.
เมื่อฟองสบู่สหรัฐอเมริกาแตก
.
เข้าสู่ปี 2551 ผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ที่สหรัฐอเมริกา
ทำเอาบริษัทวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวนมากประสบภาวะล้มละลายกันเป็นทิวแถว
เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 แบร์สเติร์น (Bear Sterns) วาณิชธนกิจอันดับ 5 ของสหรัฐฯ
ขาดทุนในตราสารอนุพันธ์ซีดีโอ จนถูก เจพี มอร์แกน กลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ซื้อกิจการไป
.
ตามด้วยเดือนกันยายน เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์, วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐฯ
(อดีตที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ที่มาบริหารจัดการสินทรัพย์ของบ้านเราหลังยุคฟองสบู่แตก)
ประกาศล้มละลายในวันที่ 15 เนื่องจากธนาคารบาร์คเลย์ในอังกฤษถอนตัวจากการซื้อกิจการ
จนนักธุรกิจบ้านเรา ที่โดนเลห์แมนฯ ทำแสบไว้มากในยุคนั้น แอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจสุดๆ
.
วาณิชธนกิจรายอื่น เช่น เมอร์ริล ลินช์ (Merril Lynch) ถูก แบงค์ ออฟ อเมริกา ซื้อกิจการไป
แฟนนี่ เม & เฟรดดี้ แม็ค (ชื่อเล่นของสถาบันสินเชื่อเคหะ) ก็ถูกสถาบันประกันเงินฝากยึดไป
โกลแมน แซคส์ (Goldman Sachs) และมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) โดนแปรรูป
กิจการของตนจากวาณิชธนกิจไปเป็นธนาคารโฮลดิ้งส์แลกกับเงินช่วยเหลือจากธนาคารกลาง
.
.
.

การเสกสรรปั้นเงินจากอากาศ
.
ยกตัวอย่างฟองสูบแตกในบ้านเราเมื่อปี 2540 คิดว่าคนทั่วๆ ไปจะมองเห็นภาพง่ายกว่านะครับ
แบบพื้นฐานที่สุดในเวลาดังกล่าว คือ การกู้เงินจากธนาคาร ไปซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน เพื่อเก็งกำไร
โดยคาดหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ราคาบ้าน ราคาที่ดิน ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
คนแรกขายต่อให้คนที่สอง ได้กำไรไป, คนที่สองขายต่อให้คนที่สาม ได้กำไรไป, เป็นทอดๆ
.
ถ้าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นไป อย่างไม่มีวันหยุดยั้ง วงจรเก็งกำไรก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ
แต่ถึงจุดๆ หนึ่ง เศรษฐกิจที่แท้จริงจะไม่สามารถแบกรับเศรษฐกิจลวงตาได้ ฟองสบู่ก็แตกตูม
ใครที่สามารถตัดใจ ถอนตัวหลังจากได้กำไรครั้งแรกแล้ว จะได้รับผลกระทบน้อยลงมาหน่อย
ใครที่ถอนตัวไม่ขึ้น หลงติดใจกับวิธีการหาเงิน ด้วยการต่อเงินง่ายๆ แบบนี้ ก็เจ็บตัวแสนสาหัส
.
ส่วนตราสารอนุพันธ์ซีดีโอ ก็ซับซ้อนขึ้น เป็นการนำเอาสินเชื่อซับไพรม์หลายๆ แห่งมารวมกัน
ออกเป็นตราสาร ส่วนใหญ่จะขายให้กลุ่มนักลงทุนวาณิชธนกิจซึ่งฟันกำไรเพียบในยุคฟองสบู่
เวลานั้นมีสินเชื่อเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 3 ปี เศรษฐกิจตอนนั้นก็ยังดูดี ชาวบ้านย่อมแห่เก็งกำไร
3 ปีผ่านไป ตื่นขึ้นจากความฝันพบกับความจริงว่าไม่มีเงินใช้หนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังครืนลงมา
.
.
18 bronze men

.
มนุษย์ทองคำแห่งวอลสตรีต
.
ในแผนกู้วิกฤติ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มีการตั้งคำถามว่าเงินภาษีจำนวนมหาศาลก้อนนี้
จะถูกนำไปจ่ายเป็นเงินเดือนแก่บรรดา CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ตกกระป๋องทั้งหลายหรือไม่
เพราะชาวอเมริกันเริ่มตั้งคำถามบรรดา CEO ที่ได้รับเงินเดือนสูงๆ ว่า ช่วงที่ผ่านมามัวทำอะไร
จึงปล่อยให้ปัญหาบานปลายถึงขนาดนี้ การนำเงินภาษีช่วยอุ้มธุรกิจเหล่านี้ย่อมไม่สบอารมณ์
.
ในปี 2550 ที่ปัญหาซับไพร์มเริ่มตั้งเค้า, 5 วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่แห่งวอลสตรีต ประกอบด้วย
โกลด์แมน แซคส์, มอร์แกน สแตนลีย์, เมอริลล์ ลินช์, เลห์แมน บราเธอร์ส และ แบร์สเติร์น
ยังคงจ่ายเงินให้แก่พนักของพวกตน จำนวน 185,687 คน สูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และเกือบสองในสาม หรือ 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินโบนัส !!! ...มันน่าช่วยไหมนี่
.
ถึงประชาชนจะหมั่นไส้ CEO เหล่านี้ขนาดไหน รัฐบาลสหรัฐก็ต้องอุ้มบริษัทเอกชนเหล่านี้ครับ
เพราะตราสารเจ้าปัญหาชุดนี้มีการขายทอดตลาดออกไปยังกลุ่มวาณิชธุรกิจภาคพื้นยุโรปด้วย
และความสลับซับซ้อนในการเสกเงินจากอากาศของตราสารพวกนี้ทำให้บริษัทอื่นที่เกี่ยวข้อง
ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่มาคิดคำนวณตัวเลขที่แท้จริงว่าตนมีมูลค่าความเสียหายเท่าไรกันแน่
.
.
.

