เรื่องเล่าจากการสอบสัมภาษณ์
posted on 01 Jun 2009 20:51 by chubby in Review-Social.
หลังจากเดินทางขึ้นล่อง หลังเขา - เมืองกรุง อยู่หลายเดือนจนแทบเหม็นเบื่อรถไฟกันไปข้าง
หลังฝ่าสมรภูมิการสอบสัมภาษณ์เสร็จสิ้น ก็ได้เวลาพักหายใจเฮือกหนึ่งก่อนออกไปดิ้นรนต่อ
เพราะในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ด การแข่งขันในตำแหน่งงานต่างๆ ย่อมเข้มข้นขึ้นหลายเท่าตัว
ถ้าใครมีลู่ทางศึกษาต่อ หรือสามารถสืบทอดกิจการภายในครอบครัวได้ ก็ทำไปเถอะครับ :D
.
เรื่องเล่าจากการสอบสัมภาษณ์ ก.พ.
.
เส้นทางการเข้ารับราชการสมัยนี้ต่างจากอดีตพอสมควร เดิมทีสอบหนเดียวก็ขึ้นบัญชีได้เลย
แต่ปัจจุบันท่านต้องผ่านการสอบภาค ก. (ความรู้ทั่วไป) ให้ผ่านก่อน จึงจะมีสิทธิ์สอบภาค ข.
(ความรู้เฉพาะตำแหน่ง) และต้องผ่านภาค ข. ก่อน จึงจะมีสิทธิ์สอบภาค ค. (สอบสัมภาษณ์)
เมื่อสอบภาค ค. เสร็จถึงจะได้ขึ้นบัญชีเรียงตามลำดับคะแนนรอการเรียกตัวในขั้นตอนต่อไป
ด้วยเหตุนี้ คนหลังเขาจึงค่อนข้างเสียเปรียบค่าใช้จ่ายต่างๆ มากกว่าคนเมืองกรุงหลายช่วงตัว
เพราะทั้ง 3 ด่านจะจัดขึ้นภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น ถ้าไม่มีทุนรอนก็ลำบาก
.
ท่านที่อยู่เมืองกรุง ได้เปรียบกว่าคนหลังเขาหลายส่วน อย่าให้แต้มต่อนี้เสียไปเปล่าๆ นะครับ
.
ถึงแม้การสอบภาค ก. และ ข. สามารถคัดกรองผู้สมัครที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้มากถึง 98%
แต่ผู้รอดตาย เอ้ย ผู้ผ่านการคัดกรองไปถึงภาค ค. นั้น ยังอยู่ในจำนวนสูงถึงหลักพันคนอยู่ดี
จึงจำเป็นต้องระดมเจ้าหน้าที่ ก.พ. นับร้อย กับห้องประชุมอีกหลายห้องในการสอบสัมภาษณ์
หลังผ่านการตรวจสอบเอกสาร และจัดกลุ่มเพื่อสอบสัมภาษณ์แบบสุ่ม (รายละเอียดขอข้าม)
ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งถึง โปรโมชั่นพิเศษ "ท้องก่อน มีสิทธิ์(สอบสัมภาษณ์)ก่อน" ให้รับทราบ
ผู้สมัครสอบท่านใดกำลังท้องกำลังไส้ โปรดอย่ารอช้า รีบใช้สิทธิ์ของท่านได้ ณ บัดเดี๋ยวนั้น
.
แจ้งโปรโมชั่นเสร็จ ตรวจเอกสารผ่านเรียบร้อยก็ได้เวลาแยกสุ่มไก่ส่งเข้าโรงเชือดล่ะครับ :D
.
