.
Jon Elster นักทฤษฎีทางสังคมและการเมืองชาวนอร์เวย์ ผู้ศึกษาค้นคว้าด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
ผลงานเด่น Analytical Marxism, Neoclassical Economics, Public Choice Theory
ทฤษฎีที่เข้ากันกับสถานการณ์บ้านเมืองใน ประเทศใคร ขณะนี้คงหนีไม่พ้น Public Choice Theory
ที่เกี่ยวกับกลยุทธ์การร่วมมือกัน (ไม่ว่าทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือทางการเมือง) ได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว
โดยมุ่งเน้นไปที่การร่วมมือกันชุมนุมประท้วงโดยกลุ่มคนแปลกหน้า มากกว่ากลุ่มคนที่อยู่ภายในระบบอุปถัมภ์
.
อ้างอิงและดัดแปลงจาก
คนแคระบนบ่ายักษ์, แพทย์ พิจิตร : มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 1,450 หน้า 41
.
ขอย้ำว่า เนื้อหาหลักกล่าวถึงทฤษฏีของกระบวนการก่อม็อบ ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของม็อบใดม็อบหนึ่ง
เพราะตามหลักจิตวิทยา ผู้เข้าร่วมม็อบ จะยึดเอาความรู้สึกครั้งแรกที่ตนเองเข้าร่วมและยึดถือสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร หรือแกนนำเปลี่ยนประเด็นแค่ไหน ผู้เข้าร่วมม็อบจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเขียนถึงวัตถุประสงค์ของม็อบ เพราะอย่างไรเสีย "กูก็จะxxx" อยู่ดีนั่นล่ะ
เนื้อหาหลักใน Entry จึงเน้นที่ทฤษฎีของ Elster, ใครจะร้อนตัวก็ช่วยไม่ได้ครับ, ทฤษฎีไม่ได้ระบุชื่อนี่นา
.
.
ขั้นที่ 1
.
Jon Elster ได้กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นของการก่อม็อบเอาไว้ว่า
.
1. ถ้าทุกคนเป็นคนมีเหตุผลหมด แสวงหาผลประโยชน์สูงสุด และเล็งผลเป็นเลิศ (Outcome-Oriented)
ถ้าหากทุกคนรู้ว่ามีแนวโน้มล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ทุกคนก็จะไม่ทำ ความร่วมมือในการชุมนุมก็จะไม่เกิดขึ้น
(หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งต้องเป็นพวกไร้เหตุผล ประเภทเผาบ้านเพื่อฆ่าแมลงสาบ - เจ้าของบล็อก)
.
2. ความร่วมมือเกิดขึ้นได้ระหว่างคนที่มีแรงจูงใจหลายรูปแบบปนกันเท่านั้น (Mix-Motive Interaction)
แรงจูงใจแต่ละประเภทจะทำงานแบบรับช่วงต่อกันไปเป็นทอดๆ จนถึงจุดที่ทำให้การชุมนุมประท้วงเริ่มขึ้น
และดำเนินต่อไปได้ด้วยพลังในตัวของมันเอง (Momentum) จากเงื่อนไขเช่นนี้ เอลสเตอร์กล่าวว่ากระบวน
การก่อม็อบขั้นแรก ต้องหาผู้ที่มีแรงจูงใจประเภทประโยชน์นิยม หรือคนที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
.
.....พวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ (Selfless Utilitarian)
.....พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ (Full Utilitarian)
.
พวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ คือผู้ที่พร้อมสละเวลา แรงกาย แรงใจของตน หากเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้น
จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมแม้จะเข้าเนื้อตัวเองก็ตาม ปัญหาของพวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ คือ
ถ้าการเข้าร่วมครั้งนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น ทำให้คนจำนวนมากไปตายก่อนประท้วงเสร็จ ก็จะไม่เข้าร่วม
ดังนั้น แกนนำต้องสร้างภาพความรู้สึกว่า การประท้วงครั้งนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย คนกลุ่มนี้จึงจะยอมเข้าร่วม
.
พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ คือผู้ที่พร้อมสละเวลา แรงกาย แรงใจของตน หากเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้น
จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ปัญหาของพวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ คือ ต้องมีหลักประกันเรื่องจำนวนผู้
เข้าร่วมประท้วงที่มากพอ ดังนั้น แกนนำต้องพยายามทุกวิถีทางรวมจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้ได้มากที่สุด
เมื่อมีหลักประกันเรื่องจำนวนผู้ประท้วงว่ามากเพียงพอแล้ว พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ จึงจะยอมเข้าร่วม
.
.
ขั้นที่ 2
.
ถ้ามีพวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระอยู่มากพอ ก็จะดึงดูดให้พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบเข้าร่วมก่อม็อบได้
ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนและพลังมากขึ้น แต่ในกรณีที่หากลุ่มแรกไม่ได้ หรือได้ทั้งสองกลุ่มแต่จำนวนน้อย
ก็จำต้องหาผู้ที่มีแรงจูงใจแบบที่ 2 คือ นักร่วมมืออย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Cooperators)
ได้แก่ นักสิทธิมนุษยชน นักอุดมการณ์สูง ฯลฯ ซึ่งเป็นประเภทที่คล้ายพระ นักบุญ (Saint) หรือเป็นวีรชน
(Hero) ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ทนเห็นอะไรไม่ถูกต้องไม่ได้ เข้าทำนองได้ยินเสียงปี่เสียงกลองต้องออกท่าทันที
นอกจากนี้ พวกคลั่งอุดมการณ์แบบสุดโต่ง (Fanatics) กับพวกวิกลจริต (Mad) ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
.
ขั้นที่ 3
.
เมื่อรวบรวมผู้เข้าร่วมการประท้วงก่อม็อบ 2 กลุ่มแรกได้แล้ว ก็จะเป็นแรงดึงดูดให้คนกลุ่มที่ 3 มาเข้าร่วม
คือ กลุ่มผู้ไม่อยากขัดบรรทัดฐานเรื่องความเป็นธรรม (Norm of Fairness) เช่น เห็นคนอื่นจำนวนมาก
กำลังเสียสละเพื่อสังคมอยู่ จึงรู้สึกละอายใจ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการไม่กล้าขัดบรรทัดฐานของคนหมู่มาก
เช่น คนในบริษัทไปเข้าร่วมการประท้วงกัน ถ้าตนเองไม่ไปเข้าร่วมก่อม็อบด้วยก็อาจถูกอัปเปหิออกจากกลุ่มได้
ตัวอย่าง ม็อบรถเมล์หรือม็อบรถไฟ พนักงานคนใดที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วง ยังคงขับรถเมล์หรือรถไฟอยู่
จะถูกเพื่อนร่วมงานทำร้ายจนต้องยอมร่วมม็อบ (แล้วแกนนำม็อบก็นำเอาไปอ้างว่า มีผู้เห็นด้วยกับตนมากมาย)
.
ขั้นที่ 4
.
กลุ่มคนประเภทนี้ แรงจูงใจอยู่ที่กระบวนการชุมนุม ไม่ใช่จุดประสงค์ของการชุมนุมอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
เป็นประเภทไทยมุงเข้าร่วมด้วยความสนุก ความมันส์ หรือมาอาศัยสถานการณ์เพื่อใช้โปรโมตกลุ่มของตนเอง
ตัวอย่าง ไม่ว่าจะม็อบข้าวราคาตก น้ำมันแพง ฯลฯ ถ้าเห็นสื่อมวลชนเดินผ่านมา ให้ตะโกนด่าเหลี่ยมไว้ก่อน
จะเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของม็อบนั้นหรือเปล่า ไม่รู้ล่ะ ด่าเอามันส์ไว้ก่อน ระบายความอัดอั้นตันตูดของตนเอง
ทั้งนี้ยังไม่รวมบรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายที่มาขายอาหารเครื่องดื่ม เสื่อ หมวก ร่ม ขนม ยาดม ยาอม ยาหม่อง
หมวก เสื้อ กางเกง กางเกงใน ป้าย ธง ผ้าโพกหัว กระเป๋าและสารพัดของที่ระลึกที่ดูเข้ากับสถานการณ์นั้น
.
.
ใครอยู่ในกลุ่มไหน ก็ดูกันเอาเองนะครับ : )
.
.
.

