.
วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 36 ปีของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง
"การพิทักษ์ผู้ป่วยจิตเวช" นอกจากอธิบดี และรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กับ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ยังมี น.พ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้บริหารสถาบันกวดวิชา แอพพลายฟิสิกส์ ที่เป็นข่าวเมื่อ 4 เดือนก่อน
เป็นวิทยากรในงานนี้ด้วย ซึ่งโทรทัศน์บางช่องนำภาพตอนที่ น.พ.ประกิตเผ่าพูดมาฉายให้ดูยาวเหยียด
ไม่ว่าเรื่องราวเบื้องหลังหรือเรื่องราวที่แท้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ น.พ.ประกิตเผ่า พูดออกมานั้น
ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งที่ น.ส.เปมิกาได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ช่องเดียวกันเมื่อวันที่ 14 เมษายนแม้แต่นิด
.
จิตวิทยาหมู่ : การโจมตีที่ไม่ขึ้นกับวัยวุฒิและคุณวุฒิ
.
ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือปริญญาเอก มนุษย์ทุกคน ล้วนมีสิ่งที่ตนเองชื่นชอบอยู่
การเข้าถึงตัวบุคคลใดๆ ถ้าเจาะเข้าในเรื่องที่บุคคลนั้นเชื่อถืออยู่ บุคคลนั้นๆ ย่อมมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง
ช่องทางที่ใช้เจาะในกรณีนี้ก็คือ การปฏิบัติสมาธิถึงขั้นได้ยินได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ยินไม่ได้เห็น
การปฏิบัติสมาธิที่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์จะคอยย้ำให้ปล่อยวางไม่ให้ไปยึดติดกับสิ่งที่ได้เห็นสิ่งที่ได้ยิน
แต่ ปุถุชนจำนวนไม่น้อย ติดกับดักภาพมายาแห่งความสุขในขั้นตอนนี้ จนไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้
ถ้าเจอครูบาอาจารย์ดีๆ อย่างน้อยก็คงไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น แต่ถ้าเจอผู้ไม่ประสงค์ดีล่ะ ?
.
ท่านใดที่นึกภาพจิตวิทยาหมู่ไม่ออก ลองนึกถึงภาพในห้องประชุมของกิจการขายตรงบางแห่งดูสิครับ
อย่างกรณีสินค้าขายตรง ถ้าโจมตีเรื่องรายได้กับความมั่นคงของชีวิตใส่คนที่กำลังมีปัญหาจะยิ่งได้ผล
ลัทธิอุบาทว์ในต่างประเทศ ก็มีข่าวครึกโครมอยู่เป็นระยะๆ แถมมาในรูปแบบที่เหมือนกันอย่างกับแกะ
หลอกให้บริจาคทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วฆ่าตัวตายสู่สวรรค์ (ในขณะที่เจ้าลัทธิชิ่งหนีซะงั้น)
ขั้นสุดยอดของจิตวิทยาหมู่ ย่อมหนีไม่พ้น การนำระบบขายตรงผสมผสานกับหลักศาสนาแบบเทียมๆ
โดยเน้นย้ำการบรรลุถึงนิพพานหรือว่าร่ำรวยด้วยทางลัด อันถูกจริตปุถุชนแห่งยุคทุนนิยมเป็นอย่างยิ่ง
.
สิ่งที่แสดงว่าจิตวิทยาหมู่ประสบความสำเร็จคือ การชี้กนกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก เห็นก้อนเมฆเป็นโน่นนี่
เคารพเทิดทูนสักการะภาพถ่ายที่ใช้ Photoshop ตัดต่อยิ่งชีพ และสละชีวิตเพื่อพิทักษ์สิ่งที่ตนเชื่อ
ใครเขียนอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะจะไม่ค่อยเชื่อถือ เชื่อถือข่าวลือที่ "เขาว่ากันว่า" มากกว่า
.
.
.
จตุคำ : คำตรัสของพระพุทธเจ้าสู่ความร่ำรวยอย่างยั่งยืน
.
ยันต์คาถามหาเศรษฐี ซึ่งมีอยู่มานานแล้ว คือ "อุ อา กะ สะ" แปลว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้
เป็นคำสอนพื้นๆ ที่มีในเมืองพุทธมาแต่โบราณก่อนกลายเป็น ขยันกิน ขี้เกียจเก็บ คบไม่เลือก ใช้ไปเรื่อย
จนประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันยอดไม้ ต่างพากันขวนขวายหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้วปวงกันให้ควั่ก
ตั้งแต่เจลลดไข้ บ่อน้ำจากส้วมซึม เสาคอนกรีตเสริมเหล็กในสนามบิน จนถึงโอรีโอ้ รุ่นรวยไม่มีเหตุผล
พระพุทธเจ้าคงไม่มีคำสั่งสอนให้พวกเรานอนกระดิกเท้าอยู่เฉยๆ แล้วก็รวยขึ้นมาด้วยเครื่องบูชาแน่ๆ
อีกประการหนึ่ง คำสอน "ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้" นี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อ พุทธพาณิชย์
.
จากกรณีจิตวิทยาหมู่สู่จตุคำ ตั้งแต่ระดับรายบุคคลถึงระดับชนหมู่มาก ผู้ที่ควรแก้ไขกลับหายไปหมด
ถ้าไม่มัวกดแม่พิมพ์โอรีโอ้หาเงินเข้าวัดเพลิน ก็ไปประท้วงให้ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองล่ะมั้ง
.
.
.
ข้อสงสัย
ถ้าประเทศใคร ห้อยโอรีโอ้ครบ 62 ล้านคน ผู้เสียชีวิตทางรถยนต์จะเหลือศูนย์หรือเปล่า ลงข่าวอยู่ได้
.
.
รูปที่ 1 ภาพสารแขวนลอยในอากาศเมื่อกระทบกับแสงแฟลช ซึ่งเหล่าผู้บูชาโอรีโอ้เรียกว่า ปาฏิหารย์
ผมก็เลยลองไปหาภาพจาก Pantip โดยเจตนาเลือกภาพที่มีโอรีโอ้ลอยเต็มไปหมดให้เห็นอย่างชัดเจน
.
สุดท้าย พุทธศาสนาไม่สอนให้คนงมงาย แต่สอนให้เชื่ออะไรด้วยปัญญา (ชัดเจนที่สุดแล้ว)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แล้วอย่างนี้ เมืองไทยจะยังมีหน้าไปเสนอตัวเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกได้อย่างไร
ขนาดชาวพุทธในประเทศ คุณพระคุณเจ้ายังเป็นไปได้ขนาดนี้..

