จากธงชาติถึงกระบวนการก่อม็อบ
posted on 02 Jun 2008 12:56 by chubby in Review-Social.
Jon Elster นักทฤษฎีทางสังคมและการเมืองชาวนอร์เวย์ ผู้ศึกษาค้นคว้าด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
ผลงานเด่น Analytical Marxism, Neoclassical Economics, Public Choice Theory
ทฤษฎีที่เข้ากันกับสถานการณ์บ้านเมืองใน ประเทศใคร ขณะนี้คงหนีไม่พ้น Public Choice Theory
ที่เกี่ยวกับกลยุทธ์การร่วมมือกัน (ไม่ว่าทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือทางการเมือง) ได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว
โดยมุ่งเน้นไปที่การร่วมมือกันชุมนุมประท้วงโดยกลุ่มคนแปลกหน้า มากกว่ากลุ่มคนที่อยู่ภายในระบบอุปถัมภ์
.
อ้างอิงและดัดแปลงจาก
คนแคระบนบ่ายักษ์, แพทย์ พิจิตร : มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 1,450 หน้า 41
.
ขอย้ำว่า เนื้อหาหลักกล่าวถึงทฤษฏีของกระบวนการก่อม็อบ ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของม็อบใดม็อบหนึ่ง
เพราะตามหลักจิตวิทยา ผู้เข้าร่วมม็อบ จะยึดเอาความรู้สึกครั้งแรกที่ตนเองเข้าร่วมและยึดถือสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร หรือแกนนำเปลี่ยนประเด็นแค่ไหน ผู้เข้าร่วมม็อบจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเขียนถึงวัตถุประสงค์ของม็อบ เพราะอย่างไรเสีย "กูก็จะxxx" อยู่ดีนั่นล่ะ
เนื้อหาหลักใน Entry จึงเน้นที่ทฤษฎีของ Elster, ใครจะร้อนตัวก็ช่วยไม่ได้ครับ, ทฤษฎีไม่ได้ระบุชื่อนี่นา
.
.
ขั้นที่ 1
.
Jon Elster ได้กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นของการก่อม็อบเอาไว้ว่า
.
1. ถ้าทุกคนเป็นคนมีเหตุผลหมด แสวงหาผลประโยชน์สูงสุด และเล็งผลเป็นเลิศ (Outcome-Oriented)
ถ้าหากทุกคนรู้ว่ามีแนวโน้มล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ทุกคนก็จะไม่ทำ ความร่วมมือในการชุมนุมก็จะไม่เกิดขึ้น
(หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งต้องเป็นพวกไร้เหตุผล ประเภทเผาบ้านเพื่อฆ่าแมลงสาบ - เจ้าของบล็อก)
.
2. ความร่วมมือเกิดขึ้นได้ระหว่างคนที่มีแรงจูงใจหลายรูปแบบปนกันเท่านั้น (Mix-Motive Interaction)
แรงจูงใจแต่ละประเภทจะทำงานแบบรับช่วงต่อกันไปเป็นทอดๆ จนถึงจุดที่ทำให้การชุมนุมประท้วงเริ่มขึ้น
และดำเนินต่อไปได้ด้วยพลังในตัวของมันเอง (Momentum) จากเงื่อนไขเช่นนี้ เอลสเตอร์กล่าวว่ากระบวน
การก่อม็อบขั้นแรก ต้องหาผู้ที่มีแรงจูงใจประเภทประโยชน์นิยม หรือคนที่เน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
.
.....พวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ (Selfless Utilitarian)
.....พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ (Full Utilitarian)
.
พวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ คือผู้ที่พร้อมสละเวลา แรงกาย แรงใจของตน หากเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้น
จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมแม้จะเข้าเนื้อตัวเองก็ตาม ปัญหาของพวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระ คือ
ถ้าการเข้าร่วมครั้งนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น ทำให้คนจำนวนมากไปตายก่อนประท้วงเสร็จ ก็จะไม่เข้าร่วม
ดังนั้น แกนนำต้องสร้างภาพความรู้สึกว่า การประท้วงครั้งนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย คนกลุ่มนี้จึงจะยอมเข้าร่วม
.
พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ คือผู้ที่พร้อมสละเวลา แรงกาย แรงใจของตน หากเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้น
จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ ปัญหาของพวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ คือ ต้องมีหลักประกันเรื่องจำนวนผู้
เข้าร่วมประท้วงที่มากพอ ดังนั้น แกนนำต้องพยายามทุกวิถีทางรวมจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้ได้มากที่สุด
เมื่อมีหลักประกันเรื่องจำนวนผู้ประท้วงว่ามากเพียงพอแล้ว พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบ จึงจะยอมเข้าร่วม
.
.
ขั้นที่ 2
.