วิกฤติการณ์แม็คโดนัลด์
.
ถึงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยและกลุ่มธุรกิจหลายๆ กลุ่ม จะออกมานั่งยัน นอนยัน ยืนยันว่า
เงินลงทุนจาก 5 วาณิชธุรกิจที่เจ๊งบ๊งนั้น เป็นเพียงเงินลงทุนส่วนน้อย ไม่ก่อปัญหาใดๆ ตามมา
แต่ในเมื่อตลาดสินค้าส่งออกหลักๆ ของเราอย่างเช่นสหรัฐฯ ล้มพังครืนไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
จะบอกว่าไม่มีผลกระทบอะไรเลยต่อคนทำธุรกิจในบ้านเราในระยะยาว ก็คงไม่ใช่แล้วล่ะครับ
.
ทางฝั่งยุโรปเองก็ได้รับผลกระทบจากแม็คดอเน่าไปไม่น้อย ตัวอย่างใกล้ๆ สำหรับวัยรุ่นไทย
มากกว่าครึ่งของประเทศนี้ต้องเคยติดตามดูฟุตบอลลีกของหลายประเทศในแถบยุโรปมาแน่ๆ
บางบริษัทได้รับผลกระทบจากเบอร์เกอร์บูดๆ จนต้องถอนสปอนเซอร์ออกไปก็มีอยู่ประปราย
ทีมดังๆ ที่มีคนต่อคิวเป็นสปอนเซอร์คงไม่เดือดร้อนมาก แต่ทีมเล็กๆ อาจล้มทั้งยืนได้ เป็นต้น
.
ระหว่างที่กำลังรอตัวโดมิโน่ทยอยล้มจนมาถึงประตูหน้าบ้านเรา (ได้ยินเสียงแว่วๆ มาแต่ไกล)
ยังมองไม่เห็นความหวังว่าบ้านเรามีศักยภาพและความพร้อมจะรับมือปัญหาดังกล่าวสักเท่าไร
สำหรับการตรวจสอบกำลังซื้อของผู้คนในชาติ, แบบไม่ต้องรอให้สำนักไหนเก็บข้อมูลทำวิจัย
จาก คอลัมน์ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ของหนุ่มเมืองจันท์ เป็นดัชนีที่สังเกตได้ง่ายๆ และน่าสนใจดีครับ
.
เศรษฐกิจต่างจังหวัด ให้ดูที่ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าขายดี ให้ดูต่อที่ยอดขายมอเตอร์ไซด์
ถ้าขายดี ให้ดูต่อที่ยอดขายรถกระบะ ถ้าขายดีอีก แสดงว่าเศรษฐกิจดี เงินหมุนเวียนคล่องมือ
แต่ในทางกลับกัน ถ้ายอดขายค่อยๆ ลดไปในทิศทางตรงข้าม แสดงว่าเศรษฐกิจชักไม่ค่อยดี
ส่วนสภาพคล่องเศรษฐกิจคนชั้นกลาง ให้สังเกตที่คิวของร้านสุกี้ MK ในวันหยุดหรือตอนเย็นๆ
.
โดยบางส่วนก็เชื่อถือได้ในระดับหนึ่งครับ เพราะกลุ่มลูกค้าที่ไปกิน MK มักเป็นกลุ่มครอบครัว
หรือ "เจ้าของกระเป๋าเงินตัวจริง" ของบ้านซึ่งเป็นกลุ่มค่อนข้างมีอายุ ไม่ถนัดเข้าร้านฟาสต์ฟู้ด
หรือซอกแซกหาบุฟเฟต์กินเท่าไร และบางคนมีอาการแพ้ผงชูรสหรือสารปรุงแต่งอย่างรุนแรง
MK (กับร้านอาหารอีกไม่กี่ร้านในห้างสรรพสินค้า) จึงเป็นตัวเลือกของคนกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย
.
.
.

ปล.
เคยเจอคนแถวนี้วัดระดับความเป็นปัญญาชนจากการมีรถหรูๆ และมีเงินเดือนสูงๆ ด้วยล่ะครับ
ถ้าหากมาอยู่ที่บ้านเราล่ะก็ CEO พวกนี้ต้องจัดอยู่ในระดับ ปัญญาชนตัวแม่ แน่ๆ เลย...ใช่ซี่~
ได้โบนัสเป็นร้อยล้านดอลลาร์ ชีวิตหรูหราอู้ฟู่ พวกโง่ๆ ที่อยู่บ้านนอกทำไม่ได้หรอก...เชอะ~

.
.
.

