.
.
วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี UN จัดให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day : WED)
โดยแต่ละปีก็จะมีหัวข้อรณรงค์ต่างกันไปเช่น ทะเลทราย ในปี พ.ศ. 2549, เมืองสีเขียว ในปี พ.ศ. 2548

หัวข้อรณรงค์ประจำปีนี้คือ Kick The Habit! Towards A Low Carbon Economy
หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากเชื้อเพลิงฟอสซิลคุณภาพต่ำๆ
ซึ่งเป็นรากฐานความเจริญทางเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีส่วนทำให้อัตราการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น
การใช้ทรัพยากรแบบล้างผลาญเชื่อมโยงถึงการเกิดปัญหามลภาวะและสิ่งแวดล้อมที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นทุกขณะ
.
เอาล่ะครับ ตัดฉับจาก WED 2008 ไปสู่ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกดีกว่า
.
.

'Six Degrees Could Change the World' ภาพยนตร์สารคดีโดย National Geographic
นำเสนอการคาดการณ์ว่าทุกๆ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ส่งผลต่อดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างไร
ทั้งนี้ตัวภาพยนตร์ได้ย้ำอีกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอดีตนั้น แต่ละคาบจะกินระยะเวลานานมาก
เทียบไม่ได้เลยกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ดังเช่นที่กำลังเกิดในขณะนี้
เนื้อหาใน Entry นี้จึงไม่เน้นการกล่าวถึงสาเหตุของปรากฎการณ์โลกร้อน เพราะมันเป็นเรื่องหลังเขาไปแล้ว
.
เอาล่ะครับ เรามาดูกันต่อว่าทุกๆ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศานั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง
.
+1 องศาเซลเซียส
- ขั้วโลกเหนือไม่มีหิมะไปครึ่งปีทำให้เส้นทางเดินเรือ Northwest Passage สามารถใช้งานได้นานขึ้น
การขนส่งสินค้าจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกทำได้สะดวกขึ้น, คอคอดกระ (ถ้ามี) ประสบกับภาวะขาดทุน
- เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ผลผลิตลดลง ขาดแคลนอาหาร เกิดทะเลทรายใหม่ๆ
ในอดีต ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลกเพียงเล็กน้อย
ทำให้อากาศอบอุ่นขึ้น เกิดการสะสมชั้นดินบางๆ จนกลายเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นในดินลดลง หน้าดินก็จะแห้ง ถูกลมพัดหายไป กลับกลายเป็นทะเลทรายอีกครั้ง
.

- ประเทศอังกฤษ สามารถปลูกองุ่นและผลิตไวน์ได้ดีขึ้น ในขณะที่ผลผลิตองุ่นของฝรั่งเศสมีคุณภาพตกต่ำลง
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น มีผลให้แนวสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกองุ่นเลื่อนขึ้นไปทางทิศเหนือมากขึ้น
ปัจจุบันนี้ อังกฤษมีไร่ไวน์มากกว่า 400 แห่ง และตอนนี้ก็เริ่มมีการทดลองปลูกต้นมะกอกในอังกฤษแล้วด้วย
.
+2 องศาเซลเซียส
- น้ำแข็งบนกรีนแลนด์ ซึ่งธรรมชาติใช้เวลาสะสมมานานกว่า 150,000 ปี หายไป ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
 ปัจจุบัน สุนัขลากเลื่อนที่กรีนแลนด์ถูกทอดทิ้งให้อดตายจำนวนมาก เพราะว่าหิมะบางลงจนไม่มีงานให้มันทำ
- แมลงแปลกๆ จะเคลื่อนย้ายไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ๆ โดยเคลื่อนตัวไปยังเขตทิศเหนือที่เคยหนาวเย็นมากขึ้น
แมลงที่มาใหม่สามารถสร้างความเสียหายแก่ต้นไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ในท้องถิ่นเดิม อย่างราบคาบ
- เมื่อสุนัขลากเลื่อนและหมีขั้วโลกเหลือเพียงตำนาน, ที่ราบทุนดราที่แสนกันดารก็จะกลายเป็นแหล่งป่าไม้ไหม่
.

