The 11th Hour : ชั่วโมงสุดท้ายของมนุษยชาติ
posted on 16 Apr 2008 03:12 by chubby in Environment, Movie-review.
ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติพึ่งปรากฏขึ้นในชั่วโมงสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม
...15 นาทีก่อนเที่ยงคืน...
ดูเผินๆ แล้ว The 11th Hour เป็นภาพยนตร์เชิงสารคดีในแนวเดียวกับ An Inconvenient Truth
ที่กล่าวถึงวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อมที่ดาวเคราะห์โลก...หรือจริงๆ แล้วคือเผ่าพันธุ์มนุษย์...กำลังเผชิญหน้าอยู่
ข้อแตกต่างที่ชัดเจน คือ An Inconvenient Truth นำเสนอวิกฤติการณ์โลกร้อนเป็นหลักเพียงเรื่องเดียว
และมีนาย อัล กอร์ อดีตผู้แข่งขันชิงตำแหน่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินเรื่องหลักเพียงคนเดียว
จึงง่ายต่อการคัดค้านทฤษฎีโลกร้อนรวมไปถึงการโจมตีเรื่องส่วนตัวอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนแต่อย่างใด
ถึงแม้ An Inconvenient Truth จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในบางทฤษฎี หรือมีการนำเสนอที่ดูร้ายแรงเกินจริง
แต่จากกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามนำชื่อ รีเวลล์ บุคคลแรกๆ ของโลกที่ที่ออกมาเตือนถึงอันตรายของสภาวะโลกร้อน
(และเป็นอาจารย์ของ อัล กอร์ ที่ฮาวาร์ด) มาโจมตี อัล กอร์ เสียเอง ก็ไม่ทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือกว่ากันเท่าไร
.
เพื่อลดทอนอุปสรรค ปัญหาและความขัดแย้งดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน An Inconvenient Truth ออกไป
The 11th Hour จึงพูดถึงประเด็นโลกร้อนเพียงไม่กี่นาที และให้ความสำคัญเพียงตัวแปรตัวหนึ่งเท่านั้น
โดยหลักการที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในหนังคือ เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์กับห่วงโซ่พลังงาน เท่านั้นเองครับ
นักเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมคงจะพอจำได้ว่า นี่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สุด ที่สอนในเรื่องระบบนิเวศวิทยาเลยทีเดียว
ดังนั้นถ้าท่านเห็นใครเอาทฤษฎีโลกเย็นมาพูดล่ะก็แสดงว่าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ และนั่งเทียนเขียน 100%
กับดักขั้นที่สอง การใช้ดารานักแสดงอย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ (จากเรื่อง Titanic ฯลฯ) ในการโปรโมต
ซึ่งคาดว่าสามารถหลอกล่อกลุ่มบุคคลที่ชอบออกมาโจมตีเรื่องส่วนตัวได้อย่างสบาย ไม่แพ้กรณีของ อัล กอร์
แต่คนที่ได้ดูจริงๆ จะเห็นว่าเขาโผล่มาแค่ตอนเปลี่ยนบทเท่านั้น โผล่หัวน้อยกว่าแขกรับเชิญหลายรายเสียอีก
.
ถ้าเช่นนั้น The 11th Hour พูดถึงเรื่องอะไร ?
.
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้พูดถึง วิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากการวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์เอง
โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ความสามารถในการพัฒนาเครื่องมือใช้งาน
ตามด้วยหลักการพื้นฐานที่สุดของระบบนิเวศวิทยาเรื่องห่วงโซ่พลังงาน (และไม่เพิ่มอะไรให้วุ่นวายไปกว่านี้)
เพื่ออธิบายว่า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นตอมาจากแสงอาทิตย์รูปแบบหนึ่งได้อย่างไร
จุดเปลี่ยนจากการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้คาร์บอนพลังงานสูงเป็นเชื้อเพลิงในการเพิ่มอัตราการผลิต, การขนส่ง
กำเนิดแนวความคิดตีค่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นแหล่งทรัพยากร (Resource) ที่ใช้ไม่มีวันหมด
สร้างวิถีชีวิตที่ตัดขาดจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จนมนุษย์ทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากนักบินที่ใช้ชีวิตในอวกาศ
สามารถจดจำชื่อสินค้าในโฆษณาได้เป็นร้อยชนิด แต่กลับบอกชื่อต้นไม้ในท้องถิ่นของตัวเองได้ไม่ถึงสิบชนิด
.
แขกรับเชิญในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาครับ ตั้งแต่สารพัดองค์กร NGO ที่บ้านเราไม่เคยได้ยิน
อาจารย์มหาวิทยาลัย นักคิดนักเขียน อดีตผู้อำนวยการ CIA อดีตประธานาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาวิชา
นักสมุทรศาสตร์ ดาราศาสตร์ บาทหลวง นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ทางการเงิน นักเศรษฐศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง สตีเฟ่น ฮอว์คิง (แฟนพันธุ์แท้คงเข้าใจดีว่าทำไมเขาจึงมาได้แต่เสียงกับภาพนิ่ง)
และผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอีกมากมายหลายแขนงเล่นเอาผมอึ้งไปเลยครับว่ารวบรวมมาไว้ด้วยกันได้อย่างไร
แต่ การมีผู้เชี่ยวชาญมาเล่าเรื่องมากไป อาจเป็นจุดที่ทำให้เรื่องนี้ดูน่าเบื่อกว่า An Inconvenient Truth
ทว่าวิถีชีวิตของพวกเราดำเนินใน The 11th Hour นั้น มันยิ่งกว่า An Incovenient Truth เสียอีก
วิถีชีวิตที่ล้างผลาญทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ และผลิตของเสียมากขนาดนี้ มันยากที่จะหักล้างได้ครับ
.
.
ทำไมล่ะ ก็เพราะพวกเขาตอบสนองต่ออำนาจที่เหนือกว่า
และตอนนี้อำนาจที่เหนือกว่าก็คืออุตสาหกรรมน้ำมันฟอสซิล"
ประธานรีดีไฟน์นิ่ง โปรเกรส
.
ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ริค ฟิลซ์
อดีตสมาชิกอาวุโสโครงการวิทยาศาสตร์เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางอากาศของสหรัฐอเมริกา
.
พิธีกร : คุณรับผิดชอบในการตรวจแก้ไขต้นฉบับ "Our Changing Planet"
...............คุณส่งร่างไปที่ทำเนียบขาว, เกิดอะไรขึ้นครับ ?
.
ริค : มันถูกตีกลับมา เอ่อ...พร้อมกับลายมือแก้ไขบนกระดาษเต็มไปหมด
..........โดย...เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
พิธีกร : เจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นใครครับ ?
ริค : ฟิล คูนีย์
พิธีกร : เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่าครับ ?
ริค : เปล่า...เขาเป็นนักกฎหมาย...และเป็นล็อบบี้ยิสต์ของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน...
.
.
หลังจากนำเสนอภาพความหดหู่ฮาร์ดคอร์ที่ไม่เกินจริง เกี่ยวกับการล้างผลาญทรัพยากรและของเสียที่เกิดขึ้น
ช่วงครึ่งหลังภาพยนตร์ได้นำเสนอทางออกของปัญหา จำนวนไม่น้อยสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน
รวมถึงอุปสรรคข้อติดขัดที่ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร
การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้มนุษย์นุ่งหนังสัตว์ แล้วเก็บกินผลไม้ตามป่านะครับ
แต่เป็นการคิดค้นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เช่น เราต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากผลิตเหล็กกล้า
ในขณะที่ แมงมุมสามารถผลิตเส้นใยที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กถึง 5 เท่าได้ในสภาพอุณหภูมิและความดันปรกติ
การเลียนแบบการทำงานต้นไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ผลิตออกซิเจน ไม่มีของเสียจากการผลิต
ซึ่งทำงานให้มนุษย์ฟรีๆ ในปีหนึ่งๆ มีผู้ลองคำนวณแล้วมีมูลค่าเกือบ 2 เท่า ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งโลก
.
หากเราไขปริศนาของธรรมชาติได้ โดยไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติ เราคงดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อีกนานครับ
หากเราคิดเอาแต่ชนะธรรมชาติ ล้างผลาญทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีไร้ประสิทธิภาพ เราคงสูญพันธุ์เร็วๆ นี้
.
สรุป
ไม่ว่าโลกจะร้อนหรือไม่ร้อน มนุษยชาติก็ควรดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อทุกการกระทำ
แต่ถ้าไม่อยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญพันธุ์ ก็ไม่เป็นไรครับ โลกยังคงอยู่เหมือนเดิม
ถึงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจนมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องของมนุษย์หน้าโง่ครับ โลกไม่ได้เดือดร้อน
สิ่งมีชีวิตแบบใหม่ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศแบบใหม่ได้ดีกว่าเราก็ครองโลกใบนี้แทนเรา เท่านั้นเองครับ
#1 By renkung on 2008-04-16 03:31