ของแถม 1
.
แม้เราจะมีพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 มาตรา 53 เป็นบรรทัดฐาน ก็หนีไม่พ้นการเลือกปฏิบัติอยู่ดีครับ
.
โดยมาตรา 53 ข้อ 1 - 5 พรบ.นี้ กล่าวถึงบทลงโทษเกี่ยวกับ
- การประดิษฐ์รูป ตัวอักษร ตัวเลขหรือเครื่องหมายลงบนธง
- การชัก แสดงธง รูปจำลองของธง แถบสี บนที่ที่ไม่สมควร
.
ทั้งนี้ศาลจะดูมาตรา 54 เรื่องเจตนาการใช้ธงประกอบมาตรา 53 ด้วย เพราะถ้าไม่ใช้มาตรา 54 ประกอบ
การวาดธงชาติบนหน้าตอนเชียร์บอล นักกีฬาเอาธงชาติมาห่มเมื่อชนะก็จะกลายเป็นการผิดมาตรา 53 ไปด้วย
เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ามีการลงครบทั้งมาตรา 53 และ 54 ไอ้พวกกู้ชาติที่เปิดประเด็นนี้ตอนแรกหายหมดครับ
เพราะถ้าเล่นประเด็นนี้ต่อ พวกของตัวเองจะซวยหนักกว่าแม้วในเรื่อง ผลลัพธ์จาก "วัตถุประสงค์การใช้งาน"
.
.

