.
เกริ่นนำ
งานอดิเรกที่เราทำกันสนุกๆ หากสามารถต่อยอดกิจกรรมจนก่อให้เกิดรายได้ นับเป็นผลพลอยได้ที่น่ายินดี
กำไรหรือขาดทุน แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ
บางรายมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ถือเสียว่าเป็นต้นทุนที่ต้องใช้ เพื่อสนองความต้องการในงานอดิเรกของตนเอง
แต่ถ้างานหรือกิจกรรมใดเน้นธุรกิจเป็นหลัก เรื่องกำไรหรือขาดทุน จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาทันที
เมื่อใดที่ดุลยภาพระหว่าง Play กับ Business เสียไป ไม่ว่าฝ่ายใดจะเริ่มก่อนก็ตาม ปัญหาย่อมเกิดขึ้น
.
.
.
ของเก่าเล่าใหม่
ข้างล่างนี้ คือ ตารางแสดงความแตกต่างระหว่าง สิทธิบัตร กับ ลิขสิทธิ์ ซึ่งผมทำทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อน
โดยในเวลานั้น ผมพูดเฉพาะเรื่องลิขสิทธิ์ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ขโมยงานในอินเตอร์เน็ตอย่างครึกโครม
ก็ไม่ได้คิดว่าจะขุดขึ้นมาใช้อีกที แต่เผอิญ เกิดเหตุการณ์อ้างสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์บางชิ้นอย่างครึกโครม
.
.

.
ดังนั้น Entry นี้ก็จะเปลี่ยนฟากมาพูดเรื่อง สิทธิบัตร ดูนะครับ (เรื่องเดิมอย่างลิขสิทธิ์ขอพับเก็บไว้ก่อน)
ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าของเก่าเก็บตั้ง 2 ปี จะสามารถใช้ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้หรือไม่
*เนื่องจากผมใช้รูปเก่า ตัวเลขบางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้นจะพูดเฉพาะตัวสาระนะครับ
.
สาระสำคัญ
.....กรณีสินค้าผลิตขึ้นภายในประเทศ
- สิทธิบัตร จะได้รับการคุ้มครองต่อเมื่อจดทะเบียนสำเร็จแล้ว เพราะต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์นั้นก่อนว่า
เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็จะยกเลิกคำร้องขอในการจดทะเบียนไป
.....กรณีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
- ไม่รับรองผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เว้นแต่จะนำเข้ามาเพื่อการค้า
สำหรับกรณีนำเข้าสินค้า การจดสิทธิบัตรจะเป็นการยืนยันเฉพาะสิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้านั้นๆ เท่านั้น
.
.
.
เกิดอะไรขึ้น ?
.
.....เรื่องที่ 1
A อ้างสิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้าชนิดหนึ่ง โดยใช้คำพูดทำนองว่าผู้อื่นไม่สามารถผลิตซ้ำกับของตนได้
สินค้าดังกล่าวคือ "ออปชั่น" (อุปกรณ์เสริม) พื้นๆ ในการแต่งคอสเพลย์ เช่น ที่คาดผม หูแมว หางแมว
โดยกล่าวย้ำว่า ห้ามผู้ใดดัดแปลง ทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ (โดยลืมดูสาระของสิทธิบัตร ในตารางข้างบน)
.
.....เรื่องที่ 2
การทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวข้องกับพรรคพวกของ A แต่เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
ก็เลยพูดอะไรไม่ได้มากนัก อืม...ถ้าสมมุติ...ผมพิมพ์ประโยค "เดี๋ยวไปจดสิทธิบัตร บลาๆๆ บ้างดีกว่า"
ผมจะโดนใครโทรมาข่มขู่หรือมาหาเรื่องในงานคอสเพลย์หรืองานการ์ตูนอะไรสักงานหรือเปล่าครับ ?
.
.
.
สรุป
ไม่ใช่สรุปของผม แต่ เป็นสรุปจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ---> http://www.ipthailand.org/
.
.....คำถาม 1
ไม่ทราบว่าสินค้าลักษณะพื้นๆ ทั่วไป ที่มีทำกันมานานแล้ว บุคคลอื่นสามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้หรือไม่
แล้วในกรณีที่ผู้อ้างจดสิทธิบัตร ไม่ยอมแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรดังกล่าว จะสามารถตรวจ
สอบได้อย่างไรบ้างครับ เนื่องจากมีผู้ที่เดือดร้อนกับกรณีนี้ค่อนข้างเยอะมาก รบกวนขอคำชี้แนะด้วยครับ
.
.....สำนักสิทธิบัตร
หากเป็นสินค้าที่มีอยู่ทั่วไป ที่มีทำกันมานานแล้ว ถือว่าไม่มีความใหม่ ไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรค่ะ
(แต่เค้าอาจลักไก่ยื่นมา พอถึงขั้นตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบจะตรวจค้น และถ้าพบก็จะยกคำขอไปค่ะ)
.
.
.
.....คำถาม 2
แล้วถ้าค้นแล้วไม่เจอเนี่ย สิ่งที่เค้าอ้างว่าได้สิทธิบัตรเนี่ย เอาผิดได้ไหมครับ
ในกรณีที่เค้าประกาศไปแล้ว กลัวจะมีคนเข้าใจผิดว่า เค้าได้สิทธิบัตรจริงๆ

