จากไซโคลนถล่มพม่า สู่แผ่นดินไหวสะเทือนจีน
posted on 17 May 2008 18:32 by chubby in Environment.
เข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2551 ไม่ทันไร เพื่อนบ้านเรา 2 ประเทศก็ประสบภัยธรรมชาติ 2 แบบในเวลาไล่เลี่ยกัน
เหตุการณ์แรก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พายุไซโคลนนาร์กิส ถล่มพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำอิรวดีของประเทศพม่า
10 วันต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ที่สอง วันที่ 12 พฤษภาคม เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในมณฑทลเสฉวนของประเทศจีน
ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีรายละเอียดหลายอย่างที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ เราลองติดตามดูนะครับ
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิสและแผ่นดินไหว
.
เหตุการณ์ที่ 1
.
วันที่ 27 เมษายน 2551 กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ตรวจพบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในอ่าวเบงกอล
และพัฒนาจนกลายเป็นพายุไซโคลนในวันต่อมา นับเป็นพายุลูกแรกของมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือของปีนี้
ในตอนแรกที่ผมเห็นแผนที่อากาศ ก็เดาว่าเส้นทางเดินของพายุน่าจะพัดเข้าสู่บังคลาเทศเหมือนค่าสถิติเก่าๆ
แต่พอถึงวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2551 ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเส้นทางเดินของพายุไซโคลนนาร์กิสพัดเข้าสู่พม่า
ทางกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียได้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าไปยังทางการพม่าแล้ว ทว่าไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด
.
.

ภาพ : แผนที่อากาศ วันที่ 27 - 28 เมษายน 2551
.
ไม่ว่าจะเป็นเพราะทางการพม่า มัวแต่ติดพันอยู่กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ
หรือไม่ใส่ใจที่จะเตรียมพร้อม หรือเกิดความประมาทว่า ไซโคลนนาร์กิสคงไม่ก่อความเสียหายรุนแรงสักเท่าไร
เมื่อ นาร์กิส ซึ่งเป็นพายุไซโคลนระดับ 4 (Category 4) มีความเร็วลมสูงสุดวัดได้ 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขึ้นฝั่งพม่าเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 2 พฤษภาคม อันเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ประชาชน ในพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี จึงกลายเป็นเหยื่อเซ่นสังเวยประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลไป
.
.

ภาพ : พายุไซโคลนนาร์กิสขณะขึ้นฝั่งประเทศพม่า
.
.

ภาพ : เส้นทางของพายุไซโคลนนาร์กิส
.
เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยหรือสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นั้น ประเทศพม่ายังนับว่ายังโชคดี
เมื่อความด้อยพัฒนาในหลายด้าน ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลของพม่ามีป่าชายเลนหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก
ความเสียหายจากสึนามิจึงมีน้อยกว่าหลายประเทศที่ทำลายพื้นที่ชายป่าเลนเพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
แต่คราวนี้ พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี ไม่โชคดีหรือมีตัวช่วยแบบทางใต้ของประเทศอย่างเหตุการณ์ครั้งก่อน
เมื่อพลังของนาร์กิสหอบกำแพงน้ำทะเล 3.5 เมตรใส่พื้นที่ที่มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 3 เมตร
แถมบ้านเรือนในพื้นที่นี้เป็นอาคารชั่วคราว เหมือนเพิงที่เราเห็นทั่วไปตามท้องทุ่งนา แล้วมันจะเหลืออะไรครับ
.
.

ภาพ : ความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิส
.
จากปัญหาการเมืองการปกครองภายในประเทศ ทำให้พม่าถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศหลายต่อหลายครั้ง
และแทบไม่เคยปรากฏว่า พม่าเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเลย ยกเว้น ภัยธรรมชาติในคราวนี้
นั่นย่อมแสดงว่าสถานการณ์เลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเลวร้ายเกินกว่าที่พม่าจะรับมือไหวจริงๆ
แต่จากหลายสาเหตุผสมรวมกัน ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า และเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ
ด้วยความหวาดระแวง ทำให้ทางการพม่าปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ทีมช่วยเหลือเดินทางเข้าประเทศหลายครั้ง
จนยอดผู้เสียชีวิตหลังพายุพัดผ่านไปแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากขาดแคลนน้ำที่สะอาด อาหาร ยารักษาโรค
.
.

ภาพ : พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี ก่อนและหลังพายุไซโคลนนาร์กิส
.
.

