.
หากโลกมีปฏิทินที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม
ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติพึ่งปรากฏขึ้นในชั่วโมงสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม
...15 นาทีก่อนเที่ยงคืน...
.
.
ดูเผินๆ แล้ว The 11th Hour เป็นภาพยนตร์เชิงสารคดีในแนวเดียวกับ An Inconvenient Truth
ที่กล่าวถึงวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อมที่ดาวเคราะห์โลก...หรือจริงๆ แล้วคือเผ่าพันธุ์มนุษย์...กำลังเผชิญหน้าอยู่
ข้อแตกต่างที่ชัดเจน คือ An Inconvenient Truth นำเสนอวิกฤติการณ์โลกร้อนเป็นหลักเพียงเรื่องเดียว
และมีนาย อัล กอร์ อดีตผู้แข่งขันชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินเรื่องหลักเพียงคนเดียว
จึงง่ายต่อการคัดค้านทฤษฎีโลกร้อนรวมไปถึงการโจมตีเรื่องส่วนตัวอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนแต่อย่างใด
ถึงแม้ An Inconvenient Truth จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในบางทฤษฎี หรือมีการนำเสนอที่ดูร้ายแรงเกินจริง
แต่จากกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามนำชื่อ รีเวลล์ บุคคลแรกๆ ของโลกที่ที่ออกมาเตือนถึงอันตรายของสภาวะโลกร้อน
(และเป็นอาจารย์ของ อัล กอร์ ที่ฮาวาร์ด) มาโจมตี อัล กอร์ เสียเอง ก็ไม่ทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือกว่ากันเท่าไร
.
เพื่อลดทอนอุปสรรค ปัญหาและความขัดแย้งดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน An Inconvenient Truth ออกไป
The 11th Hour จึงพูดถึงประเด็นโลกร้อนเพียงไม่กี่นาที และให้ความสำคัญเพียงตัวแปรตัวหนึ่งเท่านั้น
โดยหลักการที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในหนังคือ เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์กับห่วงโซ่พลังงาน เท่านั้นเองครับ
นักเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมคงจะพอจำได้ว่า นี่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สุด ที่สอนในเรื่องระบบนิเวศวิทยาเลยทีเดียว
ดังนั้นถ้าท่านเห็นใครเอาทฤษฎีโลกเย็นมาพูดล่ะก็แสดงว่าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ และนั่งเทียนเขียน 100%
กับดักขั้นที่สอง การใช้ดารานักแสดงอย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ (จากเรื่อง Titanic ฯลฯ) ในการโปรโมต
ซึ่งคาดว่าสามารถหลอกล่อกลุ่มบุคคลที่ชอบออกมาโจมตีเรื่องส่วนตัวได้อย่างสบาย ไม่แพ้กรณีของ อัล กอร์
แต่คนที่ได้ดูจริงๆ จะเห็นว่าเขาโผล่มาแค่ตอนเปลี่ยนบทเท่านั้น โผล่หัวน้อยกว่าแขกรับเชิญหลายรายเสียอีก
.
ถ้าเช่นนั้น The 11th Hour พูดถึงเรื่องอะไร ?
.
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้พูดถึง วิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากการวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์เอง
โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ความสามารถในการพัฒนาเครื่องมือใช้งาน
ตามด้วยหลักการพื้นฐานที่สุดของระบบนิเวศวิทยาเรื่องห่วงโซ่พลังงาน (และไม่เพิ่มอะไรให้วุ่นวายไปกว่านี้)
เพื่ออธิบายว่า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นตอมาจากแสงอาทิตย์รูปแบบหนึ่งได้อย่างไร
จุดเปลี่ยนจากการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้คาร์บอนพลังงานสูงเป็นเชื้อเพลิงในการเพิ่มอัตราการผลิต, การขนส่ง
กำเนิดแนวความคิดตีค่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นแหล่งทรัพยากร (Resource) ที่ใช้ไม่มีวันหมด
สร้างวิถีชีวิตที่ตัดขาดจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จนมนุษย์ทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากนักบินที่ใช้ชีวิตในอวกาศ
สามารถจดจำชื่อสินค้าในโฆษณาได้เป็นร้อยชนิด แต่กลับบอกชื่อต้นไม้ในท้องถิ่นของตัวเองได้ไม่ถึงสิบชนิด
.
แขกรับเชิญในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาครับ ตั้งแต่สารพัดองค์กร NGO ที่บ้านเราไม่เคยได้ยิน
อาจารย์มหาวิทยาลัย นักคิดนักเขียน อดีตผู้อำนวยการ CIA อดีตประธานาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาวิชา
นักสมุทรศาสตร์ ดาราศาสตร์ บาทหลวง นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ทางการเงิน นักเศรษฐศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง สตีเฟ่น ฮอว์คิง (แฟนพันธุ์แท้คงเข้าใจดีว่าทำไมเขาจึงมาได้แต่เสียงกับภาพนิ่ง)
และผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอีกมากมายหลายแขนงเล่นเอาผมอึ้งไปเลยครับว่ารวบรวมมาไว้ด้วยกันได้อย่างไร
แต่ การมีผู้เชี่ยวชาญมาเล่าเรื่องมากไป อาจเป็นจุดที่ทำให้เรื่องนี้ดูน่าเบื่อกว่า An Inconvenient Truth
ทว่าวิถีชีวิตของพวกเราดำเนินใน The 11th Hour นั้น มันยิ่งกว่า An Incovenient Truth เสียอีก
วิถีชีวิตที่ล้างผลาญทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ และผลิตของเสียมากขนาดนี้ มันยากที่จะหักล้างได้ครับ
.
.
"คนพูดว่าทำไมนักการเมืองไม่ตอบสนองต่อวิกฤติทางอากาศของโลก
ทำไมล่ะ ก็เพราะพวกเขาตอบสนองต่ออำนาจที่เหนือกว่า
และตอนนี้อำนาจที่เหนือกว่าก็คืออุตสาหกรรมน้ำมันฟอสซิล"
.
มิเชล เกล็อปเตอร์
ประธานรีดีไฟน์นิ่ง โปรเกรส

