Red Cliff - Part II : หลังโจโฉแตกทัพเรือ
posted on 26 Jan 2009 00:19 by chubby in Review-Movie.
ความเดิมจากตอนที่แล้ว กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของศึกเซ็กเพ็กซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามครั้งยิ่งใหญ่
และเป็นสมรภูมิมีชื่อเสียงมากในยุคของสามก๊ก จากตัวละครสำคัญที่มาชุมนุมกันอย่างคับคั่ง
พร้อมกลยุทธ์การทำศึกที่โดดเด่นทั้งทางด้านจิตวิทยาและศาสตร์ความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม
คราวนี้ พวกเราจะได้เห็นโจโฉแตกทัพเรือจริงๆ เสียทีครับ หลังจากอารมณ์ค้างมาหลายเดือน
.
ส่วนที่ชอบ
- ลืมศึกเซ็กเพ็กที่คุณเคยเห็นจากที่อื่นไปซะ เพราะ Red Cliff จะฝังภาพใหม่ลงในหัวของคุณ
(ถึงแม้บางตำราจะกล่าวว่า กองทัพโจโฉเป็นผู้เผาเรือเองเนื่องจากไม่พร้อมทำการรบก็ตามที)
- กลศึกมากมายที่เราเคยได้ยินได้อ่านจากหนังสือมาแล้ว แต่ดูซ้ำในหนังอีกทียังอดทึ่งไม่ได้
ตั้งแต่จิตวิทยาขั้นพื้นฐานไปจนถึงศาสตร์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมขั้นสูงที่ช่วยพลิกสถานการณ์
- ชั่วระยะเวลา 1 ชงชากับความหน้ามืด สามารถลบความได้เปรียบจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้
ใครที่อยากดูฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมรับประกันความเต็มอิ่ม เพราะระเบิดกันเรือหายจริงๆ
- โดยส่วนตัวรู้สึกว่ารายละเอียดปลีกย่อยฮากว่าภาคแรก (ทั้งจากบทหนังและจากการพากย์)
จนแทบจะดูเป็นหนังตลกได้ไม่ว่าฉากตลกเงียบ ตลกโฉ่งฉ่าง ตลกไม่ให้ตั้งตัว ตลกแดก ฯลฯ
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- เนื้อเรื่องรองที่เสริมแต่งเข้ามามีอารมณ์ความรู้สึกแปลกๆ จะว่าชอบก็ไม่ใช่ ไม่ชอบก็ไม่เชิง
โดยส่วนตัวแล้วให้ผ่านแบบหวุดหวิด เนื่องจากโชคดีที่ในภาคนี้มีฉากตลกขบขันอยู่เยอะพอดี
- ตอนท้ายเรื่องที่ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผมให้อยู่ในระดับสูงได้เหมือนก่อนหน้านั้น
โจโฉตอนท้ายเรื่องที่ดูหมดสง่าราศีไปเลย อยากให้ซุนกวนกับหมอฮูโต๋มีบทมากกว่านี้อีกนิด
.
ประเด็นเก็บตก
- สงครามไม่มีใครเป็นผู้ชนะ ประชาชนเป็นเพียงเบี้ยในเกมกลแห่งอำนาจที่ตายก่อนอยู่ร่ำไป
ประวัติศาสตร์เป็นครูที่ดี แต่ลูกศิษย์ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไร จึงต้องกลับมาลงทะเบียนบ่อยๆ
- มีฝีมือแต่อับโชคที่จะแสดงออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น ก็มีโอกาสหายลับไปในหน้าประวัติศาสตร์
มีโชคแต่ไม่มีฝีมือที่จะรักษาสถานภาพตน ก็มีโอกาสดับอนาถอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เช่นกัน
.

.
.
.
ของแถมท้ายรีวิว
- ตุลาคม 2551 ปีที่ผ่านมา ได้อัพเอนทรี่เรื่องเล่าจากการสอบ ก.พ. ภาค ก. ระดับปริญญาตรี
ซึ่งนานๆ จะเปิดสอบสักที ทำให้รอบที่ผ่านมามีผู้สมัครร่วม 2 แสนคน จนต้องแบ่งสอบ 3 ครั้ง
ระดับความยากของข้อสอบคณิตศาสตร์ ใกล้เคียงกับหนังสือคู่มือ ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด
ส่วนข้อสอบภาษาไทย ค่อนข้างง่ายมากสำหรับท่านใดที่ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
.