- โลกสูญเสียแนวปะการังไปเกือบทั้งหมดเนื่องจากปรากฏการณ์ฟอกขาว สัตว์น้ำลดความอุดมสมบูรณ์ลงมาก
มหาสมุทร ถือเป็นอ่างรับคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นด่านแรกของกลไกซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ
โดยปรกติแล้วสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หลายชนิดจะดูดซับเอาคาร์บอนในน้ำทะเล เพื่อนำไปใช้สร้างกระดูกหรือเปลือก
แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่มากเกินไปจะทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น และไปขัดขวางกระบวนการดูดคาร์บอน
.
+3 องศาเซลเซียส
- เป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเราจะไม่สามารถย้อนกลับหรือหยุดยั้งกระบวนการโลกร้อนได้อีกต่อไป
- ขั้วโลกเหนือจะไม่มีน้ำแข็งในหน้าร้อนอีกต่อไป, ป่าฝนอะเมซอนจะแห้งไป, ยอดเขาแอลป์ไม่เหลือชั้นน้ำแข็ง
- พายุรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นร้อยปีครั้ง กลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาและต้องปรับเพิ่มมาตรวัดความเร็วพายุใหม่
.

- El Nino กลายเป็นปรากฎการณ์ปรกติธรรมดา เหมือนย้อนกลับไปสู่โลกในยุคพาลีโอซีน (Paleocene)
- คลื่นความร้อนเกิดขี้นทั่วทวีปยุโรป จนหลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เหมือนกำลังอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง
(เหมือนเหตุการณ์คลื่นความร้อนที่เคยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วยุโรปสูงถึง 3 หมื่นคน)
- กระบวนการสังเคราะห์แสงหยุดชะงักลง พืชกักออกซิเจนไว้และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศแทน
.
+4 องศาเซลเซียส
- เมืองตามปากแม่น้ำจมทะเลถาวร, ธารน้ำแข็งบนภูเขาหิมาลัย ไม่มีเหลือ, แม่น้ำคงคา หายไปจากแผนที่โลก
- ทิศเหนือของแคนาดาเป็นทุ่งหญ้าสีเขียว, ชายหาดแถบสแกนดิเนเวีย กลายเป็นที่พักร้อนแห่งใหม่ของยุโรป
- ธารน้ำแข็งด้านทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้ ละลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงทุ่งน้ำแข็งในบริเวณใจกลางทวีป
.
+5 องศาเซลเซียส
- หิมะและน้ำในชั้นหินที่คอยหล่อเลี้ยงเมืองใหญ่ เหือดแห้ง, เกิดพื้นที่ที่มนุษย์อยู่อาศัยไม่ได้ในเขตอบอุ่นเดิม
- ระบบสังคมล่มสลาย, คนจนถูกทอดทิ้ง เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
- เกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรที่เหลืออย่างรุนแรงระหว่างชนชั้นเหมือนที่เห็นในการ์ตูนหรือภาพยนตร์ไซไฟ
.
+6 องศาเซลเซียส
- มหาสมุทรกลายเป็นสุสานแห่งความตายไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้, ทะเลทรายบุกเข้ายึดพื้นที่ทั้งทวีป
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นเรื่องปรกติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้. กรมอุตุฯ กลายเป็นหน่วยงานที่โลกลืม
- มนุษย์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปและเกิดเผ่าพันธุ์ใหม่ครอบครองโลกนี้แทนในระหว่างที่โลกกำลังปรับคืนสู่จุดสมดุล
.
ตอนท้ายเรื่องยังกล่าวถึงทางออก วิธีการแก้ไขปัญหารูปแบบต่างๆ รวมไปถึงจุดอ่อนของแต่ละวิธีการด้วยครับ
หมายเหตุ : ขณะนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นมาแล้ว 0.8 องศา ส่วนจะเพิ่มถึงไหนนั้น ต้องดูกันต่อไป
.
.
.
สรุป
.
ปรากฎการณ์โลกร้อนในยุคครีเตเชียส (Cretaceous : ในช่วงเวลาประมาณ 145.5 - 65.5 ล้านปีก่อน)
ถึงแม้จะต้องใช้เวลานานนับล้านปีก็ตาม โลก ก็สามารถหาหนทางเพื่อปรับสมดุลของอุณหภูมิภายในตัวเองได้
ด้วยความช่วยเเหลือจากแพลงตอนในทะเลและพืชบนบก ช่วยกันดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินในอากาศ
เมื่อแพลงตอนและพืชตายไปทับถมกัน ผ่านความร้อนและแรงกดดัน ก็กลายเป็นน้ำมันหรือถ่านหินในชั้นใต้ดิน
แต่ ด้วยความฉลาดของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยน ก็สามารถประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีในการขุดน้ำมันและถ่านหิน
ขึ้นมาใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่โลกผนึกเอาไว้กลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้ง
.
นับว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงภูมิปัญญาอย่างยิ่ง สามารถย้อนกลับไปสู่อดีตได้โดยไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนเลยล่ะครับ
(แต่จะมีชีวิตรอดดูอยู่หรือเปล่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
.
.
.
ของแถม
.
- กระบวนการผลิตชีสเบอร์เกอร์ที่ชาวอเมริกันบริโภคใน 1 ปี ตั้งแต่ การเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำขนมปัง
การปลูกผักกาด การทำชีส การแปรรูปเนื้อวัว การขนส่ง การแช่แข็ง ฯลฯ เมื่อรวมทุกขั้นตอนเข้าด้วยกันแล้ว
การบริโภคชีสเบอเกอร์ ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 200 ล้านตันต่อปี นี่แค่เฉพาะพื้นที่สหรัฐอเมริกา
นับเป็นปริมาณมากยิ่งกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากรถอเนกประสงค์ทุกคันในสหรัฐอเมริการวมกันเสียอีก
.