ภาพ : ธงชาติใครเจ้าปัญหา
.
การประดิษฐ์รูปอักษรบนธงเพื่อขับไล่ทักกี้ ไม่ผิด เพราะกูอยู่ฝ่ายกู้ชาติ แม้วมันเลว มันจะรักสถาบันได้อย่างไร
การประดิษฐ์รูปอักษรบนธงเพื่อต้อนรับทักกี้ ผิด ต้องจับประหารชีวิต แม้วมันเลว มันจะรักสถาบันได้อย่างไร
.
อ่าน 2 บรรทัดนี้ให้ดีๆ แล้วพวกเราคงจะเข้าใจกันดีนะครับว่าทำไมศาลถึงไม่ลดตัวลงมาเล่นเรื่องงี่เง่าแบบนี้
เพราะการประดิษฐ์รูปอักษรในกรณีดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวกับสถาบันอะไรเลย แต่เป็นเรื่องเหม็นขี้หน้ากันส่วนตัว
หรือถ้าจะให้ศาลตัดสินคดีแบบนี้จริงๆ คงโดนจับปรับไปทั้งคู่ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 53 ไม่มีอะไรมากกว่านี้
ประกอบกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ไม่ถนัดเรื่องการใช้สถาบันมาหาผลประโยชน์ ไม่เหมือนฝ่ายกู้ชาติที่ชำนาญสุดๆ
มิเช่นนั้นพวกเราก็คงรู้จัก พรบ. ธง ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติแล้ว ไม่ใช่พึ่งมาเย้วๆ เอาตอนเห็นภาพในสนามแม้วซิตี้
เหลือแต่ศาลเตี้ยของสมาชิกเว็บข่าวขาประจำล่ะครับ ที่จะพิพากษาว่าธงแม้วผิด แต่ธงกู้ชาติถูกต้องใสสะอาด
.
(หรือถ้าหากจะลากถูลู่ถูกังให้มีผลกระทบต่อสถาบันให้ได้แล้วล่ะก็ ผมว่าไอ้ธงกู้ชาติทั้งหลายนี่แหละ ตัวดีเลย)
.
.
.