- ธันวาคม 2551 ปีที่ผ่านมา ก็ลองของอีกครับ คราวนี้ไปสอบ ก.พ. ภาค ก. ระดับปริญญาโท
ปรกติเปิดสอบทุกๆ 2 เดือน ผู้สมัครจึงมีจำนวนน้อยกว่า (รอบของผม มีคนสอบจริง 927 คน)
ระดับความยากของข้อสอบ ทั้งคณิตศาสตร์และภาษาไทย เข้มข้นกว่าระดับปริญญาตรีพอตัว
ยังดีที่ได้ประสบการณ์ในการสอบครั้งแรกช่วยเอาไว้ช่วยให้วางแผนทำข้อสอบได้ตรงตามเป้า
.
- แต่ก็หวุดหวิดไปเหมือนกันครับ เพราะภายในข้อสอบ แอบสลับลำดับวิชาที่สอบในช่วงหลังๆ
ต่อให้ตรวจดูข้อสอบ หลังจากได้รับคำสั่งให้ลงมือทำข้อสอบได้ มันก็เปลี่ยนเกียร์ลำบากอยู่ดี
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ตรรกศาตร์หรือ Logic ซับซ้อนยิ่งขึ้นอีกทั้งตัวเลือก "ข้อมูลไม่เพียงพอ"
เพื่อป้องกันการกามั่วว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" นั่นคือข้อสอบบีบให้คุณต้องรู้ Logic ในข้อนั้นจริง
.
- และข้อสอบตรรกศาสตร์อีกชุดหนึ่งไม่ใช่แค่ให้เราตรวจดูว่า Logic นั้นถูกต้องหรือไม่เท่านั้น
แต่จะเป็น Logic 2-4 ชุดให้เราพิจารณาว่า มันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันอีกหรือไม่ให้เลือก
น่าเอาให้คนที่ชอบหยิบยกหลักกาลามสูตรว่าด้วยตรรกะ มาทดลองทำข้อสอบชุดนี้จริงๆ ครับ
แล้วจะรู้ว่าตรรกะไม่ใช่แค่ A --> B แต่ต้องพิจารณาว่า A กับ B เหมาะสมหรือไม่อย่างไรด้วย
.
- ส่วนข้อสอบภาษาไทย เน้นหนักที่การใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน และในเอกสารราชการ
ไม่มีแล้วกับคำถามว่าคำไหนเขียนผิด แต่ถามว่าประโยคใดใช้คำฟุ่มเฟือย น้ำท่วมทุ่ง ไร้สาระ
ใครที่ใช้ภาษาแผลงๆ เอามัน แต่ ยังรู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้องด้วย ท่านยังทำข้อสอบได้ครับ
ใครที่ใช้ภาษาแผลงๆ เอามัน โดยไม่สนว่าภาษาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามกรรมครับ
.
- มกราคม 2552 รับปริญญา เนื่องจากความประมาทในการยื่นเรื่องจบการศึกษา เมื่อปี 2550
ผมจึงต้องมารับปริญญาในปีนี้แทน ไหนๆ พลาดไปแล้ว ก็เลยทำรูปเล่มต่ออีกเทอมมันซะเลย
หลังได้วุฒิ ป.โท แถมสอบผ่าน ก.พ. ทั้งสองระดับเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มองๆ หางานใหม่ครับ
เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในขณะนี้ แม้จะสนุก แถมถูกอุปนิสัยผมอย่างยิ่ง แต่ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไร
.
- ด้วยเหตุนี้ ถ้าช่วงไหนรีวิวเริ่มห่างหาย ก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ กำลังอยู่ในช่วงชีพจรลงเท้า
งานเก่าในปัจจุบัน ก็ต้องเพิ่มคุณภาพ (ทำยอด) ให้มากขึ้นๆ เสริมความแข็งแกร่งของขาเก้าอี้
งานใหม่ในอนาคต ก็ต้องพยายามฝ่าฟันอีกหลายยก เพราะว่าคนตกงาน (ราวๆ 5-8 แสนคน)
กับนักศึกษาจบใหม่ (ราวๆ 5-7 แสนคน) รวม 1-1.5 ล้านคนก็ต่อสู้อยู่ในสมรภูมิแห่งนี้เช่นกัน
.
.
จากสมรภูมิศึกเซ็กเพ็กย้อนกลับขึ้นไปทางต้นน้ำ มีสิ่งก่อสร้างใหญ่มหึมาสะดุดใจผมมากกว่า
จุดที่แม่น้ำแยงซีไหลฝ่าเทือกเขาออกมานี้ เป็นที่ตั้งของเขื่อนสามผา (Three Gorges Dam)
เพื่อป้องกันน้ำท่วมและผลิตกระแสไฟฟ้ารับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสุดร้อนแรงของจีน
ประชาชนจำเป็นต้องโยกย้ายถิ่นฐานออกไปจากสมรภูมิการพัฒนาแห่งนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน
.
Tags: movie, red cliff, review16 Comments
คงต้องรอมรสุมการบ้านผ่านไปก่อน
ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 3
#1 By คาโตเน่ on 2009-01-26 00:34