สื่อมวลชนก็ตัวดีเหมือนกัน
ขยันเสนอแต่ข่าวถ่ายรูปติดโอรีโอ้ศักสิทธิ์มั่กๆ
(ท่านใดที่หลงเชื่ออยู่ โปรดลองเปิด pantip ห้องกล้องดู
ลองหยอดกระทู้สักกระทู้ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่ามันคืออะไร)
ดารารถคว่ำสิบตลบรถเสียหายยับเยิน รอดตายเพราะโอรีโอ้อย่างปาฏิหาริย์
(เท่าที่ดูข่าวรถบุบนิดเดียวเอง)
บวงสรวงสร้างแท่นพิมพ์ เมฆก่อตัวอย่างปาฏิหาริย์
(ตรูนั่งเพ่งประมาณล้านรอบยังมองไม่เห็นงั้นเลย)

ขยันเสนอข่าวกันจริง ไม่ลืมหูลืมตาเลย
เขาคงลืมกันไปแล้วว่าพวกเขามีหน้าที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ
ไม่ใช่หลอกลวงประชาชนตามกระแส หาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเดียว
พูดแล้วนึกถึงทิทีวี.. เฮ้อ...

#1 By ArMKunG on 2007-06-16 17:31

เห็นด้วยอย่างแรง เช่น รุ่นข้อสอบพินาศ ผมว่าคนห้อยนั่นแหละควาย คิดว่าจตุคามเขารู้เองฟิสิกส์เคมีชีวะเหรอ บ้า

#2 By อากุง on 2007-06-16 17:59

ตอนนี้รำคาญข่าวโอรีโอ้มากๆเหมือนกันครับ ไม่ลบหลู่ตัววัตถุ ไม่ดูถูกคนที่เลื่อมใส (ที่ไม่ได้แห่ตามกระแสอย่างหน้ามืดตามัว) แต่รำคาญหนังสือพิมพ์ที่ขยันลงรูปละอองฝุ่นสะท้อนแสงกับแสงหักเหผ่านละอองน้ำเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน แถมบางเล่ม พอพลิกไปอีกหน้าหนึ่ง ดันมีบทความบอกไม่ให้เชื่อพร้อมยกหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายเสร็จสรรพ ทั้งที่หน้าที่แล้วมันพาดหัวข่าวซะตัวเบ้อเริ่ม

#3 By Rune on 2007-06-16 19:40

เห็นด้วยสุดๆ คนเรามันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ

#4 By ^^ ~Devil_Be~ - -' on 2007-06-16 20:09

ถ้าไปสำรวจศพทหารผู้เสียชีวิตภาคใต้ ต้องมีห้อยจตุคามแน่แท้
แต่สื่อก็นำเสนอข่าวแค่ด้านเดียวครับ (ด้านมอมเมาประชาชน)

