2022 สึนามิ วันโลกสังหาร : วันสังหารคนดูคาโรง
posted on 03 Jun 2009 16:34 by chubby in Review-Movie.
ปี ค.ศ. 2022 เกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงในหลายพื้นที่ทั่วทั้งโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน
แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดก็ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ขึ้นในอ่าวไทยเข้าสู่กรุงเทพฯ
.
ส่วนที่ชอบ
- ตัวละครนายกรัฐมนตรีในอุดมคติโครตๆ เพียงคนเดียว ที่ทำให้ทนดูหนังเรื่องนี้ได้ถึงตอนจบ
(ถึงแม้ Deep Impact เมื่อปี พ.ศ. 2541 จะทำฉากจบในทำนองเดียวกันนี้ได้ดีกว่ามากก็ตาม)
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- บทสนทนา ที่เหมือนกับท่องอาขยาน ดูไม่เป็นธรรมชาติ การแสดง ที่ไม่เข้ากันอย่างสิ้นเชิง
คำพูดเท่ๆ ที่สักแต่ยัดหรืออยากจะพูดขึ้นมา โดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับอารมณ์ตอนนั้นหรือไม่
- ไม่ลงทุนทำกราฟฟิกใหม่เลย หยิบเอาภาพเก่าๆ สมัยสึนามิปี พ.ศ. 2547 ในเน็ตมาใช้ทั้งดุ้น
แล้วไอ้ภาพที่จะอธิบายเกี่ยวกับคลื่นสึนามิในอ่าวไทยที่พล่ามมาทั้งเรื่องมันอยู่ตรงไหนครับ ?
- ความลักลั่นย้อนแย้งแบบที่เคยประสบจากเรื่อง "หลวงพี่เท่ง 2" กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง
ไอ้การพยายามเชื่อมโยง "ความจริง" 2 เรื่องที่อยู่คนละส่วน ให้มันเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้เนี่ย
- เนื้อหาเกี่ยวกับการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมันก็ดูดีอยู่
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลอันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติครับ ?
- ภาพเลวร้ายของนักการเมืองไปจนถึงการใช้อำนาจแย่งชิงทรัพยากรจากชาวบ้านมันก็ดูดีอยู่
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลอันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติครับ ?
- นำเสนอภาพนักการเมืองกินถั่วดำมากยิ่งกว่าเนื้อหาการตัดงบประมาณหน่วยเตือนภัยเสียอีก
ขนาดหนังโลกวิบัติฮอลลีวู้ด ที่หลายคนเคยบ่นว่าห่วย ยังไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้โผล่ออกมาเลย
- ทัศนียภาพด้านหลังพระพุทธรูปที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำออกมาแล้วดูแย่อย่างน่าเหลือเชื่อ
นอกจากเอาไว้ใช้กับตอนจบ (ที่เป็นเรื่องของโชคสุดขีด) แล้วดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ใดอีก
.
ประเด็นเก็บตก
- ผมเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้วเรื่องเทคนิคพิเศษ เพราะคงยากที่จะทำได้ทัดเทียมฮอลลีวู้ด
ดังนั้น ผมจึงคาดหวังที่บทภาพยนตร์ ว่าจะผ่านการขัดเกลามาดีพอทดแทนจุดอ่อนดังกล่าวได้
แต่ผลลัพธ์กลายเป็น หนังที่ตั้งเป้าหมายสูง โดยฝากความหวังเอาไว้กับบทภาพยนตร์บกพร่อง
การคัดเลือกนักแสดง ก็ดูเหมือนจะใช้เกณฑ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการแสดง
กลับพยายามเน้นนำเสนองานภาพที่ไม่ได้ดูดีไปกว่าเรื่อง Titanic เมื่อปี พ.ศ. 2540 สักเท่าไร
ส่วนเรื่องงบประมาณที่ไม่เท่าเทียมต่างประเทศ ก็เป็นเรืองเก่าเก็บ จนไม่น่าจะหยิบมาอ้างแล้ว
(ไม่อยากหยิบไปเทียบกับฉากอุทกภัยในเรื่อง The Day After Tomorrow เมื่อปี พ.ศ. 2547
หรือฉากเรือสำราญพลิกคว่ำในเรื่อง Poseidon เมื่อปี พ.ศ. 2549 ให้เสียเวลาเลยจริงๆพับผ่า)
ยิ่งกว่านั้น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราเห็นตัวอย่างหนังไทยที่ไม่ได้มีเนื้อหาใหญ่โตอลังการอะไร
แต่ได้บทที่ขัดเกลาอย่างดี หยิบของธรรมดามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว
- เกิดเป็นกระแส หนังแนวนี้ออกจะดี ต้องเชียร์ไว้ก่อน ต่อให้มันทำออกมาได้ห่วยจริงๆ ก็ตาม
หนังรักหนังตลกที่หยิบมาเปรียบเทียบ ต้องด่าไว้ก่อน ต่อให้มันทำออกมาได้ดีกว่าจริงๆ ก็ตาม
- ไม่ว่าคุณจะทำหนังหรือทำเพลง สิ่งตัดสินสุดท้ายเหมือนกันคือคุณภาพของผลงานที่ออกมา
ไม่ได้ตัดสินกันที่ความฝัน หรือความปรารถนาดี ตราบเท่าที่ผู้บริโภคยังต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน
.

.
.
.
ของแถมท้ายรีวิว
.
ตัวอย่าง การอธิบายปรากฏการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจมสู่ก้นทะเลจาก "Sinking of Japan"
ด้วยฉาก presentation เพียงไม่ถึง 1 นาทีก็เข้าใจอย่างง่ายดาย (เริ่มตั้งแต่นาทีที่ 7 ในคลิป)
เมื่อคนดูเข้าใจกลไกของปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็จะยอมรับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น
แต่ใน "2022 สึนามิ วันโลกสังหาร" พูดถึงตำแหน่งภูเขาไฟในแถบทะเลจีนใต้ขึ้นมาแค่ลอยๆ
โดยไม่มี presentation ของบริบทดังกล่าวให้ดูสักกระผีก หรือกลัวจะถูกจับได้ว่าลากมามั่ว ?
เมื่อไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกเชื่อได้ตั้งแต่ต้น จะทำอะไรต่อจากนั้นมันก็ล้มเหลวหมดละครับ
.
ตัวอย่าง ฉากอุทกภัยใน "The Day After Tomorrow" เปรียบเทียบดูกับหนังเรื่อง "Deluge"
ภาพยนตร์ขาวดำปี พ.ศ. 2476 ย้ำ ! ปี พ.ศ. 2476 หรือเมื่อ 76 ปีก่อน สมัยเจ้าคุณปู่ของแท้
.
ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 3
#1 By ตุ้ย since 2006 on 2009-06-03 16:47