- บางคนยังไม่เข้าใจว่า 1 องศามันจะมีผลกระทบขนาดไหนเชียว ลองหาแผนที่อุณหภูมิอากาศมาดูนะครับ
แล้วลองดูว่าความกว้างของเส้นอุณหภูมิจากองศาหนึ่งไปอีกองศาหนึ่ง บนพื้นที่ราบ มันกว้างกี่ร้อยกิโลเมตร
หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ความเห็น #3 กับ #5 ครับ เป็นตัวอย่างใกล้ตัวมากจนผมลืมนึกถึงไปเลย
.
.
.
Related Links

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

sad smile sad smile sad smile โลกแย่แล้วววHot! Hot!

#1 By (^_^)/nana on 2008-06-12 02:53

น่ากลัวจังครับ แค่ 1 ก็น่ากลัวแล้วอ่ะ ไม่ต้องหักขวานทองแล้วสินะ...= ='

สงสารตรับ หมีขั้วโลกจมน้ำตายแน่นอน แค่ +1 เองนะ....
เค้าบอกว่าคนอ้วนทำให้โลกร้อนขึ้น
หรือนี่คือปัจจุยอีกอย่างนึงล่ะเนี่ย.... ทำไงถึงจะห้ามคนกินได้ คงต้องเน้น Trend สุขภาพมากขึ้น แต่ก็นะ พวก Mc ที่ว่าเปลี่ยนเป้นอาหารสุขภาพ ดูไงก็แค่มีสลัดเพิ่มเข้ามาเท่านั้นเอง พวกชีสอะไรก็ยังอยุ่ แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะน่ากลัวกว่าก๊าซจากรถเพียงนี้ wink

​นับว่า​เป็น​เผ่าพันธุ์ที่ทรงภูมิปัญญาอย่างยิ่ง​ ​สามารถ​ย้อนกลับไปสู่อดีต​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​พึ่งไทม์​แมชชีนเลยล่ะครับ
เจ๊บดีครับ...

เมื่อดูจบแล้ว ก็จะมีคนประมาณ 3 กลุ่มอ่านแล้ว
ตื่นตัว
ตื่นตูม
ตื่นตระหนก
ว่าแต่นาย กะลาxxxx จะว่าไงนะ sad smile
ลองไปค้นข้อมูลเปรียบเทียบมาครับ
เรื่องร่างกายคน อุณหภูมิปกติ ประมาณ 37° C
ถ้าบวกเพิ่มไปอีกแค่ 0.5° C ก็ถือว่าเริ่มเป็นไข้แล้ว
ถ้าเกิน 2 ทานยา พักผ่อน ได้แล้ว
ถ้าเกิน 3 ควรไปหาหมอ
ถ้าเกินไป 6 นี่ไม่รู้ล่ะ หาข้อมูลไม่ได้ ใครเป็นหมอรบกวนบอกที

อันนี้คือใกล้ตัวมากๆ ร่างกายเราเองครับ
เผื่อใครจะนึกไม่ออกว่าเพิ่มไปแค่องศาเดียวจะเป็นไรไป double wink

#3 By ไอ้แพท.. on 2008-06-12 06:16

Hot! big smile

#4 By dawinxx on 2008-06-12 07:46

#3... 40 - 41 องศาขึ้นไปนี่เริ่มแย่แล้วรับ

พอสูงไปจากนี้ เม็ดเลือดแดงและเซลล์อื่นๆจะค่อยๆแตกตามกันไป ผลคือเนื้อเยื่อทั่วร่างกายขาดออกซิเจน ของเหลวทะัลัก อาจตายเพราะขาดน้ำ...