ถ้ามีพวกประโยชน์นิยมแบบพ่อพระอยู่มากพอ ก็จะดึงดูดให้พวกประโยชน์นิยมเต็มรูปแบบเข้าร่วมก่อม็อบได้
ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนและพลังมากขึ้น แต่ในกรณีที่หากลุ่มแรกไม่ได้ หรือได้ทั้งสองกลุ่มแต่จำนวนน้อย
ก็จำต้องหาผู้ที่มีแรงจูงใจแบบที่ 2 คือ นักร่วมมืออย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Cooperators)
ได้แก่ นักสิทธิมนุษยชน นักอุดมการณ์สูง ฯลฯ ซึ่งเป็นประเภทที่คล้ายพระ นักบุญ (Saint) หรือเป็นวีรชน
(Hero) ช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ทนเห็นอะไรไม่ถูกต้องไม่ได้ เข้าทำนองได้ยินเสียงปี่เสียงกลองต้องออกท่าทันที
นอกจากนี้ พวกคลั่งอุดมการณ์แบบสุดโต่ง (Fanatics) กับพวกวิกลจริต (Mad) ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
.
ขั้นที่ 3
.
เมื่อรวบรวมผู้เข้าร่วมการประท้วงก่อม็อบ 2 กลุ่มแรกได้แล้ว ก็จะเป็นแรงดึงดูดให้คนกลุ่มที่ 3 มาเข้าร่วม
คือ กลุ่มผู้ไม่อยากขัดบรรทัดฐานเรื่องความเป็นธรรม (Norm of Fairness) เช่น เห็นคนอื่นจำนวนมาก
กำลังเสียสละเพื่อสังคมอยู่ จึงรู้สึกละอายใจ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการไม่กล้าขัดบรรทัดฐานของคนหมู่มาก
เช่น คนในบริษัทไปเข้าร่วมการประท้วงกัน ถ้าตนเองไม่ไปเข้าร่วมก่อม็อบด้วยก็อาจถูกอัปเปหิออกจากกลุ่มได้
ตัวอย่าง ม็อบรถเมล์หรือม็อบรถไฟ พนักงานคนใดที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วง ยังคงขับรถเมล์หรือรถไฟอยู่
จะถูกเพื่อนร่วมงานทำร้ายจนต้องยอมร่วมม็อบ (แล้วแกนนำม็อบก็นำเอาไปอ้างว่า มีผู้เห็นด้วยกับตนมากมาย)
.
ขั้นที่ 4
.
กลุ่มคนประเภทนี้ แรงจูงใจอยู่ที่กระบวนการชุมนุม ไม่ใช่จุดประสงค์ของการชุมนุมอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
เป็นประเภทไทยมุงเข้าร่วมด้วยความสนุก ความมันส์ หรือมาอาศัยสถานการณ์เพื่อใช้โปรโมตกลุ่มของตนเอง
ตัวอย่าง ไม่ว่าจะม็อบข้าวราคาตก น้ำมันแพง ฯลฯ ถ้าเห็นสื่อมวลชนเดินผ่านมา ให้ตะโกนด่าเหลี่ยมไว้ก่อน
จะเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของม็อบนั้นหรือเปล่า ไม่รู้ล่ะ ด่าเอามันส์ไว้ก่อน ระบายความอัดอั้นตันตูดของตนเอง
ทั้งนี้ยังไม่รวมบรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายที่มาขายอาหารเครื่องดื่ม เสื่อ หมวก ร่ม ขนม ยาดม ยาอม ยาหม่อง
หมวก เสื้อ กางเกง กางเกงใน ป้าย ธง ผ้าโพกหัว กระเป๋าและสารพัดของที่ระลึกที่ดูเข้ากับสถานการณ์นั้น
.
.
ใครอยู่ในกลุ่มไหน ก็ดูกันเอาเองนะครับ : )
.
.
.
ของแถม 1
.
แม้เราจะมีพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 มาตรา 53 เป็นบรรทัดฐาน ก็หนีไม่พ้นการเลือกปฏิบัติอยู่ดีครับ
.
โดยมาตรา 53 ข้อ 1 - 5 พรบ.นี้ กล่าวถึงบทลงโทษเกี่ยวกับ
- การประดิษฐ์รูป ตัวอักษร ตัวเลขหรือเครื่องหมายลงบนธง
- การชัก แสดงธง รูปจำลองของธง แถบสี บนที่ที่ไม่สมควร
.
ทั้งนี้ศาลจะดูมาตรา 54 เรื่องเจตนาการใช้ธงประกอบมาตรา 53 ด้วย เพราะถ้าไม่ใช้มาตรา 54 ประกอบ
การวาดธงชาติบนหน้าตอนเชียร์บอล นักกีฬาเอาธงชาติมาห่มเมื่อชนะก็จะกลายเป็นการผิดมาตรา 53 ไปด้วย
เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ามีการลงครบทั้งมาตรา 53 และ 54 ไอ้พวกกู้ชาติที่เปิดประเด็นนี้ตอนแรกหายหมดครับ
เพราะถ้าเล่นประเด็นนี้ต่อ พวกของตัวเองจะซวยหนักกว่าแม้วในเรื่อง ผลลัพธ์จาก "วัตถุประสงค์การใช้งาน"
.
