จากจิตวิทยาหมู่หมอเผ่า สู่จตุคำพระพยอม
posted on 16 Jun 2007 16:59 by chubby in Review-Social
.
วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 36 ปีของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง
"การพิทักษ์ผู้ป่วยจิตเวช" นอกจากอธิบดี และรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กับ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ยังมี น.พ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้บริหารสถาบันกวดวิชา แอพพลายฟิสิกส์ ที่เป็นข่าวเมื่อ 4 เดือนก่อน
เป็นวิทยากรในงานนี้ด้วย ซึ่งโทรทัศน์บางช่องนำภาพตอนที่ น.พ.ประกิตเผ่าพูดมาฉายให้ดูยาวเหยียด
ไม่ว่าเรื่องราวเบื้องหลังหรือเรื่องราวที่แท้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ น.พ.ประกิตเผ่า พูดออกมานั้น
ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งที่ น.ส.เปมิกาได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ช่องเดียวกันเมื่อวันที่ 14 เมษายนแม้แต่นิด
.
จิตวิทยาหมู่ : การโจมตีที่ไม่ขึ้นกับวัยวุฒิและคุณวุฒิ
.
ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือปริญญาเอก มนุษย์ทุกคน ล้วนมีสิ่งที่ตนเองชื่นชอบอยู่
การเข้าถึงตัวบุคคลใดๆ ถ้าเจาะเข้าในเรื่องที่บุคคลนั้นเชื่อถืออยู่ บุคคลนั้นๆ ย่อมมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง
ช่องทางที่ใช้เจาะในกรณีนี้ก็คือ การปฏิบัติสมาธิถึงขั้นได้ยินได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ยินไม่ได้เห็น
การปฏิบัติสมาธิที่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์จะคอยย้ำให้ปล่อยวางไม่ให้ไปยึดติดกับสิ่งที่ได้เห็นสิ่งที่ได้ยิน
แต่ ปุถุชนจำนวนไม่น้อย ติดกับดักภาพมายาแห่งความสุขในขั้นตอนนี้ จนไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้
ถ้าเจอครูบาอาจารย์ดีๆ อย่างน้อยก็คงไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น แต่ถ้าเจอผู้ไม่ประสงค์ดีล่ะ ?
.
ท่านใดที่นึกภาพจิตวิทยาหมู่ไม่ออก ลองนึกถึงภาพในห้องประชุมของกิจการขายตรงบางแห่งดูสิครับ
อย่างกรณีสินค้าขายตรง ถ้าโจมตีเรื่องรายได้กับความมั่นคงของชีวิตใส่คนที่กำลังมีปัญหาจะยิ่งได้ผล
ลัทธิอุบาทว์ในต่างประเทศ ก็มีข่าวครึกโครมอยู่เป็นระยะๆ แถมมาในรูปแบบที่เหมือนกันอย่างกับแกะ
หลอกให้บริจาคทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วฆ่าตัวตายสู่สวรรค์ (ในขณะที่เจ้าลัทธิชิ่งหนีซะงั้น)
ขั้นสุดยอดของจิตวิทยาหมู่ ย่อมหนีไม่พ้น การนำระบบขายตรงผสมผสานกับหลักศาสนาแบบเทียมๆ
โดยเน้นย้ำการบรรลุถึงนิพพานหรือว่าร่ำรวยด้วยทางลัด อันถูกจริตปุถุชนแห่งยุคทุนนิยมเป็นอย่างยิ่ง
.
สิ่งที่แสดงว่าจิตวิทยาหมู่ประสบความสำเร็จคือ การชี้กนกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก เห็นก้อนเมฆเป็นโน่นนี่
เคารพเทิดทูนสักการะภาพถ่ายที่ใช้ Photoshop ตัดต่อยิ่งชีพ และสละชีวิตเพื่อพิทักษ์สิ่งที่ตนเชื่อ
ใครเขียนอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะจะไม่ค่อยเชื่อถือ เชื่อถือข่าวลือที่ "เขาว่ากันว่า" มากกว่า
.
.
.
จตุคำ : คำตรัสของพระพุทธเจ้าสู่ความร่ำรวยอย่างยั่งยืน
.
ยันต์คาถามหาเศรษฐี ซึ่งมีอยู่มานานแล้ว คือ "อุ อา กะ สะ" แปลว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้
เป็นคำสอนพื้นๆ ที่มีในเมืองพุทธมาแต่โบราณก่อนกลายเป็น ขยันกิน ขี้เกียจเก็บ คบไม่เลือก ใช้ไปเรื่อย
จนประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันยอดไม้ ต่างพากันขวนขวายหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้วปวงกันให้ควั่ก
ตั้งแต่เจลลดไข้ บ่อน้ำจากส้วมซึม เสาคอนกรีตเสริมเหล็กในสนามบิน จนถึงโอรีโอ้ รุ่นรวยไม่มีเหตุผล
พระพุทธเจ้าคงไม่มีคำสั่งสอนให้พวกเรานอนกระดิกเท้าอยู่เฉยๆ แล้วก็รวยขึ้นมาด้วยเครื่องบูชาแน่ๆ
อีกประการหนึ่ง คำสอน "ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้" นี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อ พุทธพาณิชย์
.
