เศรษฐกิจพอเพียง ทุนนิยมเพียงพอ
posted on 19 May 2008 08:33 by chubby in Social-review.
นับตั้งแต่แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเป็นต้นมา ภาพฝันที่หลายคนอยากจะเห็นคือ
ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับโลกตะวันตก วิถีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพแบบชาวตะวันตก
โดยตั้งความหวังว่าการฉีดยาโด๊ปให้ระบบเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน
แต่ 30 ปีผ่านไป ผลข้างเคียงจากยาโด๊ปคือ ความแตกต่างระหว่างชนชั้น เกิดอาการรวยกระจุก - จนกระจาย
สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เท่าเทียมกัน เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ความแตกแยกในสังคมเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โรคต้มยำกุ้งระบาดในปี พ.ศ. 2540 ภาพฟองสบู่ลวงตาแตกโพละกันถ้วนหน้า
เป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานต่างๆ พากันหยิบยกเอา หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(ซึ่งพระองค์ทรงดำเนินการก่อนฟองสบู่จะแตกมานานหลายสิบปีแล้ว) มาประชาสัมพันธ์กันอย่างกว้างขวาง
.
หลักเศรษฐกิจพอเพียง
.
และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว
ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ
เศรษฐกิจพอเพียง มิได้หมายความว่าต้องทำกินทำใช้เองทั้งหมด หากแต่ทำได้เพียงหนึ่งในสี่ก็เพียงพอ
แต่มีการจัดการที่ดี เริ่มจากการพึ่งตนเองระดับครอบครัว ไปสู่ระดับชุมชน เครือข่าย ทำงานเป็นองค์กร
เป็นสหกรณ์ และไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงระดับชาติ จากเศรษฐกิจพื้นฐานไปสู่เศรษฐกิจก้าวหน้า
ทำธุรกิจการค้าอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้อย่างมั่นคง
.
เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ไม่ใช่การถอยหลังกลับไปอยู่ในยุคโบราณ
ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจยังชีพ (Subsistent Economy) ซึ่งผู้คนหาอยู่หากินกับธรรมชาติ ไม่มีการสะสม
ซึ่งวันนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะสังคม (และสิ่งแวดล้อม) ได้เปลี่ยนไป ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ก็หมดไป
แต่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นการสืบทอดคุณค่าของอดีต ที่สามารถจัดการชีวิต และพึ่งพาตนเองได้
ต้องอาศัยความรอบรู้ ความระมัดระวัง อาศัยวิชาการในการวางแผน และดำเนินการทุกขั้นตอน
ด้วยการที่มีนามธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ช่วงแรกๆ หลายคนนึกภาพเศรษฐกิจพอเพียงแบบรูปธรรมไม่ออก
และในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีการนำเสนอแนวคิดทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หลายคนจึงเข้าใจว่า แนวคิดทฤษฎีใหม่ คือ รูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็ถูกต้อง...แต่บางส่วนนะครับ
แนวคิดทฤษฎีใหม่ ดำเนินไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้มีแค่แนวคิดทฤษฎีใหม่
รายละเอียดตรงนี้จะขยายความในตอนหลัง ตอนนี้เรามาดูรายละเอียดของ แนวคิดทฤษฎีใหม่ กันก่อนดีกว่า
.
แนวคิดทฤษฎีใหม่
.
ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดแคลนน้ำเพื่อเกษตรกรรม
ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย
1. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร
2. มีการคำนวณโดยหลักวิชาการ เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บ ให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกตลอดปี
3. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
.
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1
.
การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ในอัตราส่วน 30:30:30:10 หมายถึง
พื้นที่ส่วนที่ 1 ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ
เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่างๆ
พื้นที่ส่วนที่ 2 ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน
เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่าย สามารถพึ่งตนเองได้
พื้นที่ส่วนที่ 3 ประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภค ก็นำไปจำหน่ายได้
พื้นที่ส่วนที่ 4 ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าว เป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น
สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝน ฯลฯ
.
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2
.
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็เริ่มขั้นที่ 2
คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจดำเนินการในด้าน
1. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
2. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
3. ความเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
4. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
5. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
6. สังคมและศาสนา
กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
.
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3
.
เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่ 2 แล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่ 3 ต่อไป
คือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร บริษัท ห้างร้านเอกชน ช่วยการลงทุน
พัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
- เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา
- ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำโดยซื้อข้าวเปลือกโดยตรงจากเกษตรกรมาสีเอง
- เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะซื้อเป็นจำนวนมาก ผ่านสหกรณ์ ราคาขายส่ง
- ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
.
ทั้งหลักเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวทางน่าที่สนใจ
และประกอบไปด้วยความเป็นสากลอยู่สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักการบริหารความเสี่ยงของสายเศรษฐศาสตร์
หรือ เรื่องความหลากหลายขององค์ประกอบซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคงในระบบนิเวศของสายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ทว่า ปัญหาอยู่ที่ "สามัญชน" ทั้งหลาย ซึ่งนำเอาหลักการของพระองค์ไปใช้แบบตกๆ หล่นๆ เสียมากกว่า...
