ทอดน่องท่องรถไฟไทย 2552
posted on 04 Apr 2009 14:17 by chubby in Review-Personal, Review-Social.
เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2439
ตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบ
พระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างสถานีกรุงเทพ - อยุธยา (ให้บริการจริงวันที่ 28 มีนาคม)
โดยเส้นทางช่วงที่ 1 ระหว่างสถานีกรุงเทพ - นครราชสีมา สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2443
.
.
.
เหลียวมองเพื่อนบ้าน
.
ประเทศอินเดีย มีรถไฟครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 แน่นอนว่าบริหารโดยบริษัทของชาวอังกฤษ
เป็นเส้นทางสำหรับขนส่งทรัพยากรและกำลังทหารในช่วงที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษนั่นเอง
ปัจจุบัน 85% ของเส้นทางรถไฟในอินเดีย ก่อสร้างก่อนการประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2490
ส่วนพม่า ก็มีรถไฟครั้งแรกในปี พ.ศ. 2420 หลังตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษต่อจากอินเดีย
แต่เส้นทางบางส่วนถูกระเบิดทำลาย หรือรื้อถอนออกไปในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2
แถมการดำเนินงานของการรถไฟพม่าก็ขาดทุนบักโกรกคล้ายๆ กับประเทศเพื่อนบ้านแถวนั้น
.
ประเทศญี่ปุ่น มีรถไฟครั้งแรกในปี พ.ศ. 2415 หลังจากนั้นก็มีเส้นทางใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา
กระทั่งช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีการสร้างทางรถไฟในต่างประเทศ
ถึงจะสร้างขึ้นเพื่อการศึกสงครามเป็นหลัก แต่มีอยู่หลายเส้นทางที่ยังใช้งานได้จนถึงทุกวันนี้
แม้ต่อมาจะพ่ายสงครามอย่างบอบช้ำ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดยั้งการพัฒนารถไฟแต่อย่างใด
ปัจจุบัน การรถไฟญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างรูปธรรมของการแปรรูปที่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและกำไร
ผลักดันให้ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีอัตราส่วนประชากรใช้บริการรถไฟมากติดอันดับโลก
.
ประเทศจีน มีรถไฟครั้งแรกในปี พ.ศ. 2419 แต่ทว่าก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาติจากรัฐบาล
เส้นทางรถไฟดังกล่าวจึงถูกรัฐบาลซื้อและทำลายทิ้งไปในปี พ.ศ. 2420 (โถ...ปีเดียวสิ้นชีพ)
จนปี พ.ศ. 2424 จึงมีรถไฟสายที่สองเกิดขึ้น ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้สำหรับขนส่งถ่านหิน
เส้นทางรถไฟในจีนขยายตัวรวดเร็วอีกครั้งหลังยุคสงครามจีน-ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2438 - 2454
ปัจจุบัน ประเทศจีนกำลังสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงตามแนวชายฝั่งตะวันออกอย่างคึกคัก
ด้วยงบประมาณและพื้นที่อันกว้างใหญ่ ทำให้บริษัทต่างชาติจ้องมองประเทศจีนกันตาเป็นมัน
.
.
.
เหลียวมองบ้านเรา
.
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคที่ก่อสร้างระบบขนส่งทางรางอย่างรถไฟกับเขาด้วย
นับจนถึงวันที่ผมอัพเอนทรีนี้ การรถไฟไทยก็อยู่ทน หรือทนอยู่กับเรามาถึง 113 ปีจนได้สิน่า
ถึงจะบริหารงานอย่างย่ำแย่ด้วยเหตุผลร้อยแปดอย่างจนมียอดขาดทุนสะสมนับแสนล้านบาท
ถึงจะเสียเวลาเป็นประจำ จะทรุดโทรม หรือมีลูกแมลงสาบโผล่หน้ามาทักทายก่อนนอนบ่อยๆ
ถึงจะขายฝันรถไฟรางคู่หรือเส้นทางใหม่มานานโดยไม่มีอะไรคืบหน้า ผมก็ยังชอบรถไฟครับ
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่า จากการโดยสารรถไฟตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง
.
.
.
ย้อนรอยวัยประถม
.
สำหรับเด็กบ้านนา (ตอนนั้นรอบบ้านยังคงเป็นทุ่งนา) การนั่งรถไฟจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ
เป็นเรื่องใหญ่โตวุ่นวาย มีอะไรให้จัดการพอๆ กับนั่งเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศยุคนี้ล่ะครับ
ตั๋วรถไฟเป็นกระดาษแข็งๆ แบบที่เด็กลาดกระบังรุ่นก่อนๆ คุ้นเคยดี (ตอนนี้คงจะไม่มีแล้วมั้ง)
แถมค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมตามชนิดขบวนรถ ค่าเตียงนอนบน/ล่าง ค่าปรับอากาศ บลาๆๆๆ
แยกเป็นคนละใบ ดังนั้น ถ้าไปเป็นครอบครัวใหญ่ล่ะก็ จะได้ตั๋วกระดาษแข็งมาเป็นปึกหนาปึ้ก
ด้วยการสื่อสารที่ไม่ค่อยดี ทำให้พบเห็นการออกตั๋วโดยสารซ้ำซ้อนระหว่างการเดินทางบ่อยๆ
.