จากกรณีจิตวิทยาหมู่สู่จตุคำ ตั้งแต่ระดับรายบุคคลถึงระดับชนหมู่มาก ผู้ที่ควรแก้ไขกลับหายไปหมด
ถ้าไม่มัวกดแม่พิมพ์โอรีโอ้หาเงินเข้าวัดเพลิน ก็ไปประท้วงให้ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองล่ะมั้ง
.
.
.
ข้อสงสัย
ถ้าประเทศใคร ห้อยโอรีโอ้ครบ 62 ล้านคน ผู้เสียชีวิตทางรถยนต์จะเหลือศูนย์หรือเปล่า ลงข่าวอยู่ได้
.
.
รูปที่ 1 ภาพสารแขวนลอยในอากาศเมื่อกระทบกับแสงแฟลช ซึ่งเหล่าผู้บูชาโอรีโอ้เรียกว่า ปาฏิหารย์
ผมก็เลยลองไปหาภาพจาก Pantip โดยเจตนาเลือกภาพที่มีโอรีโอ้ลอยเต็มไปหมดให้เห็นอย่างชัดเจน
.
สุดท้าย พุทธศาสนาไม่สอนให้คนงมงาย แต่สอนให้เชื่ออะไรด้วยปัญญา (ชัดเจนที่สุดแล้ว)
วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 36 ปีของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง
"การพิทักษ์ผู้ป่วยจิตเวช" นอกจากอธิบดี และรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กับ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ยังมี น.พ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ ผู้บริหารสถาบันกวดวิชา แอพพลายฟิสิกส์ ที่เป็นข่าวเมื่อ 4 เดือนก่อน
เป็นวิทยากรในงานนี้ด้วย ซึ่งโทรทัศน์บางช่องนำภาพตอนที่ น.พ.ประกิตเผ่าพูดมาฉายให้ดูยาวเหยียด
ไม่ว่าเรื่องราวเบื้องหลังหรือเรื่องราวที่แท้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ น.พ.ประกิตเผ่า พูดออกมานั้น
ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งที่ น.ส.เปมิกาได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ช่องเดียวกันเมื่อวันที่ 14 เมษายนแม้แต่นิด
.
จิตวิทยาหมู่ : การโจมตีที่ไม่ขึ้นกับวัยวุฒิและคุณวุฒิ
.
ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือปริญญาเอก มนุษย์ทุกคน ล้วนมีสิ่งที่ตนเองชื่นชอบอยู่
การเข้าถึงตัวบุคคลใดๆ ถ้าเจาะเข้าในเรื่องที่บุคคลนั้นเชื่อถืออยู่ บุคคลนั้นๆ ย่อมมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง
ช่องทางที่ใช้เจาะในกรณีนี้ก็คือ การปฏิบัติสมาธิถึงขั้นได้ยินได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ได้ยินไม่ได้เห็น
การปฏิบัติสมาธิที่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์จะคอยย้ำให้ปล่อยวางไม่ให้ไปยึดติดกับสิ่งที่ได้เห็นสิ่งที่ได้ยิน
แต่ ปุถุชนจำนวนไม่น้อย ติดกับดักภาพมายาแห่งความสุขในขั้นตอนนี้ จนไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้
ถ้าเจอครูบาอาจารย์ดีๆ อย่างน้อยก็คงไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น แต่ถ้าเจอผู้ไม่ประสงค์ดีล่ะ ?
.
ท่านใดที่นึกภาพจิตวิทยาหมู่ไม่ออก ลองนึกถึงภาพในห้องประชุมของกิจการขายตรงบางแห่งดูสิครับ
อย่างกรณีสินค้าขายตรง ถ้าโจมตีเรื่องรายได้กับความมั่นคงของชีวิตใส่คนที่กำลังมีปัญหาจะยิ่งได้ผล
ลัทธิอุบาทว์ในต่างประเทศ ก็มีข่าวครึกโครมอยู่เป็นระยะๆ แถมมาในรูปแบบที่เหมือนกันอย่างกับแกะ
หลอกให้บริจาคทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วฆ่าตัวตายสู่สวรรค์ (ในขณะที่เจ้าลัทธิชิ่งหนีซะงั้น)
ขั้นสุดยอดของจิตวิทยาหมู่ ย่อมหนีไม่พ้น การนำระบบขายตรงผสมผสานกับหลักศาสนาแบบเทียมๆ
โดยเน้นย้ำการบรรลุถึงนิพพานหรือว่าร่ำรวยด้วยทางลัด อันถูกจริตปุถุชนแห่งยุคทุนนิยมเป็นอย่างยิ่ง
.