ของแถม 2
.
จากประสบการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทหารจะไม่ออกมาขัดขวางการปะทะกันล่วงหน้าแล้วนะครับ
แต่จะปล่อยให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันจนนองเลือดเสียชีวิตก่อน ถึงจะออกมา
สำหรับท่านที่ต้องการข้อมูลจากมุมมองด้านอื่นดูบ้าง แนะนำ บันทึกพฤษภาทมิฬ ฉบับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
เกี่ยวกับยุทธวิธีที่ทำให้เกิดการนองเลือดสำเร็จ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 (ง่ายกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย)
ผมไม่เอามาลงในที่นี่นะครับ เพราะว่าต้องการเฉพาะคนที่ "ขวนขวาย" ค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งเท่านั้น
เพราะพวกที่ถูก ASTV ล้างสมอง ตอนนี้ไม่ฟังข้อมูลจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว เสียเวลาผมเอาลงโดยใช่เหตุครับ
.
บอกใบ้ : สำหรับท่านที่ชุมนุมโดยบริสุทธิ์ใจ แนะนำว่า ถ้าท่านมองไม่เห็นแกนนำเมื่อไร ให้รีบออกมาครับ
.
.
.
หมายเหตุเพิ่มเติม
.
- เนื้อหาหลักไม่เกี่ยวกับของแถม เพราะของแถมสั้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของผม จึงไม่อยากตั้ง Entry ใหม่
จึงเขียนแยกหัวข้อออกมาต่างหากพร้อมลงสี เน้นคำ (ถ้ายังไม่ชัดให้บอก จะได้เข้าไปเพิ่มขนาด Font ให้)
- เนื้อหาหลักกล่าวถึงองค์ประกอบของม็อบ ไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าม็อบกลุ่มใด หรือเป้าหมายในการชุมนุมใด
ลองอ่านทวนดูแล้ว มีเพียงการกล่าวถึงตัวอย่าง ม็อบรถเมล์ ม็อบรถไฟ (ซึ่งปิดสถานีรถไฟบางซื่อเมื่อปีก่อน)
เป็นตัวอย่างที่ตรงกับขั้นที่ 3 และถ้าหากตัดมุขขายของในขั้นที่ 4 ออกไป เนื้อหาหลักจะนำไปใช้ที่ไหนก็ได้
จะใช้กับม็อบคลั่งลัทธิในประเทศด้อยพัฒนาก็ได้หรือใช้กับม็อบวิทยาศาสตร์ในประเทศพัฒนาแล้วก็ได้ทั้งนั้น

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

: สำหรับท่านที่ไปชุมนุมโดยบริสุทธิ์ใจ แนะนำว่า ถ้าท่านมองไม่เห็นแกนนำเมื่อไร ให้รีบออกมาครับ <==
ชอบตรงนี้จ่ะ อิอิbig smile

#1 By นภธารา on 2008-06-02 13:19

ปัญหาที่ไม่มีวันจบ big smile

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านครับ

#2 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-02 13:28

Hot! Hot! Hot!

#3 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-06-02 13:29

นั่งอ่านแล้วอมยิ้มอยู่คนเดียว big smile

แม้ในความเป็นจริง มันจะไม่ค่อยน่ายิ้มออกเท่าไหร่

อืมม.. ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับบรรทัดสีส้ม ในของแถมอันที่สอง .. จริงๆแหละsad smile

#4 By Beluga on 2008-06-02 13:41

คำบอกใบ้สุดยอดครับ!
แต่ผมสงสัยว่าทำไมแกนนำกู้ชาติมันอยู่หางขบวนหรือไม่ก็หลบไปกลางฝูงชนทุกทีเลย เผลอๆหลบไปอยู่หลังผู้หญิงอีกต่างหาก

พอบุกทำเนียบ แกนนำเผ่นขึ้นรถหนีกลับบ้านก่อนพวกแรกทุกทีเลย

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By tenshi on 2008-06-02 14:16

คนเมืองหลวงพึงระวังตัวสินะ งุม งุม

#7 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-06-02 14:37

คุณ chubby คะ

คิดว่าในบริบททางการเมืองไทย

น่าจะนำภาพของม็อบ นปก.เข้ามาด้วยค่ะ

หรือวิเคราะห์ม็อบ นปก.ในเหตุการณ์ที่ผ่านๆมาด้วย

มิใช่อะไร เพียงแต่อยากจะให้เห็นภาพของ

ม็อบแบบไทยๆทั้งสองฝ่าย

ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ

#8 By matsu_yu on 2008-06-02 14:48

ทักษิน ออกไป! สมัคร ออกไป!

#9 By riddler on 2008-06-02 15:11

wink พอจะมองเห็นเหตุผล(ที่ไม่เคยมี)ของคนที่ไปชุมนุมมากขึ้นแฮะ

Hot! คนไทยยังรักสงบกันอยู่รึเปล่านิ

#10 By เสี่ยแนน on 2008-06-02 15:19

อ่านถึง บอกใบ้ ถึงกับฮา confused smile

#11 By hasana on 2008-06-02 15:24

ชอบตรงบอกใบ้

สุดๆค่ะบรรทัดนี้

#12 By GS♥ 20 ! on 2008-06-02 15:32

ขอบคุณมากเลยท่าน ได้รู้อะไรมากขึ้น

เพื่อนบางคนก็ไปชุมนุมอยู่เหมือนกัน ห่วงมันอยู่จริงๆ

#13 By คาโตเน่ on 2008-06-02 15:36

บอกใบ้ได้ชัดเจนเลยcry

#14 By nonworld on 2008-06-02 15:57

บอกใบ้ได้ชัดเจนมากopen-mounthed smile
เห็นด้วยโดยดุษฎี

อ่านบันทึกฉบับนั้นแล้วเหมือนกัน สะอึกเช่นกันว่า "มันง่ายอย่างนั้นเลยเหรอ"