ผมไปห่วงตรง 3 องศาครับ - -'' มันเป็นจุดที่ย้อนกลับไม่ได้

ก็หวังว่าคงชะลอเวลาจุดนั้นไม่ให้มาถึงเร็วเกินไป

#5 By on 2008-06-12 08:23

อ่านไปพลางคิดว่ามีแต่ต้องเจอกับตัวมังครับ สำหรับมนุษย์ ..แค่เตือนนี่ส่วนใหญ่ยังไม่ทำอะไรกันจริงๆจังๆหรอก..Hot!

#6 By -----ROGER----- on 2008-06-12 08:28

เคยดูสารคดีชุดนี้เหมือนกันครับ

ทุกวันนี้ก็รู้สึกแล้วว่าอากาศมันแปรปรวนขึ้นกว่าแต่ก่อนมากๆ

ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนไปจากนี้อีก ..ไม่อยากนึกเลยว่ามันจะแปรปรวนแค่ไหน

#7 By Beluga on 2008-06-12 08:35

มีจุดย้อนกลับไม่ได้ด้วย...Hot!

#8 By WhiteMapleS on 2008-06-12 09:21

กำลังว่าจะลงไปซื้อชีสเบอร์เกอร์เลยค่ะ sad smile Hot!

#9 By gsawa on 2008-06-12 09:55

Hot! wink เคยได้ยินเรื่องนี้จากรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงเหมือนกัน ตอนนี้คง 1 ถึง 2 องศากันแล้วล่ะ

#10 By เสี่ยแนน on 2008-06-12 10:10

โห....ความอ้วนของเราทำให้ชาวโลกเดือดร้อนขนาดนี้หนูขอลาตาย เพื่อชาวโลกคะ...

#11 By Duoartists in phuket on 2008-06-12 11:00

ต้องให้ฮอต โพส ให้สมกับเป็นเอ็นทรี่โลกร้อน ^ ^
Hot!
สำหรับ ROGER

> เริ่มด้วยตัวเองซิ

#13 By gomora on 2008-06-12 12:35

+1 ให้กับ #3 และ #5 อ่านแล้วเห็นภาพชัดเลย Hot!

#14 By PaePae on 2008-06-12 13:26

ไม่เคยมีใครสอนผมเลยแฮะว่าน้ำมันมันคือการผนึกคาร์บอน
มีแต่สอนว่ามันคือซากพืชซากสัตว์ทับถม

อ่านแบบนี้แล้วรู้สึกเข้าใจมากขึ้นเยอะเลยครับ Hot!

#15 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-06-12 13:57

เข้ามาเพราะนึกว่าเป็ฯ6 degree of separation question
ได้ความรู้ดีครับ

#16 By หมอแมว on 2008-06-12 15:31

นับว่า​เป็น​เผ่าพันธุ์ที่ทรงภูมิปัญญาอย่างยิ่ง​ ​สามารถ​ย้อนกลับไปสู่อดีต​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​พึ่งไทม์​แมชชีนเลยล่ะครับ

เห็นภาพชัดเจนยิ่งยวด กับประโยคข้างต้นเลยล่ะครับ

และ#3กับ#5 เปรียบเทียบได้เห็นภาพโดยการแทนด้วยตัวมนุษย์

โลกร้อนนี่อันตรายจริงๆแฮะ sad smile Hot!