สิ่งที่แสดงว่าจิตวิทยาหมู่ประสบความสำเร็จคือ การชี้กนกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก เห็นก้อนเมฆเป็นโน่นนี่
เคารพเทิดทูนสักการะภาพถ่ายที่ใช้ Photoshop ตัดต่อยิ่งชีพ และสละชีวิตเพื่อพิทักษ์สิ่งที่ตนเชื่อ
ใครเขียนอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะจะไม่ค่อยเชื่อถือ เชื่อถือข่าวลือที่ "เขาว่ากันว่า" มากกว่า
.
.
.
จตุคำ : คำตรัสของพระพุทธเจ้าสู่ความร่ำรวยอย่างยั่งยืน
.
ยันต์คาถามหาเศรษฐี ซึ่งมีอยู่มานานแล้ว คือ "อุ อา กะ สะ" แปลว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้
เป็นคำสอนพื้นๆ ที่มีในเมืองพุทธมาแต่โบราณก่อนกลายเป็น ขยันกิน ขี้เกียจเก็บ คบไม่เลือก ใช้ไปเรื่อย
จนประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันยอดไม้ ต่างพากันขวนขวายหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้วปวงกันให้ควั่ก
ตั้งแต่เจลลดไข้ บ่อน้ำจากส้วมซึม เสาคอนกรีตเสริมเหล็กในสนามบิน จนถึงโอรีโอ้ รุ่นรวยไม่มีเหตุผล
พระพุทธเจ้าคงไม่มีคำสั่งสอนให้พวกเรานอนกระดิกเท้าอยู่เฉยๆ แล้วก็รวยขึ้นมาด้วยเครื่องบูชาแน่ๆ
อีกประการหนึ่ง คำสอน "ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้" นี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อ พุทธพาณิชย์
.
จากกรณีจิตวิทยาหมู่สู่จตุคำ ตั้งแต่ระดับรายบุคคลถึงระดับชนหมู่มาก ผู้ที่ควรแก้ไขกลับหายไปหมด
ถ้าไม่มัวกดแม่พิมพ์โอรีโอ้หาเงินเข้าวัดเพลิน ก็ไปประท้วงให้ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองล่ะมั้ง
.
.
.
ข้อสงสัย
ถ้าประเทศใคร ห้อยโอรีโอ้ครบ 62 ล้านคน ผู้เสียชีวิตทางรถยนต์จะเหลือศูนย์หรือเปล่า ลงข่าวอยู่ได้
.
.

รูปที่ 1 ภาพสารแขวนลอยในอากาศเมื่อกระทบกับแสงแฟลช ซึ่งเหล่าผู้บูชาโอรีโอ้เรียกว่า ปาฏิหารย์
ผมก็เลยลองไปหาภาพจาก Pantip โดยเจตนาเลือกภาพที่มีโอรีโอ้ลอยเต็มไปหมดให้เห็นอย่างชัดเจน
.
สุดท้าย พุทธศาสนาไม่สอนให้คนงมงาย แต่สอนให้เชื่ออะไรด้วยปัญญา (ชัดเจนที่สุดแล้ว)
Parody Television
ขนาดชาวพุทธในประเทศ คุณพระคุณเจ้ายังเป็นไปได้ขนาดนี้..
สื่อมวลชนก็ตัวดีเหมือนกัน
ขยันเสนอแต่ข่าวถ่ายรูปติดโอรีโอ้ศักสิทธิ์มั่กๆ
(ท่านใดที่หลงเชื่ออยู่ โปรดลองเปิด pantip ห้องกล้องดู
ลองหยอดกระทู้สักกระทู้ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่ามันคืออะไร)
ดารารถคว่ำสิบตลบรถเสียหายยับเยิน รอดตายเพราะโอรีโอ้อย่างปาฏิหาริย์
(เท่าที่ดูข่าวรถบุบนิดเดียวเอง)
บวงสรวงสร้างแท่นพิมพ์ เมฆก่อตัวอย่างปาฏิหาริย์
(ตรูนั่งเพ่งประมาณล้านรอบยังมองไม่เห็นงั้นเลย)
ขยันเสนอข่าวกันจริง ไม่ลืมหูลืมตาเลย
เขาคงลืมกันไปแล้วว่าพวกเขามีหน้าที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ
ไม่ใช่หลอกลวงประชาชนตามกระแส หาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเดียว
พูดแล้วนึกถึงทิทีวี.. เฮ้อ...
#1 By ArMKunG on 2007-06-16 17:31