เราว่าชุมรุม เอ๊ย! ชุมนุม ไม่ใช่เรื่องแย่ถ้ามีเหตุมีผลรองรับพอตัว แต่ปัญหามันก็อย่างที่คุณพิมพ์มา ชุมไปชุมมามันเริ่มเป็นเหตุ(ของ)ผมมากกว่าเหตุผลแล้วน่ะสิ

ครั้งที่แล้วยังมีเหตุผลมากกว่าหนนี้เลยนะ เราว่า...

ป.ล. .... แล้วกลุ่มคนที่ "ไปเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านที่ยืนยันจะไป เ็ห็นด้วยก็เล็กน้อยพอกระสายแต่ไม่ใช่ทั้งใจ" ล่ะ จัดอยู่ในกลุ่มไหนดีคะ? embarrassed

#17 By D.M. on 2008-06-02 16:20

#8
ม็อบ นปก. ผมเคยเขียนถึงตอนบุกบ้านสี่เสาฯ เมื่อปีก่อนไปแล้วครับ
อีกประการหนึ่ง บทความของ Elster ในคราวนี้ ไม่ได้กล่าวถึงม็อบที่มีโครงสร้างจัดตั้งแบบ นปก. และผมก็ไม่อยากจะกล่าวถึงให้ทฤษฎีมันเพี้ยนไปกว่านี้

#18 By chubby on 2008-06-02 16:22

...."เพราะพวกที่ออกไปเย้วๆ ตามกระแส เชื่อฟังแต่ข้อมูลจากแหล่งเดียว มันไม่สนใจข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ อยู่แล้ว"
....หวังว่าก่อนเขียนเอนทรี่....มั่นใจแล้วว่าได้ข้อมูลสองด้านครบถ้วนแล้ว
....ทฤษฎีการรวมมวลชนการสร้างม็อบกับเป้าหมายการชุมนุมที่เกิดขึ้น....ไม่ว่าที่ไหนในโลก!....มันคนละเรื่องกันเลย
(ปล....ประเด็นธงชาติเป็นประเด็นใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่....สถาบันสำคัญของชาติต่างหากที่ประชาชนควรสนใจ....ไม่ใช่ธงผ้ากับกฎหมายจับปรับอะไรนั่น)
'block cool!'

#19 By BOB_SPOKESMAN OF BROKU on 2008-06-02 16:39

#19
- ในส่วนเนื้อหาหลัก เน้นการกล่าวถึงลักษณะผู้เข้าร่วมม็อบ 4 ประเภท โดยมิได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของการชุมนุมแต่อย่างใด ก็ไม่เข้าใจว่าคุณจะเขียนซ้ำทำซากไปทำไม ยกเว้นคุณจะโยงจากของแถมขึ้นไปรวมกับเนื้อหาหลักเอง

- สาบานมั้ยครับว่าช่วงที่ผ่านมา ไม่มีใครโหมประโคมเรื่องธงชาติกับข้อกฎหมายกันยกใหญ่ อย่าให้ผมต้อง cap หน้าจอจากเว็บขาประจำมาฟาดหัวเลย ยังไม่รวม entry เก่าๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็น่าจะแสดงถึงความสนใจของประชาชน เกี่ยวกับสถาบันทั้งหลายแหล่แล้วว่า มันอยู่ในสภาพทุเรศทุรังขนาดไหน

- Entry นี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้ใครชุมนุมแม้แต่บรรทัดเดียว
แล้วก็ไม่ได้ห้ามใครเขียนถึง สภาพความสนใจของประชาชนต่อสถาบันในด้านบวกด้วย ถ้ามีปัญญาหาข้อมูลด้านดังกล่าวมาเขียนลงบล็อก พร้อมแหล่งอ้างอิง (ถ้าข้อมูลผิด จะได้ตามไปสอบถามแหล่งอ้างอิง) ไม่ใช่ข้อมูลประเภท "เขาว่ากันว่า"