ตู้โดยสารที่ดีที่สุดในยุคนั้นก็คือตู้นอนปรับอากาศ/พัดลมชั้น 2 ของขบวนรถด่วนในยุคนี้นี่เอง
เตียงนอนบน/ล่างแคบพอๆ กัน แต่เตียงนอนบนจะมีพัดลมหมุนอยู่ใกล้ๆ หัวให้หวาดเสียวเล่น
ข้างทางเดินมีตะแกรงวางของทั้งด้านบน/ล่างทำให้บรรทุกสัมภาระได้มากกว่าตู้โดยสารชั้น 3
จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือชาวบ้านที่เดินทางไปเยี่ยมญาติเป็นอย่างยิ่ง
ตู้โดยสารจะอัดแน่นไปด้วยสัมภาระราวกับกลุ่มผู้อพยพจากฉนวนกาซา เช่น ถุงแคบหมูยักษ์
ชะลอมลำไย ลิ้นจี่ หอมแดง (ตามฤดูกาล) เก็บจากสวนสดๆ ทำให้บางครั้งก็เจอมดกัดวุ่นวาย
.
นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเป็นแรร์ไอเทมหาดูได้ยากขนาดชาวบ้านเหลียวมองกันทั้งขบวน
.
.
.
ย้อนรอยวัยมัธยม
.
สำหรับเด็กบ้านสวน (ตอนนั้นที่นาเริ่มกลายเป็นบ้านคน) ซึ่งนั่งรถไฟบ่อยๆ จนเป็นเรื่องปรกติ
ตั๋วโดยสารกระดาษแข็งสีแดงๆ หายไปแล้ว กลายเป็นตั๋วโดยสารกระดาษอ่อน เข้ามาแทนที่
ยุคนี้มีรถสปรินเตอร์ให้บริการ (รถโดยสารนั่งปรับอากาศชั้น 2) นำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส
โดยบ้านเขาใช้วิ่งระหว่างเมืองที่เป็นที่ราบ แต่ บ้านเราเอามาใช้วิ่งขึ้นขุนตาลโดยไม่มีเวลาพัก
ดังนั้น อีก 2-3 ปีต่อมา รถสปรินเตอร์ที่เริ่มจะทรุดโทรม จึงมักเดินทางมาไม่ค่อยถึงเชียงใหม่
หากจอดตายอยู่กลางภูเขาระหว่าง อุตรดิตถ์-แพร่, แพร่-ลำปาง บ่อยครั้งจนสุดแสนจะชินชา
.
ตู้โดยสารที่ดีที่สุดในยุคนั้นก็คือตู้รถด่วนนครพิงค์ในยุคนี้นี่เอง ด้วยเตียงล่างที่กว้างขวางสุดๆ
รองรับการประกาศปีท่องเที่ยวไทยที่คาดหวังให้ชาวต่างประเทศตัวใหญ่ๆ เที่ยวบ้านเราเยอะๆ
เป็นขบวนที่กรุ๊ปทัวร์นิยมจองทีละครึ่งค่อนตู้ จนเกิดปรากฏการณ์โดดเดี่ยวกลางฝรั่งอยู่บ่อยๆ
สำหรับตู้โดยสารที่เคยดีที่สุดในยุคก่อนหน้านี้ กลายเป็นตู้โดยสารที่ดูดีเป็นอันดับสองไปแล้ว
แต่ก็เต็มไปด้วยสัมภาระราวกับกลุ่มผู้อพยพเช่นเดิม แถมยังมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดูดีขึ้น
จากชะลอมบ้านนอกๆ กลายเป็นกล่องกระดาษลูกฟูกดูดี วางซ้อนกันราวกับจะเอาไปเปิดร้าน
.
ถึงจะมีรถสปรินเตอร์กับรถด่วนนครพิงค์เข้ามาให้บริการ แต่รถไฟไทยยังคงเสียเวลาเช่นเดิม
.
.
.
ย้อนรอยวัยมหาวิทยาลัย
.
