.
ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.1 - 2 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวของมานะ มานี ปิติ ชูใจและผองเพื่อนในระดับชั้นนี้ เป็นเรื่องพื้นๆ ใช้คำง่ายๆ สั้นๆ
ในตอนที่ 2 จะกล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.3 - 4 ล่ะครับ
ซึ่งเรื่องราวในระดับชั้นนี้ จะมีรายละเอียดเนื้อหามากกว่าเดิม รูปประโยคก็มีความยาวกว่าเดิม
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1
.
บทที่ 1 ปิติกับยาย
ช่วงนี้เป็นฤดูทำนา พ่อ แม่ และพี่ของปิติ จะไปทำนาแต่เช้า ปิติก็อยากจะไปทำนาเหมือนกัน
แต่เขากลัวพ่อดุ เพราะพ่อบอกว่าเขายังตกกล้าไม่เป็น ปิติจึงต้องอยู่บ้านช่วยยายทำงานแทน
ปิติเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงต้นมะยมหลังบ้าน ทำให้นึกถึงเจ้าแก่ขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหงามาก
ยายเรียกปิติไปช่วยหั่นหยวกกล้วย ปิติแกล้งทำเป็นโดนมีดบาด ยายจึงเล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ
.
บทที่ 2 เจ้าจ๋อจอมซน
ปิติเหงามาก จึงขออนุญาตไปหาวีระ ซึ่งกำลังนั่งผสมปุ๋ยอยู่บนแคร่ใต้ต้นขนุนในสวนหลังบ้าน
วีระส่งไม้คนปุ๋ยให้เจ้าจ๋อ เจ้าจ๋อซึ่งอยากเล่นซนอยู่แล้ว คว้าไม้จากวีระกระแทกลงถังปุ๋ยถี่ยิบ
ทำให้ปิติยิ่งคิดถึงเจ้าแก่และขอให้วีระช่วยหาสัตว์เลี้ยงให้หน่อย วีระรับปากว่าจะช่วยหาให้แน่
ทันใดนั้น ลุงของวีระที่พึ่งกลับจากสหกรณ์การเกษตร เดินเข้ามาเอาองุ่นมาฝากให้ทั้งสองคน
[รู้สึกผมติดใจเรื่องผลองุ่นตั้งแต่ได้เรียนบทนี้ล่ะครับ เป็นผลไม้ที่ติดหูติดตาอย่างบอกไม่ถูก]
.
บทที่ 3 นกเขาเอย
ปิติกำลังจะลาวีระและลุงกับบ้าน ก็ได้ยินเสียงภรรยากำนันใกล้บ้านร้องเพลงกล่อมเด็กแว่วมา
.
เจ้านกเขาเถื่อนเอย...........ให้เจ้าอยู่เรือนเลี้ยงน้อง.
แม่จะไปขายของ..............เลี้ยงน้องเถิดพ่อคุณเอย
นกเขาเอย.......................ขันอยู่แต่เช้าจนเย็น......
ขันเถิดแม่จะฟังเสียงเล่น.....เนื้อเย็นเจ้าคนเดียว......
.
ระหว่างทางกลับบ้าน ปิติคิดถึงเพลงนี้และโก่งคอขันจู้ฮุกกรูดังลั่น โชคดีที่ไม่มีใครเดินผ่านมา
.
บทที่ 4 ยาเสพย์ติดเป็นอันตราย
มานีไม่ได้ไปเที่ยวบ้านชูใจหลายเดือนแล้ว จึงขออนุญาตแม่ แม่ให้ไป แต่ต้องถูเรือนให้เสร็จ
พอถูเรือนเสร็จฝนก็ตกกระหน่ำลงมา ตอนบ่ายฝนหยุด แต่เมฆยังคงหนา มานีจึงรีบวิ่งไปทันที
ระหว่างทางหน้าโรงสี มานีเกือบวิ่งชนชายคนหนึ่งซึ่งยืนขวางทางอยู่ ท่าทางผอมแห้งซอมซ่อ
มานีเห็นแล้วตกใจกลัว แต่ชายคนนั้นยิ้มพลางเอามือขวาล้วงถุง หยิบเปลือกส้มโอเชื่อมส่งให้
มานีกล่าวขอบคุณแต่ไม่ยอมรับขนม รีบวิ่งหนีจนเท้าแพลง กะโผลกกะเผลกไปจนถึงบ้านชูใจ
ย่าของชูใจอธิบายเรื่องยาเสพย์ติด ต่อจากนั้นก็สอนให้มานีฝึกพับกระทงใบตองพร้อมกับชูใจ
[เริ่มฝึกผันอักษรต่ำ หากไม่ตั้งใจเรียนช่วงนี้ ก็จะส่งผลให้เขียนคำอักษรสูง - ต่ำผิดไปจนโต]
.