ด้วยผู้สมัครนับพัน ถึงแม้ทาง ก.พ. จะกำหนดกฎเกณฑ์แจกให้กรรมการนับร้อยคนแล้วก็ตาม
ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับโชคด้วยล่ะครับว่าท่านจะได้เจอกรรมการแบบไหน ยิ่งกว่าเล่นรูเล็ตกันอีก
ท่านใด เรียนจบได้วุฒิตรงสายงานที่รับสมัคร ก็เจอคำถามพื้นๆ ว่า จะเอาความรู้ไปใช้อย่างไร
จะพัฒนาสายงานนั้นอย่างไร จะพัฒนาตนเองอย่างไร มั่นใจแค่ไหน ฯลฯ วนเวียนอยู่แถวๆ นี้
ท่านใด เรียนจบได้วุฒิไม่ตรงสายงานที่รับสมัครโดยตรง ความสนุกจะเข้ามาเยือนท่านล่ะครับ
เพราะต้องอธิบายเชื่อมโยงว่า จะนำความรู้จากสายงานหนึ่ง มาใช้กับอีกสายงานหนึ่ง อย่างไร
.
ถ้าอธิบายได้คล่อง จนกรรมการมองเห็นภาพว่าเราทำได้จริง (ไม่ใช่ตอแหล) ก็ได้ลุ้นเพิ่มครับ
.
หมดคำถามภาคบังคับแล้วก็จะเป็นคำถามที่ตั้งมาจากชีวิตประจำวันทั่วไปของผู้สมัครแต่ละคน
ส่วนนี้ คนทำงานหรือมีประสบการณ์จะได้เปรียบเด็กจบใหม่หรือคนที่หมกอยู่แต่หน้าคีย์บอร์ด
(การสอบ ก.พ. รับทั้งเด็กที่พึ่งจบการศึกษา ไปจนถึงข้าราชการเก่าๆ ที่อยากเปลี่ยนสายงาน)
ถ้าท่านทำงานอย่างมีสาระ หรือศึกษาเล่าเรียนอย่างมีสาระ มันจะเป็นอะไรที่สนุกมากเลยครับ
ท่านใช้ชีวิตอย่างไร ท่านก็จะมีวัตถุดิบอย่างนั้นไปใช้ตอบคำถามกรรมการอย่างเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนที่แนะนำได้แก่การสอบสัมภาษณ์ตอนต้นเรื่อง "สาระแนห้าวเป้ง" ครับ
.
.
.
เอ้อ ดูเป็นตัวอย่างแล้ว อย่าลืม ประยุกต์ให้เหมาะสมกับสายงานที่เราไปสัมภาษณ์ด้วยนะครับ
ไม่ใช่ไปตุ้งแช่ตุ้งแช่กลางสำนักงาน ก.พ. เขาจะได้ถีบออกมาปะไร
.ไม่ใช่ไปตุ้งแช่ตุ้งแช่กลางสำนักงาน ก.พ. เขาจะได้ถีบออกมาปะไร
.
.
ของแถม
.
เรื่องเล่าจากการสอบสัมภาษณ์ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ก็ดูคล้ายๆ กับที่อื่นๆ นั่นล่ะครับ
แต่ไปเจอข้อหนึ่งที่เขาลองให้พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งปรกติผมถนัด reading มากกว่า speaking
รู้ตัวเลยว่าไม่พอใจกับการสอบสัมภาษณ์ของตัวเองงานนั้นสักเท่าไร เพราะน่าจะทำได้ดีกว่านี้
ดูแนวโน้มแล้ว น้องๆ ทั้งหลายฝึกสปีคอิงลิชไว้บ้างก็ดีครับ อนาคตมีโอกาสเจอมากกว่านี้แน่ๆ
ซึ่งเด็กรุ่นต่อไปน่าจะได้เปรียบคนรุ่นเก่า เพราะเห็นโรงเรียนเปิดหลักสูตรสองภาษากันใหัควั่ก
ภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยในเอนทรานซ์ระบบเดิม หากรวมถึงการสมัครงานอีกด้วย
.
...อนึ่ง เลข 7 หมีแพนด้า งวดนี้มาแรงตามคาด...
.
Tags: กพ, สัมภาษณ์11 Comments

#1 By baibua on 2009-06-01 20:59