.....สำนักสิทธิบัตร
ได้ค่ะ เพราะถือว่าเค้าแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกหรือปรับ
หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้จะต้องมีผู้ยื่นหนังสือต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในกรณีดังกล่าว
.
.
.
(รายละเอียดจริงยาวกว่านี้ แต่ตามไปอ่านที่กระดานข่าวของกรมทรัพย์สินทางปัญญา มันส์กว่าครับ)
.
.
.
Related Links

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

จริงๆผมไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมีใครรับจดสิทธิบัตร ก็ขนาดตอนที่พี่กร่างของโลกอย่างอเมริกาจะจดสิทธิบัตรขมิ้น ยังโดนอินเดียตอกหน้าหงายมาเลยว่า "จดไม่ได้ เพราะเป็นของที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมานานแล้ว"

มันเกิดขึ้นเพราะคนบางคนพยายามทำงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจแท้ๆ

#1 By Rune on 2007-05-06 16:45

อ่านในบอร์ดแล้วนึกถึงประโยคนี้
"โปรถติดตามตอนต่อไป"
me/ลงชื่อเป็นผู้ชม

#2 By GinG Freecss on 2007-05-06 16:53

มีตารางด้วยมีประโยชน์มากครับ ....

เหลือบดู...แม้แต่ช้อนตักผงซักฟอกยังจดสิทธิบัตรได้ในเรื่องความเล็ก ทำให้คนใช้สามารถกะปริมาณได้.....
มันเป็นเรื่องของ เดจาวู...

อะไรที่มันเคยมีเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนี้มันก็วนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ต่างคน ต่างวาระกันเท่านั้น....

#4 By Sonar Ataru : We Hunger...... on 2007-05-06 23:23

โฮะๆ กระแสนี้ต้องกระจายให้มีความรู้ทั่วถึง อย่าให้ใครขู่เอาง่ายๆนะ
คิดว่าคนกล่าวอ้างคนแรก คงไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อนล่ะมั้ง ตอนนี้เงียบไปเลยนิ?

#5 By Ellebazi on 2007-05-06 23:33

หึๆๆ.....