กรณีถ่ายภาพแล้วบังเกิดโอริโอ้ในภาพจนเป็นครึกโครมทุกวี่วัน
มีหรือที่ระดับบ.ก. หนังสือพิมพ์จะไม่รู้ ว่ามันคือฝุ่นสะท้อนแสง (ปรากฏการสารแขวนลอย) แต่ก็ยังปล่อยให้ลงข่าวว่าเป็นไสยศาสตร์อยู่ได้ นี่หรือประเทศที่เก่งวิทยาศาสตร์ระดับโอลิมปุก *-*

เห็นข่าวทีไรก็ปลงสังเวชประเทศไทย

#5 By Little Lamb on 2007-06-16 20:46

แซวนิด

สุดท้าย พุทธศาสนาไม่สอนให้คนงมงาย แต่สอนให้เชื่ออะไรด้วยปัญญา (ชัดเจนที่สุดแล้ว) <<

บังเอิญระบบการศึกษาสอนให้ด้อยปัญญาครับ เหอะๆ

#6 By Little Lamb on 2007-06-16 20:48

เรื่องอุบัติเหตุ รอดได้ด้วยจตุคามก็นะ

เวลาที่คนห้อยจตุคามเจออุบัติเหตุเสียชีวิตก็ไม่ได้ออกข่าว หรือคิดจริงจังอะไรหรอก แต่พอรอดล่ะยกเป็นเรื่องใหญ่เชียว

ถ้าเกิดมีคนห้อยจตุคามถูกรางวัลที่หนึ่งก็คงเหมือนกันล่ะมั้ง ทั้ง ๆ ที่คนห้อยคนอื่นไม่ถูกมีอีกมากมาย

#7 By 「Mystery☆」 on 2007-06-16 21:34

ทำไมช่วงนี้พุทธในไทยมีแต่ข่าวแม่งๆ

ไม่ได้อ่านข่าวไทยนาน สงสัยต้องไปตามหาดูหน่อยสิว่าโอริโอ้คืออะไร
การพิจารณาด้วยปัญญาเป็นผลพาความมีสตินึกคิด

ถ้าคนไทยยังไม่รู้จักที่จะเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริงแล้ว
ก็ปล่อยให้่ประเทศนี้เป็นของศาสนาอื่นไปเลยเหอะ
เป็นพุทธได้แต่ชื่อเนี่ย....

ทิ้งท้ายถ้าห้อยแล้วไม่ทำงานแล้วรวยได้
พวกคอรับชันจะได้หายไปซะทีเนอะ
ปัญญาเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้และความอยู่รอดหาใช้รูปเคารพนั้นก็หาไม่ หากนับถือจนไม่เป็นอันทำอะไร ถึงห้อยจนเต็มคอก็คงไม่สามารถเจริญได้ดอก ผู้เจริญทั้งหลาย

รูปถ่ายสารแขวนลอยนั้น เราได้รูปแบบนี้ติดมาบ่อยมาก หากเกิดลืมกล้องดิจิตอลไว้ในรถที่ตากแดด หรือ กล้องโดนความร้อน แล้วนำกล้องนั้นมาถ่ายรูปทันที ก็จะติด จุดๆแบบนี้มาคะ ไม่เชื่อลองทำดูได้ (เป็นความรู้จากรายการเรื่องจริงผ่านจอเมื่อนานมาแล้ว)

#10 By ReiHaHa on 2007-06-16 22:37

แต่ว่าไปแล้ว อยากลองกินจตุคำพระพยอมจัง
ถ่ายรุปแบบนี้ได้ตั้งเยอะแยะ....
รำคาญจะตายทำให้ภาพเสีย
แต่ไม่อยากเอาไปลง แย้งพวกนี้
จะโดนด่ากลับซะเปล่าๆ

#12 By koyubi on 2007-06-16 23:29

นับถือศาสนากันแค่เปลือกมันก็แบบนั้นแล

#13 By blade on 2007-06-17 01:25

ถูกต้องนะคร้าบบบบบ

#14 By Catkun on 2007-06-17 13:12

เห็นด้วยสุด ๆ
มีตัวอย่างอีกรูปนึงครับพี่
รูปนางงามญี่ปุ่นได้มงกุฏเพราะ"จตุคาม"ไงฮะ

โดยส่วนตัว ผมไม่ปฏิเสธไสยศาสตร์ครับ เพราะไสยศาสตร์จริงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และของบางอย่างผมก็เคยเจอมากับตัว แต่การหลงมัวเมาในไสยศาสตร์ หวังพึ่งให้เป็นส่วนหลักในชีวิตตัวเอง ทำคนล่มจมมานักต่อนักแล้วครับ ยิ่งถ้าไปหลงกับไสยศาสตร์เทียมแล้วด้วยเนี่ย... เหอๆๆ

#16 By Kharl on 2007-06-17 15:46

Loading