.

ภาพ : ธงชาติใครเจ้าปัญหา
.
การประดิษฐ์รูปอักษรบนธงเพื่อขับไล่ทักกี้ ไม่ผิด เพราะกูอยู่ฝ่ายกู้ชาติ แม้วมันเลว มันจะรักสถาบันได้อย่างไร
การประดิษฐ์รูปอักษรบนธงเพื่อต้อนรับทักกี้ ผิด ต้องจับประหารชีวิต แม้วมันเลว มันจะรักสถาบันได้อย่างไร
.
อ่าน 2 บรรทัดนี้ให้ดีๆ แล้วพวกเราคงจะเข้าใจกันดีนะครับว่าทำไมศาลถึงไม่ลดตัวลงมาเล่นเรื่องงี่เง่าแบบนี้
เพราะการประดิษฐ์รูปอักษรในกรณีดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวกับสถาบันอะไรเลย แต่เป็นเรื่องเหม็นขี้หน้ากันส่วนตัว
หรือถ้าจะให้ศาลตัดสินคดีแบบนี้จริงๆ คงโดนจับปรับไปทั้งคู่ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 53 ไม่มีอะไรมากกว่านี้
ประกอบกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ไม่ถนัดเรื่องการใช้สถาบันมาหาผลประโยชน์ ไม่เหมือนฝ่ายกู้ชาติที่ชำนาญสุดๆ
มิเช่นนั้นพวกเราก็คงรู้จัก พรบ. ธง ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติแล้ว ไม่ใช่พึ่งมาเย้วๆ เอาตอนเห็นภาพในสนามแม้วซิตี้
เหลือแต่ศาลเตี้ยของสมาชิกเว็บข่าวขาประจำล่ะครับ ที่จะพิพากษาว่าธงแม้วผิด แต่ธงกู้ชาติถูกต้องใสสะอาด
.
(หรือถ้าหากจะลากถูลู่ถูกังให้มีผลกระทบต่อสถาบันให้ได้แล้วล่ะก็ ผมว่าไอ้ธงกู้ชาติทั้งหลายนี่แหละ ตัวดีเลย)
.
.
.
ของแถม 2
.
จากประสบการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทหารจะไม่ออกมาขัดขวางการปะทะกันล่วงหน้าแล้วนะครับ
แต่จะปล่อยให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันจนนองเลือดเสียชีวิตก่อน ถึงจะออกมา
สำหรับท่านที่ต้องการข้อมูลจากมุมมองด้านอื่นดูบ้าง แนะนำ บันทึกพฤษภาทมิฬ ฉบับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
เกี่ยวกับยุทธวิธีที่ทำให้เกิดการนองเลือดสำเร็จ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 (ง่ายกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย)
ผมไม่เอามาลงในที่นี่นะครับ เพราะว่าต้องการเฉพาะคนที่ "ขวนขวาย" ค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งเท่านั้น
เพราะพวกที่ถูก ASTV ล้างสมอง ตอนนี้ไม่ฟังข้อมูลจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว เสียเวลาผมเอาลงโดยใช่เหตุครับ
.
บอกใบ้ : สำหรับท่านที่ชุมนุมโดยบริสุทธิ์ใจ แนะนำว่า ถ้าท่านมองไม่เห็นแกนนำเมื่อไร ให้รีบออกมาครับ
.
.
.
หมายเหตุเพิ่มเติม
.
- เนื้อหาหลักไม่เกี่ยวกับของแถม เพราะของแถมสั้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของผม จึงไม่อยากตั้ง Entry ใหม่
จึงเขียนแยกหัวข้อออกมาต่างหากพร้อมลงสี เน้นคำ (ถ้ายังไม่ชัดให้บอก จะได้เข้าไปเพิ่มขนาด Font ให้)
- เนื้อหาหลักกล่าวถึงองค์ประกอบของม็อบ ไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าม็อบกลุ่มใด หรือเป้าหมายในการชุมนุมใด
ลองอ่านทวนดูแล้ว มีเพียงการกล่าวถึงตัวอย่าง ม็อบรถเมล์ ม็อบรถไฟ (ซึ่งปิดสถานีรถไฟบางซื่อเมื่อปีก่อน)
เป็นตัวอย่างที่ตรงกับขั้นที่ 3 และถ้าหากตัดมุขขายของในขั้นที่ 4 ออกไป เนื้อหาหลักจะนำไปใช้ที่ไหนก็ได้
จะใช้กับม็อบคลั่งลัทธิในประเทศด้อยพัฒนาก็ได้หรือใช้กับม็อบวิทยาศาสตร์ในประเทศพัฒนาแล้วก็ได้ทั้งนั้น
พอจะมองเห็นเหตุผล(ที่ไม่เคยมี)ของคนที่ไปชุมนุมมากขึ้นแฮะ

ชอบตรงนี้จ่ะ อิอิ
#1 By นภธารา on 2008-06-02 13:19