ตรงกับช่วงวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งพอดีทำให้มีโอกาสใช้บริการตู้โดยสารชั้น 3 เดินทางบ่อยครั้ง
สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ปรับปรุงโฉมใหม่ดูดีขึ้นมาก แต่รถยังคงเสียเวลาเหมือนเดิม
ตกรถไฟครั้งแรกก็ปี พ.ศ. 2539 นี่ล่ะครับ ได้ลิ้มรสการยืนยาวตั้งแต่กรุงเทพถึงพิจิตรอีกด้วย
หลังจากที่การรถไฟเปิดให้จองตั๋วโดยสารชั้น 1-2 มานาน ในที่สุดก็เปิดให้จองชั้น 3 ได้เสียที
อนึ่ง การจองตั๋วโดยสารชั้น 3 สำหรับรถทางไกล (ที่ไม่ใช่รถชานเมือง) จะมีหมายเลขที่นั่งให้
แต่ผ่านมาแล้วนับสิบปี ทุกวันนี้ยังคงพบเห็นผู้โดยสารที่ไม่นั่งตามหมายเลขที่นั่งอยู่เป็นระยะๆ
.
ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง นโยบายตลาดการค้าเสรี
นายทุนต่างถิ่นเข้ามาจัดการพื้นที่ไร่สวนแบบครบวงจรตั้งแต่การปลูกจนถึงขนส่งเข้ากรุงเทพฯ
การรุกคืบของห้างขายปลีกขนาดใหญ่ทำให้คนกรุงเทพฯ ซื้อผลไม้เมืองเหนือได้สะดวกสบาย
ไม่นับบรรดาต้นลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ที่เคยปลูกกันในบ้าน ก็ถูกโค่นทิ้งเพื่อใช้ที่ดินก่อสร้างอาคาร
การแบกสัมภาระประเภทผักผลไม้เป็นกองพะเนินเทินทึกขึ้นตู้โดยสาร จึงค่อยๆ เลือนหายไป
ภาพฝรั่งแบ็คแพ็คเกอร์ซึ่งเป็นกลุ่มที่วางแผนท่องเที่ยวเองไม่ผ่านบริษัททัวร์ ได้เข้ามาแทนที่
.
เป็นยุคที่ไม่มีผู้โดยสารปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟกลับบ้านช่วงวันหยุดปีใหม่-สงกรานต์แล้ว
.
.
.
ย้อนรอยวัยเอ็กซ์ทีน
.
ด้วย BTS, MRT และ SARL (แอร์พอร์ตลิงค์) รถไฟไทย จึงกลายเป็นโบราณวัตถุโดยสิ้นเชิง
แต่ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีโอกาสใช้บริการรถไฟไทยถี่ยิบ เลยสังเกตเห็นอะไรดีๆ บางอย่างครับ
นักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยสนใจการปูเตียงในตู้นอนในขบวนรถทางไกลอย่างยิ่ง
คงเป็นเพราะในระยะทางที่เท่ากัน รถไฟบ้านเขาใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงจนไม่ต้องมีตู้นอน
ขนาดการล้างรถสปรินเตอร์ (แดวู) เที่ยวค่ำที่สถานีเชียงใหม่ยังยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมากันพรึ่บ
ฝรั่งคงจะรู้สึก Amazing Thailand กับ Unseen Thailand ที่ไม่มีในโฆษณาชิ้นนี้มากเลยครับ
.
พบการเปลี่ยนแปลงกลุ่มประชากรที่โดยสารรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ-เชียงใหม่ อย่างชัดเจน
นักท่องเที่ยวที่วางแผนมาเที่ยวกันเองเป็นกลุ่มใหญ่โดยไม่ผ่านบริษัททัวร์ เพิ่มจำนวนมากขึ้น
การโดยสารรถไฟ 2 ครั้งหลังสุดผมประทับใจกับกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นเชิงคุณภาพกลุ่มหนึ่ง
ฝึกพูดภาษาท้องถิ่นง่ายๆ แถมไม่กินเหล้าเบียร์เหมือนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่เห็นมาจนชินตา
อีกกลุ่มเป็นครอบครัว ดูท่าคุณพ่อจะมาเที่ยวบ่อยครับ รู้หมดว่าโต๊ะอาหารเก็บไว้ตรงช่องไหน
เราควรให้ความสำคัญแก่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มากกว่าจะขายเหล้าให้นักท่องเที่ยวดีกว่าไหม ?
.
ผู้โดยสาร สามารถบ่งบอกถึงสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการตลาดบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป
.
.
.
ย้อนรอยเรื่องน่าเบื่อ
.