.
.
ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ริค ฟิลซ์
อดีตสมาชิกอาวุโสโครงการวิทยาศาสตร์เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางอากาศของสหรัฐอเมริกา
.
พิธีกร : คุณรับผิดชอบในการตรวจแก้ไขต้นฉบับ "Our Changing Planet"
...............คุณส่งร่างไปที่ทำเนียบขาว, เกิดอะไรขึ้นครับ ?
.

ริค : มันถูกตีกลับมา เอ่อ...พร้อมกับลายมือแก้ไขบนกระดาษเต็มไปหมด
..........โดย...เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พิธีกร : เจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นใครครับ ?
ริค : ฟิล คูนีย์
พิธีกร : เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่าครับ ?
ริค : เปล่า...เขาเป็นนักกฎหมาย...และเป็นล็อบบี้ยิสต์ของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน...
.
หนึ่งในความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง
.
.
หลังจากนำเสนอภาพความหดหู่ฮาร์ดคอร์ที่ไม่เกินจริง เกี่ยวกับการล้างผลาญทรัพยากรและของเสียที่เกิดขึ้น
ช่วงครึ่งหลังภาพยนตร์ได้นำเสนอทางออกของปัญหา จำนวนไม่น้อยสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน
รวมถึงอุปสรรคข้อติดขัดที่ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร
การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้มนุษย์นุ่งหนังสัตว์ แล้วเก็บกินผลไม้ตามป่านะครับ
แต่เป็นการคิดค้นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เช่น เราต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากผลิตเหล็กกล้า
ในขณะที่ แมงมุมสามารถผลิตเส้นใยที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กถึง 5 เท่าได้ในสภาพอุณหภูมิและความดันปรกติ
การเลียนแบบการทำงานต้นไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ผลิตออกซิเจน ไม่มีของเสียจากการผลิต
ซึ่งทำงานให้มนุษย์ฟรีๆ ในปีหนึ่งๆ มีผู้ลองคำนวณแล้วมีมูลค่าเกือบ 2 เท่า ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งโลก
.
หากเราไขปริศนาของธรรมชาติได้ โดยไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติ เราคงดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อีกนานครับ
หากเราคิดเอาแต่ชนะธรรมชาติ ล้างผลาญทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีไร้ประสิทธิภาพ เราคงสูญพันธุ์เร็วๆ นี้
.
สรุป
ไม่ว่าโลกจะร้อนหรือไม่ร้อน มนุษยชาติก็ควรดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อทุกการกระทำ
แต่ถ้าไม่อยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญพันธุ์ ก็ไม่เป็นไรครับ โลกยังคงอยู่เหมือนเดิม
ถึงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจนมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องของมนุษย์หน้าโง่ครับ โลกไม่ได้เดือดร้อน
สิ่งมีชีวิตแบบใหม่ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศแบบใหม่ได้ดีกว่าเราก็ครองโลกใบนี้แทนเรา เท่านั้นเองครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แล้วมนุษย์จะไปอยู่ที่ไหนฮะ ถ้าหากว่าโลกร้อน ๆ มันร้อนจนอยู่ไม่ได้ หรือว่าจะสูญพันธุ์ หรือจะพัฒนาเทคโนโลยีแล้วหนีขึ้นไปอยู่บนอวกาศแบบในนิยายวิทยาศาสตร์