#17 By SkyKiD on 2008-06-12 21:17

น่ากลัวเหลือเกิน
คงมีหลายคนที่รู้
แต่จะมีสักกี่คนที่ทำ
จะมีสักกี่คนที่สำนึก
ต่อให้มี 1 คนทำ แต่อีกเป็นพันล้านยังใช้ชีวิตปกติ
มันก็เหมือนจุดเทียนกลางพายุฝน
คงต้องเริ่มจากตัวเองก่อน
นับแต่นี้ไปจะพยายามให้มากกว่านี้
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
คิดคล้ายกันเลยครับ เรื่องที่การเผาน้ำมันเ้ป็น reverse process ของสมดุลที่โลกอุตส่าห์ใช้เวลาปรับตั้งหลายล้านปีเนี่ย

แต่เอ๊ะ...ถ้าอีกไม่นานก็จะถึงยุคครีเตเซียสแล้ว ก็แปลว่า "ไดโนเสาร์" ก็ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มทีแล้วสินะครับ

น่ายินดีหรือเปล่าหว่า sad smile
น่าสงสารโลก
ที่คนใกล้ตัว ไม่เคยเห็นอกเห็นใจเค้าบ้างเลย
พวกที่มัวแต่พัฒนาเศรษฐกิจ(ส่วนตน)ก็มัวแต่ใช้พลังงานกันอยู่ได้ รวยไป แล้วไม่มีโลกอยู่จะได้อะไร

#20 By pretty_little_things on 2008-06-12 22:53

จะอัดคาร์บอนกลับไปได้ไงหว่า

เหมือนมนุษย์ชุดปลุกเพชฌฆาตดึกดำบรรพ์ขึ้นมาสู่โลก...
หลังจากดู #3,#5
นาร์กิส แคทริน่า คงเหมือนเม็ดเลือดขาวที่กำลังฆ่าเชื้อโรคที่ชื่อว่ามนุษย์ทิ้ง
เข้ามาดู ' '

ตอบ shuu

ผมว่ามองแบบนั้นบิดเบือนแนวอารมณ์ศิลปินไปหน่อย
คือไม่ว่าอะไรรอบตัวเกิดขึ้น ก็มาโทษว่าเป็นเพราะเราหมด , หรือต้องเป็นเราอย่างเดียว
ถือเป็น cognitive error แบบหนึ่ง

สัตว์ชนิดไหนๆก็เดือนร้อนได้เป็นส่วนใหญ่ สำหรับเรื่องนี้ ซึ่งมนุษย์เป็นต้นเหตุ
สัตว์ที่กลับได้ประโยชน์ ผมก็เชื่อว่ามี แต่จะเป็นส่วนน้อยมากๆ (เป็นกลไกของระบบวิวัฒนาการ , พวกที่ได้ประโยชน์นี้ ก็มีแววจะเป็นสปีชีส์ที่จะครองพื้นที่บนโลกยุคต่อไป)

#23 By Detonator on 2008-06-13 12:42

อ่านแล้วน่าใจหาย...
โดยเฉพาะพออ่านตรงของแถมแล้ว...
อืมมม มิน่าอเมริกาถึงเป็นชาติที่เจริญแล้ว ทำตัวเป็นชาติแสนดีพิทักษ์ความสงบสุขและเป็นผู้นำของโลก แต่กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือในสัญญาว่าด้วยการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์...

หน่ายใจนะคะ ขนาดตอนนี้เรามาอยู่ญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน เราพบว่านักเรียนแลกเปลี่ยนจากชาติใหญ่ๆ อาทิเช่น จีน โดยเฉพาะนักเรียนจากรัสเซียเนี่ยตัวดีเลย จำนวนไม่น้อยไม่มีความรู้และสำนึกในการประหยัดพลังงานเลยค่ะ ขนาดว่าได้มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ก็น่าจะแปลว่าเค้าเป็นนักเรียนดีใช่ย่อยของมหาลัยนั้นๆแล้วนะคะ พอเราพยายามบอกเรื่องง่ายๆให้เค้า ไม่ว่าจะเป็นการปิดไฟก่อนออกจากห้อง หรือปิดคอมเวลาไม่ใช้ พวกเค้าก็จะตอบเออๆแล้วทำหน้าเอือมๆค่ะ...
(เราไม่ใช่นักเรียนดีเด่นนะ บอกไว้ก่อน หุๆ)

สงสารโลกค่ะ...

#24 By wassery_harp on 2008-06-14 01:02

Hot!
เอ็นทรี่นี้ สารคดีชุดนี้ เรื่องพวกนี้

ไม่ได้มีไว้อ่านไว้ชมเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อเร้าอารมณ์ช่วงสั้นๆ จริงมั้ยครับ

#25 By Re-Peat Again on 2008-06-14 02:48

เลิกกินชีส ก้อได้นะ ..ถ้าแย่ขนาดเนี๊ยะ ..

#26 By 1000moon on 2008-06-14 13:46

Loading