บทที่ 5 โสนน้อยเรือนงาม
ฝนตกอีกแล้ว มานีหน้าเสีย กลัวกลับบ้านไม่ได้ ย่าบอกว่า ถ้าฝนไม่หยุดจะให้อากางร่มไปส่ง
ย่าของชูใจจึงเล่าเรื่องโสนน้อยเรือนงามให้ฟัง เป็นเรื่องของเจ้าหญิงซึ่งต้องเดินทางจากเมือง
เพื่อแก้คำสาปของเจ้าชายอีกเมืองซึ่งถูกพิษพญานาคโดยที่เก็บร่างไว้ตามคำทำนายของโหร
พระอินทร์แปลงเป็นชีปะขาวแอบมอบยาวิเศษให้เจ้าหญิง ยานี้สามารถรักษาคนตายให้ฟื้นได้
ระหว่างทาง เจ้าหญิงเจอนางคุลาใจร้ายถูกงูกัดนอนตายอยู่ เจ้าหญิงจึงใช้ยาช่วยให้ฟื้นคืนชีพ
เมื่อเจ้าหญิงได้ใช้ยาวิเศษรักษาเจ้าชาย ไอความร้อนจากพิษพญานาคทำให้เจ้าหญิงร้อนมาก
เจ้าหญิงจึงไปทรงน้ำ นางคุลาก็ฉวยโอกาสขโมยเสื้อผ้าข้าวของทั้งหมด ปลอมตนเป็นผู้รักษา
และบังคับให้เจ้าหญิงเป็นทาส เจ้าหญิงไม่มีหลักฐานอื่นใดมาแสดงตน จึงต้องทรงรับกรรมไป
.
บทที่ 6 ครอบครัวของเพชร
เลิกเรียนแล้ววีระแยกทางกับเพื่อนๆ เดินกลับบ้านคนเดียว เขาเดินตามทางเปลี่ยวสายนี้จนชิน
วีระใฝ่ฝันอยากมีรถจักรยานสักคัน แต่ก็เตือนตนเองว่าเขาเป็นแต่เพียงเด็กจนๆ ที่อาศัยลุงอยู่
พอใกล้จะถึงสวนของลุง วีระพบครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง กำลังสร้างกระท่อมหลังเล็กๆ
สอบถามได้ความว่า พวกเขาอพยพจากตำบลอื่น เห็นว่าที่นี่มีป่าน่าจะพออาศัยเผาถ่านขายได้
ทันใดนั้น เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่กำลังช่วยพ่อชื่อ เพชร ก็เดินกระโชกเข้ามาถามวีระว่า
.
"แกจะมาหาเรื่องกับพวกข้าหรือ พ่อกับแม่ของข้ามีบัตรประชาชนนะ"
แม่ของเพชรจึงพูดว่า
"หยุดนะเจ้าเพชร ! เขาพูดดีกับแม่นะ ผิดกับคนที่มาถามเรื่องบัตรประชาชนนั่นมาก"
เพชรจึงยิ้มให้วีระแล้วพูดเบาๆ ว่า
"นึกว่าแกมาขู่แม่ข้าเหมือนเจ้าคนก่อน ข้าจะชกเสียให้คว่ำ"
วีระลาแม่เพชรกลับบ้าน วีระรู้สึกชอบเพชร และคิดว่าถ้าเขาได้เรียนหนังสือคงพูดเพราะกว่านี้
.
บทที่ 7 เพชรอยากเรียนหนังสือ
วีระชวนมานะไปนั่งเล่นใต้ต้นหว้าริมสนามหน้าโรงเรียน และเล่าเรื่องครอบครัวของเพชรให้ฟัง
ลุงของวีระไม่อยากให้ใครทำลายป่า จึงช่วนพ่อเพชรมาเป็นลูกจ้างทำไร่องุ่น พ่อเพชรก็ตกลง
จึงพากันย้ายไปอยู่ในบ้านเล็กๆ ปลายไร่ ใกล้เขตบ้านของวีระ และทำงานตามที่ลุงของวีระสั่ง
เพชรเป็นลูกคนโต มีน้องอีก 4 คน ไม่มีใครได้เรียนหนังสือเพราะต้องเร่ร่อนไม่เป็นหลักแหล่ง
เพชรเคยหนีพ่อไปดูนักเรียนเรียนหนังสือแต่ถ้าพ่อรู้ก็ถูกเฆี่ยนทุกทีเพราะอยากให้ช่วยทำงาน
เมื่อได้อยู่ที่นี่ ตอนค่ำเพชรก็มาให้วีระช่วยสอนหนังสือให้ ลุงสนับสนุนว่าถ้ามีโอกาสก็รีบเรียน
.