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมโดยสารรถสปรินเตอร์ (แดวู) เที่ยวค่ำจากสถานีเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ
มีป้าแก่ๆ 2 คนขึ้นมาจากสถานีลำพูนไปอุตรดิตถ์ พอรถออกปุ๊บก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมาธ์ปั๊บ
พูดมาแค่นี้ ก็ดูเหมือนเรื่องปรกติ เพราะใครๆ ก็มีพ่อแม่พี่น้องโทรเช็คความเรียบร้อยกันทั้งนั้น
แต่มันดูไม่ค่อยปรกติ เพราะป้าแกเมาธ์เสียงดังแปดหลอด ไม่เกรงใจชาวบ้านร่วมชั่วโมงเต็มๆ
จนกระทั่งสัญญาณขาด ตอนรถเข้าอุโมงค์ขุนตาลนั่นล่ะครับ เสียงถอนหายใจดังเฮือกไปทั้งตู้
หารู้ไม่ นี่เป็นเพียงออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย เพราะพอรถออกจากหุบเขา ป้าแกก็ต่อยกสองทันที
คราวนี้ ป้าแกเปิดลำโพงให้ได้ยินเสียงคู่สนทนาดังลั่นทั่วตู้โดยสาร ตั้งแต่ลำปางจนถึงแม่เมาะ
ป้าจะเผื่อแผ่หาส้นตึกอะไรครับ พวกผมอยากรู้เรื่องของป้าหรือไง เที่ยงคืนแล้วนะครับ t(-*-)
.
ถ้าไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ป้าแปดหลอดคู่นี้คงเมาธ์แตกกระจายจนถึงอุตรดิตถ์เป็นแน่แท้
ผู้โดยสารต่างประเทศซึ่งนั่งห่างออกไปทั้งด้านหน้าและหลัง เริ่มเหลียวมองดูป้าคู่นี้กันเลิกลั่ก
กรรมจึงมาตกแก่ผมซึ่งเป็นคนไทยที่นั่งแถวเดียว (แต่อยู่คนละฝั่งกระจก) กับป้าคู่นี้น่ะสิครับ
และขณะที่ผมกำลังเรียบเรียงคำพูดพร้อมสะกดอารมณ์เซ็งสุดขีดที่กำลังจะระเบิดในวินาทีนั้น
เจ้าหน้าที่รถไฟในเครื่องแบบ ก็เดินเข้ามาในตู้พอดี โอ้ ราวกับพระพุทธเจ้ามาโปรดจริงๆ ครับ
เพราะ ถ้าเป็นคนธรรมดาตักเตือนกันเอง ผมอาจโดนอีป้าซึ่งไม่รู้จักกาลเทศะสวนกลับมาก็ได้
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสูงสุดในรถไฟขบวนนี้จึงเหมาะสมที่สุดที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ครับ
ในที่สุด เสียงถอนหายใจดังเฮือกด้วยความโล่งอกของผู้โดยสาร ก็พากันดังขึ้นเป็นครั้งที่สอง
.
.
.
ของแถม
.
การรถไฟฯ ประกาศห้ามมิให้พ่อค้าแม่ค้านำอาหารขึ้นมาขายบนรถด่วนเป็นเวลานานแล้วครับ
(รถด่วน l> ตู้โดยสารปรับอากาศซึ่งกระจกปิดตาย, ตู้โดยสารนอนปรับอากาศเที่ยวกลางคืน)
ที่ยังขายได้อยู่คือ ขบวนรถชานเมืองที่ไม่มีตู้เสบียง หรือรถเร็วที่พ่วงตู้โดยสารนั่งพัดลมชั้น 3
ด้วยเหตุนี้ ผู้โดยสารขบวนรถทางไกล (รถด่วน, ด่วนพิเศษ) จึงเหลือทางเลือกอยู่ 2 อย่างคือ
1) เตรียมอาหารและเครื่องดื่มขึ้นไปบนขบวนรถเอง หรือ 2) ใช้บริการตู้เสบียงในขบวนรถนั้น
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่า รายการอาหารในตู้เสบียงของรถด่วนสายเหนือ มีอะไรให้เลือกกินบ้าง
.
สำหรับท่านผู้โดยสาร ที่ไม่ได้เตรียมของกินไปบนขบวนรถ เราก็มีทางเลือกให้อีก 2 อย่างคือ
1) กินๆ ไปเถอะน่า รสชาติไม่ได้เลวร้ายอย่างคำร่ำลือหรอก แค่ราคาโหดร้ายเลือดสาดไปนิด
2) แขวนท้อง เก็บเอาไว้กินตอนรถไฟถึงสถานีปลายทาง รถไฟอาจจะเสียเวลา(ไม่)นิดหน่อย
.
Tags: train, รถไฟ17 Comments
ไม่ประทับใจรถไฟตรงที่มันไม่เคย ตรงเวลา และมีกระจั๊วน้อย นี่หละ พยายามเดินทางโดยรถทัวร์ไม่ก็เครื่องบินมากกว่า ถึงรถทัวร์จะเสี่ยงกว่าแต่ก็ รู้สึกดีกว่า ==!
ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 3
อยากลองขึ้นดูซักครั้งเหมือนกัน
#1 By ต้า on 2009-04-04 14:44