.
ตัวอย่าง วรรคหนึ่งของหลักเศรษฐกิจพอเพียงว่า "ทำธุรกิจการค้าอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้อย่างมั่นคง"
มักถูกคนบางกลุ่มตัดทิ้งไปพร้อมๆ กับคำอธิบายในวรรคต่อมาว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจยังชีพ"
แม้กระทั่ง การอาศัย "วิชาการในการวางแผน และดำเนินการทุกขั้นตอน" บางครั้งก็ถูกตัดตอนออกไปด้วย
ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า "คนบางกลุ่ม" ต้องการให้เศรษฐกิจพอเพียงมีภาพลักษณ์ออกมาอย่างไรกันแน่ ?
.
ตัวอย่าง แนวคิดทฤษฎีใหม่ขั้นตอนที่ 2 - 3 ซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับ "การตลาด การเงิน การลงทุน" นั้น
แม้กระทั่งในแผ่นพับหรูๆ ของ "บางหน่วยงาน" ที่เกี่ยวข้องยังหาได้ยากที่จะกล่าวถึงขั้นตอนที่ 2 - 3 เลย
ประกอบกับเร็วๆ นี้ ผมเจอ คนระดับปฏิบัติงาน ที่พูดออกมาด้วยอารมณ์ราวกับว่า "การตลาด" คือซาตาน
คือความเลวร้ายที่ทำให้ทฤษฎีใหม่ของเบื้องบนต้องแปดเปื้อน ทั้งๆ ที่มันถูกระบุเอาไว้ในต้นทางแล้วแท้ๆ
.
ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เนื้อหาที่ถูกตัดออกไปนั้น เป็นเพราะภาพมันผูกอยู่กับ "ฝ่ายตรงข้าม" หรือเปล่า
พอเขียนมาถึงตรงนี้ปุ๊บ มันก็เริ่มเฉียดเข้าไปหายัง "ประเด็นละเอียดอ่อน" ที่เชื่อมโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูง
ไม่ว่าจะเป็น >Beep< หรือ >Beep< ซึ่ง >Beep< ต่าง >Beep< ก็ >Beep< และ >Beep<
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องนี้ ผมชิงเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนดีกว่า ขอข้ามไปยังประเด็นถัดไปเลยนะครับ
.
.
.
จากที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้มีแค่แนวคิดทฤษฎีใหม่ แต่การทำการเกษตรตามทฤษฎีใหม่
เป็นการอธิบายหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่ง สำหรับชาวบ้านธรรมดา
โดยช่วงที่ผ่านมา สสส. ได้ปล่อยโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องราวพวกนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ละอันเด็ดๆ ทั้งนั้น
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า "อยู่อย่างพอเพียง ไม่ใช่อยู่อย่างจน" ครับ (ออกจะร่ำรวยยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ)
.
http://www.porpeanglife.com/2008/ <--- ดูได้ที่เว็บโดยตรง โหลดเร็วกว่า ภาพเสียงคมชัดกว่า
.
.
คลิป : เกษตรประณีต
คลิปนี้เป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง การทำเกษตรประณีต (เกษตรผสมผสาน) และ การทำเกษตรเชิงเดี่ยว
สอดคล้องกับนโยบายทางการเกษตรของไทย ที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร ปล่อยให้เกษตรกรปลูกพืชตามยถากรรม
สุดท้าย ผลผลิตล้นตลาด, ราคาตก ขาดการควบคุมคุณภาพ, ราคาก็ตกอีก เป็นหนี้สินจากค่าปุ๋ยค่ายาบานตะไท
เกษตรประณีต เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรับมือความไม่ค่อยเป็นมืออาชีพด้านการจัดการของรัฐบาล
.
.
คลิป : ชุมชนเป็นสุข
คลิปนี้เป็นตัวอย่างการประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น
เพียงเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิต บวกความสมานฉันท์อีกนิด อาจเกิดอะไรดีๆ ย้อนกลับมามากกว่าที่คิด
เราไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาซื้อรถซื้อทีวี เพราะถ้าเราดำเนินชีวิตแบบนี้เดี๋ยวก็มีเงินเหลือไปซื้อรถซื้อทีวีเองล่ะครับ
(มนุษย์เงินเดือน ที่ทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น ตามเมืองใหญ่ๆ ข้ามไปเลยครับ ท่าจะทำได้ลำบาก)
.
.
.
Related Links
ขอบคุณสำหรับรายละเอียดครับ
ไปอยู่ต่างจังหวัด หลายวัน...ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้าน
เราคงต้องเริ่มจากครอบครัวเราก่อน
ว่าแล้วไปดู ต้นไม้บนดาดฟ้าดีกว่าอิอิ
#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-05-19 09:46