บทที่ 8 สุดสาครกับม้านิลมังกร
มานะ มานี ปิติ ชูใจ สมคิดและดวงแก้ว นัดกันไปบ้านวีระวันอาทิตย์และนำเสื้อผ้ามาคนละตัว
เพื่อให้น้องๆ ของเพชร ลุงของวีระหันไปพูดกับปิติว่า
"สุดสาครไม่มีม้านิลมังกรขี่ เดินจากบ้านมาถึงที่นี่อาจจะเหนื่อยมากนะ"
ปิติทำหน้าเหลอ ลุงของวีระจึงเล่าเรื่องสุดสาครให้ฟัง
.
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์.......มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด..
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด.....ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน..
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน.........บิดามารดารักมักเป็นผล..........
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน..........เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา.......
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ........ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา......................รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี..........
.
[น่าจะเป็นบทกลอนอันที่ 3 ต่อจาก ม้าแก่ กับ ไม้ม้วน ที่ฝังใจใครหลายคนในยุคนั้นเลยครับ]
.
บทที่ 9 คนมีประโยชน์
เพชรมาเรียนหนังสือกับวีระทุกคืน เพชรขยันและตั้งใจเรียนจนสามารถอ่านเขียนได้คล่องขึ้น
วันนี้วีระเล่าเรื่องพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี
เพชรถอนหายใจที่ตนเองยากจนและไม่ได้เรียนหนังสือ คงจะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองไม่ได้
วีระจึงให้กำลังว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้อาจยากจน แต่วันหน้าอาจเป็นเศรษฐีก็ได้
.
หาได้ใช้ประหยัด............รู้ขจัดสิ่งฟุ่มเฟือย......
ตั้งใจหาได้เรื่อย.............รู้จับจ่ายให้พอดี........
ไม่ช้ามีเงินใช้.................พานานไปเป็นเศรษฐี..
บ้านเมืองยามทุกข์มี........ได้อาศัยไทยช่วยไทย
ถ้าบ้านเมืองพินาศ...........เราทั้งชาติอยู่ได้ไฉน..
หวังดำรงไทยเป็นไทย.....จงประหยัดทั่วกันเอย..
.
[เริ่มฝึกอ่าน คำที่มีเสียงอ่านเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน หรือ คำพ้องเสียง]
.
บทที่ 10 ลูกเสือสำรองวีระ
วีระ มานะและปิติ ไปเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน ทั้งสามอยู่หมู่เดียวกันโดยมีวีระเป็นหัวหน้าหมู่
พวกเขายังอยู่ในระดับกลุ่มลูกเสือสำรอง จึงไม่มีกิจกรรมเดินทางไกลแบบกลุ่มลูกเสือสามัญ
ครูให้กลุ่มลูกเสือสำรองปฏิบัติกิจกรรมและค้างคืนอยู่ที่โรงเรียน ทั้งทำกับข้าว และการแสดง
ระหว่างกิจกรรมรอบกองไฟ มีเด็กตะโกนว่างูกัด วีระเอาปากดูดเลือดทิ้ง และผ้ารัดเหนือแผล
ครูกับหมอจากโรงพยาบาลประจำอำเภอวิ่งมา เอาไฟฉายส่องดู พบตะขาบตัวใหญ่อยู่ตรงนั้น
จึงอุ้มลูกเสือคนนั้นไปใส่ยา คนอื่นๆ ต่างนิยมยกย่องวีระว่า เสียสละ กล้าหาญสมเป็นนายหมู่
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2
.
บทที่ 11 พ่อแม่ของวีระ
ครูใหญ่ประกาศชมเชยวีระหน้าเสาธงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน
เมื่อครูทักว่า เป็นบุญของพ่อแม่ของเธอที่มีลูกดีๆ ทำให้วีระนึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องพ่อแม่ของเขา
ตกเย็น วีระกลับมาถามลุง สรุปใจความได้ว่า พ่อวีระถูกเกณฑ์เป็นทหารและถูกข้าศึกฆ่าตาย
แม่วีระเศร้าโศกมาก และเสียชีวิตหลังให้กำเนิดวีระ 15 วัน ลุงกับป้าไม่มีบุตร จึงรับเลี้ยงดูวีระ
.