#1 By renkung on 2008-04-16 03:31

สามารถจดจำชื่อสินค้าในโฆษณาได้เป็นร้อยชนิด แต่กลับบอกชื่อต้นไม้ในท้องถิ่นของตัวเองได้ไม่ถึงสิบชนิด

โดนเต็มๆเลยครับ Hot! Hot! Hot!

อีกประโยคนึงที่ชอบคือประโยคนี้ครับ...

มนุษยชาติ ก็ควรดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อทุกการกระทำ


ซึ่งประโยคหลังสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดีเลยล่ะครับ confused smile

#2 By SkyKiD on 2008-04-16 04:07

เท่าที่อ่านนี้ ผมน่าจะชอบเรื่องนี้มากกว่า An Inconvenient Truth แฮะ
เพราะรู้สึกว่าจริงๆแล้ว AIT มันไม่ใช่สารคดีโลกร้อน แต่เป็นสารคดีชีวิตอัล กอร์ ซะมากกว่า

#3 By nanoguy on 2008-04-16 04:11

ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง

Hot! Hot! Hot!

#4 By ๛Girl In Game๛ on 2008-04-16 04:50

น่าดูเลยครับ
Quote ที่ยกมาโดนใจเต็มๆ

#5 By plynoi แว่วศรี on 2008-04-16 09:52

สงสัยเราคงไม่มีโอกาสที่จะเห็นเทคโนโลยีล้ำสมัยแบบในหนัง ไซไฟแน่ๆ
เพราะว่าเรากำลังจะสร้างโลกใหม่ให้เป็นแบบหนังปีศาจสยองขวัญ
ที่ในโลกเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงของนรก และซากศพของคนตายsad smile

#6 By ilumin on 2008-04-16 10:46

ต่อไปโลกคงเหลือแต่แมลงสาปครับ
น่าเอาไปโพสต์ในห้องหว้ากอ จังเลยครับ
นาย กาลามะชน จะบอกว่าตัวเองเก่งกว่า สตีเฟ่น ฮอว์คิง รึเปล่า
หวังว่าเขาจะไม่เกรียนขนาดนั้น question

(ปล. ยังไม่ได้โพสต์น่ะครับ แต่ถ้าพี่ศิชนอนุญาติ อาจจะทำทีไปถามๆเรื่องสารคดีเรื่องนี้ ในห้องนั้น แต่คงไม่ปล่อย link ให้เกรียนตามมาที่นี่)

#8 By Detonator on 2008-04-16 11:46

#8
อย่าเลยครับ เดี๋ยวก็มีใครเอาหลักกะลามสูตรมาลงอีก
อยากให้เรื่องนี้อยู่ในกลุ่มของภาพยนตร์ต่อไปมากกว่า
อีกประการ เรื่องนี้ไม่ได้เล่นประเด็นโลกร้อนเท่าไรครับ

#10 By Chubby Chocobo on 2008-04-16 12:12

โอ้โหแฮะ ได้ใจมากค่ะ Hot!

...และตอนนี้อำนาจที่เหนือกว่าก็คืออุตสาหกรรมน้ำมันฟอสซิล...

ชอบๆๆ

#11 By 'ออม' เองงับ on 2008-04-16 12:12

สรุปได้ดีนิครับ

ถึง​สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจนมนุษย์อาศัย​อยู่​ไม่​ได้​ ​มันก็​เป็น​เรื่องของมนุษย์หน้า​โง่ครับ​ ​โลก​ไม่​ได้​เดือดร้อน
​สิ่งมีชีวิตแบบ​ใหม่​ซึ่ง​ปรับตัว​เข้า​กับ​สภาพอากาศแบบ​ใหม่​ได้​ดีกว่า​เรา​ ​ก็ครองโลกใบนี้​แทนเรา​ ​เท่า​นั้น​เองครับ


Fact ไม่ต้องมีหลักกาลามสูตรมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเนอะครับ

เอาจัดให้ Hot!
- -' เรื่องนี้คง ไม่ได้ดู อีกแน่เลย....