- ถัาบอกว่า ตรงนั้นตรงนี้ผิด แต่ไม่ได้บอกว่า แล้วที่ถูกต้องมันต้องเป็นอย่างไร (เอาแต่พูดลอยๆ ว่ามันไม่ใช่) แบบนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอกครับ

#20 By chubby on 2008-06-02 17:08

ข่อยซิเบื่อจริงๆกับไอพวกอยากดัง
ใครไปร่วมวงนี่ขอประนามเลยเป็น"ไอพวกอยากดังเอ๊ย!"
แกนนำนี่ก็ทำเหมือนพวก เตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง
เสื่อมเสียไปหมด -..-

ป.ล ใครไม่รู้จัก3คนที่กล่าว ไปดูในสามก๊กได้งับ
ป.ล2 บอกใบ้นี่รู้เลย หึหึหึ

#21 By ~@!BukKen-Ito!@~ on 2008-06-02 17:20

ประเทืองสมองอย่างยิ่ง big smile

#22 By tiew@fine on 2008-06-02 17:42

คนที่อยู่บ้านนั่งอ่าน entry นี้ ก็พยักหน้าหงึกๆ กันไป

คนที่ออกนอกบ้านไปชุมนุม ก็เย้วๆ กันไป...

Hot!

#23 By Choco on 2008-06-02 17:55

ที่บ้านมี "คนว่างงาน" ไปคนนึง เห็นแล้วระอาจิต เป็นอะไรไปไม่มีใครอยากรับผิดชอบ

พูดตรงๆ เบื่อทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ

#24 By ob the air on 2008-06-02 18:26

Hot!
เห็นด้วยตามนั้น

#25 By Detonator on 2008-06-02 19:22

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!


ปัญหาที่ยากที่จะแก้ไข angry smile

#26 By H i r o k i _ S a r u  on 2008-06-02 19:27

ผมล่ะชอบประโยคบอกใบ้ ตรงของแถม2จริงๆครับ Hot! Hot! Hot!

#27 By SkyKiD on 2008-06-02 20:08

อ่านแล้วเห็นภาพ และขั้นตอนการก่อม๊อบเลยครับ
เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทีเดียว ประชาชนทั่วไปควรรับรู้ไว้

น่าเสียดาย คนไทยไม่เคยเรียนรู้
ถึงต้องทำผิดซ้ำๆ อย่างไม่น่าให้อภัย Hot!

#28 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-06-02 20:27

ขอถามนิดนึงครับ

แล้วสำหรับกลุ่มที่จ่ายเงินเพื่อให้คนมาร่วมก่อม็อบเนี่ย ไม่ได้รวมไว้ในกรณีนี้ใช่มั้ย

แล้วการจ้างม็อบนี้ถือเป็นขั้นตอนไหน

เท่าที่ผมคิดเอาเองผมว่าน่าจะจัดอยู่ประเภทสุดท้ายนะ ประเภทที่ไม่สนใจจุดประสงค์ของม็อบอะไรทั้งสิ้น ต่างเพียงไม่ได้มาม็อบเอามันส์ แต่มาเอาตัง

แต่ถ้าตามทฤษฎีนี้แล้วการจ้างม็อบไม่น่าจะทำให้เกิดม็อบได้จริงๆ แต่เป็นเพียงการเสริมบารมีม็อบมากกว่า เพราะกลุ่มก่อตั้งม็อบน่าจะเป็นกลุ่มที่เห็นประโยชน์ส่วนรวม (หรือโดนหลอกว่าเป็นประโยชน์ส่วนรวม) ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ทำให้ม็อบเกิดขึ้นได้

หรือว่าผมมองโลกในแง่ดีเกินไป?