ภาพ : ผู้เสียชีวิต สัตว์เลี้ยงที่ล้มตาย พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย
.
ยอดความเสียหาย (ยังไม่แน่นอน เนื่องจากการได้ข้อมูลที่ชัดเจนจากทางการพม่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก)
ผู้เสียชีวิตกว่า 134,000 คน และคาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 300,000 คน ค่าเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้าน $
ประกอบกับที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี เป็นพื้นที่ผลิตข้าวและเนื้อสัตว์มากกว่าครึ่งซึ่งใช้บริโภคภายในประเทศ
คาดว่าประชากรภายในประเทศพม่าจะประสบกับปัญหาความอดอยากต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี
ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทย ปัญหาแรงงานต่างด้าวจนถึงอาชญากรรมประเภทอื่นๆ
.
.
ปล. ผู้ชื่นชอบเรื่องลี้ลับที่หาคำอธิบายไม่ได้ อาจสนใจกรณีที่ "โหร" ทำนายทายทักให้ย้ายเมืองหลวงใหม่
จาก ย่างกุ้ง (Rangoon) ไป เนปิดอ (Naypyitaw) แต่ก็มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกันว่า
เมืองหลวงใหม่ ปลอดภัยจากการโจมตีทางทะเลมากกว่า (จากกรณีตัวอย่าง กรุงแบกแดด ของประเทศอิรัก)
หรือ ปลอดภัยจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่า ฯลฯ
.
.

ภาพ : แผนที่ประเทศพม่า
.
เดิมทีเมืองหลวงใหม่ของพม่ายังค่อนข้างร้างผู้คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้คน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของทางการ
แต่จากเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส อาจทำให้เมืองหลวงใหม่ของพม่า มีผู้คนย้ายไปพำนักอาศัยกันมากขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ในอนาคต ช่องทางการค้าตามแนวชายแดนด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีศักยภาพสูงขึ้น
ย่อมส่งผลให้การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมระหว่างเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน มีความคุ้มค่าน่าลงทุนยิ่งขึ้นด้วย
.
.
.
เหตุการณ์ที่ 2
.
วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:28 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.9 ริกเตอร์ขึ้น
ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน (ซึ่งประเทศจีนพึ่งประสบภัยพายุหิมะน้ำแข็งอย่างหนักเมื่อตอนต้นปีไปหมาดๆ)
ทางการจีนระดมกำลังตำรวจทหารนับแสนเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน (กวาดหิมะแล้วก็ไปกวาดซากตึกต่อ)
สิ่งที่ต่างกันคือ แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากว่า จะเกิดขึ้นตรงจุดไหน หรือเวลาใด
ส่วนพายุเขตร้อน ยังต้องอาศัยเวลาในการก่อตัวและเดินทางจากทะเลหรือมหาสมุทรก่อนเข้าสู่ชายฝั่งอยู่บ้าง
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
.
ในด้านความช่วยเหลือจากนานาประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับพม่า แม้จะดูไม่คึกคักเท่า แต่ก็เรียบร้อยกว่ามาก
เพราะทางจีน มีเจ้าหน้าที่และงบประมาณมากอยู่แล้ว (แม้ช่วงนี้ จะหมดไปกับการเตรียมงานโอลิมปิกก็ตาม)
จากบริบทการเมืองการปกครองภายในประเทศ ทำให้จีนมีประสบการณ์เรื่องการระดมกำลังเจ้าหน้าที่สูงมาก
เพียงพริบตา ตำรวจและทหารก็เข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยเรียบร้อยแล้ว แม้เครื่องไม้เครื่องมือจะไม่พร้อมก็ตาม
สิ่งที่ทางการจีนต้องการน่าจะเป็นเครื่องมือกู้ภัยมากว่า เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปกู้ภัยนั้นมีมากอยู่แล้ว
.
.

ภาพ : ความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
.
เห็นได้ชัดเจนว่า ความพร้อมด้านพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทำให้ระดับความเป็นห่วงของผู้คนแตกต่างกันไปด้วย
กรณีเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส ทุกฝ่ายเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ
ถ้าทางการพม่ายังทำงานแบบนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดและความอดอยากอาจแซงหน้าพายุก็เป็นได้
กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศจีน โลกภายนอกมั่นใจ (หรืออยากจะดู) ประสิทธิภาพการทำงานของจีน
จึงเจียดเวลาไปให้ความสนใจชะตากรรมของผีกาก้า เอ้ย หมีแพนด้า ที่ศูนย์ฯ แพนด้าซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลนี้ได้
.
ยอดความเสียหาย (เบื้องต้น)
ผู้เสียชีวิตกว่า 65,000 คน บาดเจ็บกว่า 360,000 คน สูญหายกว่า 23,000 คน
.
.
.
คำถามทิ้งท้าย
.
1. ถ้ามีพายุฝนเขตร้อนเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1.5 เมตร
ท่านคิดว่าผู้ว่า กทม. เจ้าหน้าที่ และเครื่องสูบน้ำทั้งหมด จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่
2. ถ้าเกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 6 ริกเตอร์กลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมาตรฐานการก่อสร้างอาคารเป็นเลิศ (?)
ท่านคิดว่ารัฐบาลไทยซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานเป็นเยี่ยม (?) จะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไหวหรือไม่
.
.
.
Related Links
ภัยธรรมชาติทั้งสองใกล้ไทยแค่ปลายจมูก !!!
#1 By Eddy on 2008-05-17 18:52