับ

#11 By cyborg9 on 2007-01-06 08:02

#11
จริงตามที่ท้วงติงมาครับ
เดี๋ยวจะตัดบรรทัดนี้ออกไปแล้วปรับให้เหลือเฉพาะประเด็นความรู้/ความรับผิดชอบครับผม

#12 By Chubby on 2007-01-06 12:29

"มายุ่งอะไรกับชีวิตกู"
"ใครๆ เขาก็ทำกัน"

ข้อแย้งยอตฮิต พับผ่าสิ.....
เ็ห็นด้วยทุกข้อนะครับ โดยเฉพาะสองข้อแรก
ตอนนี้เมืองไทยติดโผด้านลบหลายอย่างเลย
บอกตรงๆค่ะว่าเด๊วนี้คุยกับเพื่อนฝรั่งแล้ว อายมาก
เพื่อนเค้าก็ถามมาแต่เรื่องพวกนี้ ว่าประเทศยูเป็นแบบนี้เหรอ
รู้สึกแย่มากๆเลย

#14 By SweetPuff on 2007-01-06 15:53

หดหู่
(มีเพื่อนอยู่ร้านเกมเพียบเลย สงสัยเด็กไทยอยู่สบายกันเกินไปมั้งคะ)

#15 By นานาาา on 2007-01-06 16:47

รับทราบครับ :)

#16 By Detonator on 2007-01-06 22:48