#29 By 609 on 2008-06-02 21:18

การเมืองเรื่องตัณหา
ยิ่งเขียนยิ่งเหนื่อย
ยิ่งเจอคอมเมนต์คิดต่างยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยง
คนที่แย่คือตัวท่านเอง

ถ้าจะให้ดี...พูดให้หมดเลยสิครับ ใครอยู่เบื้องหลัง พฤษภาทมิฬ ,16 ตุลา

แค่ต้นตอเรื่องนี้หายไป คงไม่มีพวกคลั่งก่อม็อบขนาดนี้

#30 By all4teen on 2008-06-02 21:50

#29
เป็นคำถามที่น่าสนใจครับผม และคิดว่าน่าจะเป็นไปตามนั้น

กระบวนการก่อม็อบตามธรรมชาติของ Elster นั้นอาศัยกลุ่มคนแบบที่ 1.1 ซึ่งจะดึงดูดคนแบบที่ 1.2 เข้ามา แต่ถ้ามี 1.1 น้อยเกินไป อาจส่งผลให้ 1.2 ไม่เข้าร่วมม็อบ, กลุ่มจัดตั้งจึงเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนนี้ครับ คือสร้างบรรยากาศว่ามีผู้ร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก เพื่อดึงดูดให้คนแบบ 1.2 เข้ามาร่วมมากขึ้น, ในกรณีนี้กลุ่มจัดตั้งในตอนเริ่มม็อบ ถือเป็น "1.1 เทียม" โดยดึงจากผู้มีชื่อเสียงที่สามารถซื้อได้ หรือทำงานภายใต้องค์กรนั้นๆ อยู่แล้ว (เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Elster ตัดกลุ่มคนแบบนี้ออกจากกระบวนการก่อม็อบตามธรรมชาติ)

จากนั้นกลุ่มจัดตั้งก็ข้ามไปเป็นกลุ่มคนแบบที่ 4 เลยครับ คือ มานั่งรับทรัพย์ มีหน้าที่เย้วๆ ตามคำสั่งแกนนำ ซึ่งเจ้า "4 เทียม" จำนวนมาก จะมีผลทางด้านจิตวิทยา ทำให้กลุ่มคนแบบที่ 1, 2, 3, 4 แท้ๆ เกิดความรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อกลุ่มจัดตั้งกระตุ้นให้กลุ่มแท้ๆ ลงมือได้สำเร็จ เช่น เกิดการปะทะจนนองเลือด ก็จะหลบฉากออกไปในทันที (เพราะเขาเป็นกลุ่มจัดตั้ง ไม่มีความจำเป็นต้องตายไปพร้อมกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มม็อบแท้) ยกเว้นคนที่ถูกวางตัวไว้ลุยแนวหน้าหรือก่อความวุ่นวายในจุดอื่นเพื่อสร้างสถานการณ์ครับ

#31 By chubby on 2008-06-02 22:11

ขอบคุณที่เข้าไปเมนต์บล็อกผมนะครับ

ถ้าเคยอ่านเดธโน้ต มันจะมีตอนนึงที่คิระสูกับเนียร์
คุณลองสังเกตมั้ยครับว่า ที่สาวกที่คลั่งไคล้คิระก็สอดคล้องกับ ทบ. ดังกล่าว นั่นคือจะมีกลุ่มนึงที่ไม่ได้ศรัทธาอะไรในตัวคิระ แค่ไปเย้วๆร่วมป่วนด้วย เนียร์จึงจัดการโดยโปรยเงิน ซึ่งพวกที่เย้วๆก็ตามเก็บเงิน

อีรอบนี้ก็เหมือนกันครับ

#32 By all4teen on 2008-06-02 23:07

สงสัยแกนนำจะเซ็ง ทหารหรือ ตร. ไม่ชาร์ตซะที .. จะได้รีบชิ่งให้จบๆ แล้วรับทรัพย์ซะ ส่วนประชาชนที่หลงเชื่อมาชุมนุมเย้วๆนั่น .. ใครจะสนล่ะ ?

ภาพธงนั่น น่าเอามาเป็นประเด็นจริง แต่นะ .. คนที่โวยๆเรื่องธงก็มี นสพ.เจ้าหนึ่ง (ที่ใครๆก็รู้กัน) อยู่ที่เดียว .. บทตัวเองทำบ้างแล้วทำเฉยไว้ ผลคือ .. เรื่องมันก็เงียบๆไปอย่างง่ายดาย

สมเป็นเหล่าผู้กู้ซากที่น่าสมเพชจริงๆ

#33 By ข่าน on 2008-06-02 23:44

ที่จริงมันเป็นเรื่องของ ผู้ชายคนหนึ่ง ที่กินข้าวหมดโต๊ะโดยไม่แบ่งใคร คนที่เหลือเลยต้องมาสู้รบตบมือกับเศษๆที่เหลือ

