คำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก
posted on 21 Oct 2008 20:02 by chubby in Review-Social.
กาลครั้งหนึ่งยังไม่นานเท่าไร มีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา
ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญา ที่ทำ
กับหน่วยงานของรัฐ, เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตาม พรบ.
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 100, 200
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 86, 91, 152, 157 ขอให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
.
21 ตุลาคม 2551 เวลา 14.00 น. ศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาท
ในประเด็นที่ทางฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้อง และทางฝ่ายจำเลยยื่นคัดค้านในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
.
.
.
คะแนนเสียง 9 : 0
พรบ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
ไม่ได้ถูกยกเลิกโดย คณะปฏิรูปการปกครองฯ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3
คะแนนเสียง 9 : 0
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
มีอำนาจในการตรวจสอบ และดำเนินคดีจำเลยทั้ง 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย
คะแนนเสียง 9 : 0
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน่วยงานของรัฐฯ
ตาม พรบ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542
.
.
.
คะแนนเสียง 6 : 3
จำเลยที่ 1 (อดีตนายกฯ) เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีอำนาจในการกำกับ ควบคุม ดูแล กองทุนฟื้นฟูฯ
คะแนนเสียง 7 : 2
จำเลยที่ 2 (ภริยาอดีตนายกฯ) ไม่มีความผิด ไม่ต้องร่วมรับโทษในมาตรา 122 กับจำเลยที่ 1
คะแนนเสียง 9 : 0
ที่ดินพิพาทนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้ง 2 ได้มาจากการกระทำความผิดแต่อย่างใด
คะแนนเสียง 7 : 2
เงินที่จำเลยที่ 2 ใช้ในการชำระค่าที่ดินพิพาทนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินในการกระทำความผิดโดยตรง
ที่ดินพิพาทและเงินดังกล่าว จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่พึงริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33
.
.
.
การที่จำเลยที่ 2 ร่วมประมูลและทำสัญญาจะซื้อจะขาย และซื้อขายที่ดินกับกองทุนฟื้นฟูฯ
หาได้เป็นความผิดในตัวเองไม่ เหตุที่เป็นความผิด สืบเนื่องมาจากสถานภาพของจำเลยที่ 1
.
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กฎหมายห้ามไม่ให้ทำสัญญา หรือมีส่วนได้เสียกับกองทุนฟื้นฟูฯ
.กฎหมายห้ามไม่ให้ทำสัญญา หรือมีส่วนได้เสียกับกองทุนฟื้นฟูฯ
ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 100 อนุ 1 วรรค 3 และมาตรา 122 วรรค 1
ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากนี้ยังให้
เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2, ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาบังคับตามคำพิพากษาต่อไป
.
.
.
1 ในข้อกล่าวหาที่ใช้เย้วๆ กันหลังรัฐประหาร 2549 ก็ได้บทสรุปไปอีกข้อ
คุ้มกับสภาพสังคมไทยในขณะนี้หรือไม่, ผมไม่แสดงความคิดเห็นนะครับ
ถึงแสดงความเห็นไปเดี๋ยวก็โดนแขวะ โดนพาดพิงอีก ขออยู่เงียบๆ ดีกว่า
(รอดูขาประจำ จะมายัดสถานะอะไรต่อมิอะไรให้ผมเหมือนเคยอีกรึเปล่า)
.
Tags: คำพิพากษา, ศาล13 Comments
Parody Television
#1 By เชน หยินและหยาง on 2008-10-21 20:29