จะเป็นยังไงต่อไปล่ะเนี่ย

#6 By JiBi_AI on 2007-05-06 23:58

แล้วเรื่องสิทธิบัตรยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์ ที่เป็นข่าวตอนนี้ เป็นไงมาไง ช่วยวิเคราะห์บอกเล่าให้กระจ่างหน่อยได้มั้ยครับ ' '

เพราะดูๆแล้ว ในเรื่องยา อยู่เฉยๆ เราไม่น่าจะเอาของเขามาผลิตได้ แม้จะดูจาตารางด้านบน( หรือว่าอายุสิทธิบัตรหมดไปแล้ว คือ ผ่านไปแล้ว 20 ปี อย่างนั้นหรือ? )

#7 By Detonator on 2007-05-07 12:19

หรือจะเกี่ยวกับข้อความที่ว่า
"ไม่รับรองสิทธิบัตรต่างประเทศ ยกเว้นแต่นำเข้ามาเพื่อการค้า"
อ่านแล้วยังงงๆอยู่
หมายความว่า จดสิทธิบัตรในประเทศใด ก็คุ้มครองเฉพาะในประเทศนั้นๆ ถูกต้องมั้ยครับ ' '
แล้วกรณีเป็นสินค้านำเข้า ผู้จำหน่ายได้สิทธิ์จำหน่าย ก็จะได้รับการคุ้มครองด้วย คือ คนอื่นจะมาจำหน่ายแข่งดื้อๆไม่ได้?

#8 By Detonator on 2007-05-07 12:22

จริงๆเรื่องสิทธิบัตรเป็นปัญหาใหญ่ในอเมริกาเอง
และแถบฝั่งยุโรปมาพักใหญ่แล้ว ทางยุโรปก็สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาอันด้วยนะครับ
แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาสิทธิบัตรด้านsoftwareอ่ะครับ
http://www.nosoftwarepatents.com/en/m/intro/index.html
ความรู้ดีๆ จำไว้ดีกว่า เผื่อเอาไปใช้ในอนาคต

#10 By vee on 2007-05-07 13:20

อ้าว อ่านแล้วเข้าใจว่า สินค้าแบบนั้นน่าจะจดไม่ได้ (ยื่นเรื่องได้ แต่ไม่ผ่าน) ใช่มั้ยคะ?

ตอนแรกนึกว่าถ้าจดแบบละเอียด (กำหนดขนาด ความกว้าง ความยาว รูปร่าง กรรมวิธีการผลิต วัสดุ ฯลฯ) ไปเลยน่าจะจดได้ซะอีก (อย่างเช่นดีไซน์แปลกๆของเสื้อผ่ายี่ห้อดังๆ - ก็แค่จดไม่ให้ใครลอกดีไซน์ไป)

#11 By Valentino on 2007-05-07 13:36

ถ้าไม่ใช่สินค้าที่มีลักษณะแปลกใหม่ (เช่น หูปลาหมึก) หรือสินค้าที่ใช้กระบวนการการผลิตแปลกใหม่ (เช่น ใช้ด้ายซิลเวอร์นาโนตีลังกามือเดียวเย็บ)ส่วนใหญ่จะไปจดเครื่องหมายการค้ามากกว่าครับ
สำหรับกรณีการออกแบบดีไซน์ทุกประเภทนั้น จะมีลิขสิทธิ์คุ้มครองอยู่ตั้งแต่เราจรดปากกาเขียนแบบเสร็จละครับ (ต่อจากนั้นพี่ไทยก็ก๊อปขายกันเกลื่อนประตูน้ำ )

#12 By Chubby Chocobo on 2007-05-07 13:52

ตกลงไอ้จดเรื่อง หูแมว นี่มันจริงเรอะ
มันเกิดอะไรขึ้น -_-?

จะมีใครใจดีพอจะเล่าเรื่องให้คนที่อยู่ในถ้ำ อย่างผมเข้าใจได้มั่งหนอ

จำได้ว่า เคยมีคนเหมือนจะใจดี เล่าให้ฟังว่า
เรื่องก็รู้กันอยู่ ไม่น่าถาม ...
เอ่อ ถ้าผมรู้ ผมก็ไม่ถามแล้วคับ

#14 By Ree on 2007-05-07 20:48