จนเหตุการณ์พัฒนา เป็น การก่อหวอดม็อบมาแย่งก้างปลากัน โดยจบลงที่คนล้างจานมาฉกก้างไป (ยืนอีโต้นำหน้ามาแต่ไกล)

และเศษก้นจานที่เหลือ ก็เป็นชนวนมาสู่การก่อหวอดครั้งใหม่อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่


เรื่องเฮฮาของระบบการเมืองงูกินหาง (ที่ทุกคนต้องการเขมือบส่วนเล็กส่วนน้อย

open-mounthed smile

#34 By Neotokyo6 on 2008-06-03 03:04

อ่านแล้วเข้าใจถึงกระบวนการ"หลอกใช"เป็นอย่างดีเลยค่ะsad smile
http://www.manager.co.th/Home/news1/astv120.html
ดูกันเถอะครับ แล้ว ลองเอามาประกอบการพิจารณา

#36 By -^Fly piG^- on 2008-06-03 05:41

พอรวมคนได้ครบสามประเภทเยอะพอแล้ว
แกนนำจะบิดเบี้ยวจุดประสงค์อย่างไรก็คงได้ล่ะมั้ง
เพราะอย่างไรคนที่ถูกชักจูงมาเข้าร่วม ก็จะยึดติดตัวเองอยู่กับเหตุผลแรกสุดที่ตัวเองเดินเข้าสู่การชุมนุม

อิอิ

#37 By nanoguy on 2008-06-03 06:20

ตอนนี้เหมือนหมากรุกตาจน ใครกินเบี้ยก่อนแพ้ ทั้งสองฝ่ายเลยยั่วให้อีกฝ่ายเดินกินก่อน

#38 By ilumin on 2008-06-03 08:55

ผมล่ะสงสารประชาชนตาดำๆ ที่ออกไปตกเป็นเครื่องมือของบางคนด้วยความบริสุทธิใจที่สุด อารมณ์เหมือนโดนหลอกไปนั่งรอคนมาตีหัวยังไงยังงั้น

#39 By Sonar Ataru on 2008-06-03 09:14

อืม....อ่านแล้วน่าคิดเหมือนกัน รอดูกันต่อไป

#40 By (^_^)/nana on 2008-06-03 10:14

rep# 38 โดนใจแฮะ

#41 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-06-03 10:15

เมื่อไหร่ จะคุยกันดีๆ ได้ นะครับ angry smile

#42 By chaiha on 2008-06-03 11:06

อ่าน #37 แล้วนึกถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาได้อย่างนึง นั่นคือคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบความเสมอต้นเสมอปลาย และเกลียดความเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อคุณลักษณะของสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าตัวเอง "รู้จักดี" เปลี่ยนไปในตอนหลัง คนเราก็มีแนวโน้มที่จะหาข้อแก้ตัวให้กับสิ่งนั้น แล้วอดทนกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงปรารถนานั้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก ซึ่งอะไรๆ มันก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว

ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่ยอมทนอยู่กินกับสามีที่ทุบตีตัวเองบ่อยๆ หรือกรณีที่คดี date rape มักมีอัตราการแจ้งความต่ำกว่าการข่มขืนทั่วไป

ดังนั้นถ้าผู้ชุมนุมเข้าร่วมม็อบด้วยความรู้สึกว่า "กรูมากู้ชาติ" แล้ว ก็เป็นการยากที่จะหลุดพ้นจากมายาคติดังกล่าว แม้ว่าข้ออ้างของการกู้ชาตินั้นจะนำไปสู่ความรุนแรงและฝ่าฝืนกฎหมายในรูปแบบใดๆ ก็ตามครับ
...ผมสงสัยว่าทำไมพวก นปก.บางส่วน ที่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ถึงไปเข้าแจมด้วย?? ในเมื่อ พปช. สนับสนุนทุนนิยม การค้าเสรี??

ดูไงๆก็เหมือนการหลอกใช้ชัดๆ
นายกได้ข้ออ้างอีกแล้วสิว่า "เพราะม็อบตะหากทำให้หุ้นตก' question

#45 By all4teen on 2008-06-10 15:22

Loading