อ้างอิง
- เศรษฐกิจ : มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 28 ฉบับที่ 1467 หน้า 22
- ต่างประเทศ : มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 28 ฉบับที่ 1468 หน้า 102
- ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ : มติชนสุดสัปดาห์, ปีที่ 28 ฉบับที่ 1468 หน้า 24
- Meltdown Monday : Terasphere's Blog
.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณที่มาเล่าครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลยครับ
แต่ชอบนะ ปัญญาชนตัวแม่ confused smile

#1 By เจ้าชายน้อย on 2008-10-07 23:18

อธิบายได้ละเอียดมาก เข้าใจง่าย ขอบคุณครับ

#2 By plynoi แว่วศรี on 2008-10-07 23:39

ทำไมไม่เป็นเบอร์เกอร์คิงง่ะ อิอิ
ไมบ้านเราชอบโกหกตัวเองง่ะ
ว่า"ผลกระทบมาบ้านเราคงไม่รุนแรงมากรับมือได้"
ขนาดบ้านเราเล็กๆ ตอนต้มยำกุ้ง เค้ายังแสบไปตามๆกันเลย นี่อเมกานะคับ ใหญ่ขนาดนี้มันมีผลกระทบอยู่แล้ว angry smile
ไม่ค่อยชอบพวกธุรกิจเก็งกำไร ซื้อมาขายไปเพิ่มราคามันเข้าไป
พวกนี้ไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่แท้จริงเลย ผู้ผลิตลดต้นทุนกันแทบตาย สุดท้ายโดนคนกลางยี่ปั้วซาปั้วเอาไปฟันกำไรสบายใจเฉิบ นี่มันทำนาบนหลังผู้ผลิตชัดๆ พอสุดท้ายฟองสบู่ลวงตาแตกสลาย ก็ต้องเอาเงินไปมันอุ้มอีก ไม่อุ้มก็มีผลกระทบกันเป็นแถบ เฮ้อ... tongue

สำหรับเมืองไทยที่(รัฐบาล)ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คงยังเดินลอยชายกันต่อไปจนกว่าโลงจะมาจ่อถึงหน้าบ้านล่ะครับ ถึงจะเริ่มสำนึก sad smile

ปัญญาชนตัวแม่ก็คงเป็นผลมาจากสูตรวัดความสำเร็จอย่างง่ายๆ ทางทุนนิยม ไม่ต่างจากการวัดผลการเรียนโดยใช้การสอบ ซึ่งไม่ใช่วิธีวัดผลที่ดีที่สุด แต่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คนที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยมุ่งเป้าหมายไปยังสิ่งที่ใช้วัดผลโดยหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงไป

#4 By Little Lamb on 2008-10-08 00:39

Hot! Hot! Hot! สำหรับบทความเข้าใจง่ายๆ

#5 By Little Lamb on 2008-10-08 00:40

ได้ข่าวธนาคารดังๆ ล่มและจะส่งผลกระทบต่อทอดไปอีกมาเหมือนกันค่ะ อ่านเอนทรีน้แล้วเคลียขึ้นเยอะเข้าใจง่ายดี Hot! Hot! Hot!

#6 By STECHA ลา ล่า~ on 2008-10-08 02:24

พนักงานกินเงินเดือนอย่างผมชักเสียวสันหลัง จินตนาการอนาคตไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

#7 By -----ROGER----- on 2008-10-08 11:25

ไม่มีของแถมเหรอครับ
หึหึ
เทียบโดยให้ดูคิวคนเข้าMKนี่เข้าใจคิดจริงๆopen-mounthed smile
"เคยเจอคนแถวนี้วัดระดับความเป็นปัญญาชนจากการมีรถหรูๆ และมีเงินเดือนสูงๆ ด้วยล่ะครับ
ถ้าหากมาอยู่ที่บ้านเราล่ะก็ CEO พวกนี้ต้องจัดอยู่ในระดับ ปัญญาชนตัวแม่ แน่ๆ เลย...ใช่ซี่~"

555+ ชอบประโยคนี้จังเลยพี่ป๋อ

ใช่ซี่~!

แต่อยากรู้จักว่าใครกัน...ช่าง ฉลาดนัก

#11 By Yoshii on 2008-10-08 18:20

นี่ก็ทำประกันอุบัติเหตุกะ AIG ไว้เนี่ย ไม่รู้จะเป้นยังไงต่อไป (แต่ตั้งกะมาอยู่ยังไม่เคยใช้บริการเลยนะคะ)

#12 By Juno on 2008-10-08 19:38

ไม่ชอบพวกมะกัน แต่เจือกทำงานกับบริษัทมะกันอีก กำ

#13 By mk182 on 2008-10-09 11:29

Hot!

#14 By Re-Peat Again on 2008-10-19 18:26

Loading