ไปดูมาเยอะเกินไปแล้วช่วงนี้...

แต่ ประโยคนี้ จริงอย่างแรง


"เพราะพวกเขาตอบสนองต่ออำนาจที่เหนือกว่า"

#13 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-04-16 15:52

เพิ่งเห็นบนชั้นในร้านเช่า DVD เมื่อคืนนี้แหม็บๆ เลยครับ
ขี้เกียจอ่านหลังปก เลยสงสัยอยู่ว่ามันอะไรเหรอ
ได้คำตอบพอดี confused smile

#14 By Bickboon on 2008-04-16 16:21

ผมไม่เชื่อทฤษฎีโลกร้อนนะคับ
แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอื่นที่ไม่เชื่อถึงต้องต่อต้านทั้ง ๆที่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันก็ไม่ดีต้องสิ่งแวดล้อมแหงๆอยู่แล้ว embarrassed

#15 By Kijibo on 2008-04-16 23:42

angry smile Hot!

#16 By chichi on 2008-04-17 01:14

ประวัติศาสตร์โลก 1 ปี ที่มีมนุษย์ 15 นาทีนั่นผมกำลังจะเอามาเขียนลงบล็อกพอดีเลยครับ ^^

แต่สารคดีเรื่องนี้ เท่าที่อ่านท่าทางน่าจะเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของคนให้เข้ากับโลกมากกว่า ซึ่งมันก็คงมีอะไรใหม่ๆให้เราปรับตัวเรื่อยๆหละครับ
ได้อ่านเรื่อง โลกชั่วโมงที่11 จากไทยรัฐเมื่อวันอาทิตย์พอดีค่ะ ชอบค่ะ อ่านแล้วรู้สึกได้จิงๆว่า... หลายๆ อย่าง ซึ่งพูดแล้วพูดอีกก็... (แทบจะ)เหมือนเดิม กับโลกใบนี้ พฤติกรรม การกระทำ(และสันดานบางอย่าง)ของมนุษย์... เราจะช่วยโลกได้จิงๆ น่ะหรอ?? สงสัยว่า นี่อาจจะเปนอีกหนึ่งคำถามที่รอคำตอบและรอดูผลในอีกหลายสิบปี หรืออาจไม่มีเวลาให้ดูทั้งคำตอบและผลเลยก็ได้


big smile

#18 By Am: Pimpon on 2008-04-17 01:44

ถ้าตามนิยายวิทยาศาสตร์หลายฉบับ

ผมว่ามนุษย์น่าจะอาศัยอยู่ใต้ดินครับ

ตำนานที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ใต้ดิน

อาจจะไม่เกินเลยความจริงในอนาคตก็ได้

สมัยสงครามเย็น อเมริกาเคยขุดดินทำเมืองอยู่ 2 แห่ง(ตอนนี้แห่งหนึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว ที่ไหนก็จำไม่ได้เหมือนกัน???)

ไว้สำหรับบรรดาผู้นำ และไฮโซสังคมชั้นสูง

เพราะตอนนั้นสุ้มเสี่ยงเหลือเกินที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์

ก็อเมริกากับสหภาพโซเวียตนั่นแหละครับ

และอย่าลืมประเทศพวกนี้ยังมีนิวเคลียร์เหลืออยู่นะครับ

นอกเรื่องไปซะนาน ... วกเข้าเรื่องก่อนดีกว่า

ผมว่าไม่ใช่แค่โลกร้อนแล้วล่ะที่ธรรมชาติลงโทษมนุษย์

ในฐานะที่มีความทะยานอยากเอาชนะธรรมชาติ

และความต้องการบริโภคที่ไร้ขีดจำกัด (คนเพิ่มก็ต้องกินเพิ่มตามไปด้วย)

ท้ายที่สุดมนุษย์ที่(อาจจะ)เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

ในอนาคตข้างหน้า (ไม่รู้จะถึงอีกร้อยปีรึเปล่า)

ก็จะกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดของ....

สิ่งมีชีวิตที่ครองโลกต่อจากมนุษย์เราด้วยล่ะมั้ง???

ปล. ผมก็อยากดูหนังเรื่องนี้เหมือนกันครับ

#19 By Juninyá on 2008-04-17 21:30