บทที่ 12 ต้องช่วยกัน
คืนวันศุกร์ วีระกับเพชรมักเรียนหนังสืออยู่ด้วยกันจนดึก เพราะวันเสาร์วีระไม่ต้องไปโรงเรียน
.
อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์.....มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน..............ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน....
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว........แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล..
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์....................ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี........
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย...........หนังสือไทยก็ไม่รู้ดูบัดสี........
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี...............ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล.....
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า.................จะชักพายศลาภให้สาบสูญ.....
จะขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร..........จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา..........
.
เพชรรู้สึกโชคดีมากที่ได้พบครอบครัวของวีระ มิเช่นนั้นพ่อของเขาอาจหาเงินในทางไม่ดีก็ได้
วันนี้ทั้งสองอ่านหนังสือเพลินจนดึก เพชรรู้สึกกลัวผีไม่กล้าเดินกลับ จึงเอ่ยปากขอค้างกับวีระ
.
บทที่ 13 ศรีธนญไชยเจ้าปัญญา
เย็นวันเสาร์ ชูใจพาสีเทาไปหามานีและซื้อไอศกรีมไปฝากหนึ่งแท่ง มานีกำลังร้องไห้ตาแดงๆ
เพราะนกแก้วหลุดจากกรงบินหนีไป พ่อมานีกลับจากทำงานพอดี จึงปลอบใจจนมานีรู้สึกดีขึ้น
มานีรับไอศกรีมจากชูใจและบอกพ่อว่าอยากฟังเรื่องศรีธนญไชยตอนใหม่ๆ ที่ตลกมากหน่อย
ปิติได้สัตว์เลี้ยงใหม่แล้ว วีระหากระแตมาให้เลี้ยง เวลาจะไปไหนก็เอากระแตเกาะไหล่ไปด้วย
[เริ่มฝึกผันวรรณยุกต์อักษรกลางเทียบกับอักษรสูง]
.
บทที่ 14 รับเสด็จฯ
สมเด็จพระบรมฯ จะเสด็จมาเปิดโรงพยาบาลพระยุพราช ทั้งอำเภอตื่นเต้นเตรียมงานกันให้วุ่น
ครูสอนให้นักเรียนทำธงชาติกระดาษผืนเล็กๆ ครูไพลินสอนมานี ชูใจ ดวงแก้วรำถวายพระพร
หลังเสร็จพิธีจะมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆ มากมายด้วย เพชรก็มาเที่ยวงานนี้กับลุงและวีระ
.
บทที่ 15 หางานทำ
วันหนึ่ง ครูใหญ่ส่งจดหมายเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และชาวบ้านร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัด
หลังลุงได้อ่านจดหมายที่วีระนำมาให้แล้ว ก็หยิบธนบัตรฉบับละสิบบาทส่งให้วีระไปร่วมทำบุญ
เพชรซึ่งกำลังนั่งคัดเมล็ดฝ้ายตรงนั้นเห็นแล้ว ก็อยากร่วมทำบุญทอดกฐินด้วย แต่เขาไม่มีเงิน
พ่อแม่เขาต้องใช้เงินมาก เพราะน้องเป็นไข้เลือดออก จึงคิดไปรับจ้างล้างชามที่ร้านก๋วยเตี๋ยว
ตกเย็น เพชรคว้าหนังสือ ทำทีไปเรียนกับวีระเช่นเคย ถึงกลางทางก็ซ่อนหนังสือแล้วไปตลาด
ร้านอาหารหนึ่งมีลูกค้าอุดหนุนมาก ต้องการคนล้างถ้วยจานชามหลายคน จึงตัดสินใจรับเพชร
เพชรล้างจานตั้งแต่หนึ่งถึงสามทุ่ม ได้ค่าจ้างมาแปดบาท รุ่งขึ้นก็เอาเงินฝากวีระทอดกฐินด้วย
เขาอิ่มเอิบใจและคิดช่วยพ่อแม่หาเงินสักห้าหกคืน เพชรแอบล้างจานได้สามวัน วีระเริ่มสงสัย
จึงไปตามหาเพชรที่บ้าน พอรู้ว่าเพชรหายไปก็พากันตกใจ แต่ไม่รู้จะไปตามหาเพชรได้ที่ไหน
ลุงจึงบอกให้รออีกหน่อยแล้วค่อยแจ้งตำรวจ จนสามทุ่มเศษเพชรก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา
พอเพชรเห็นทุกคนนั่งรออยู่ก็รู้สึกตกใจ เข้าไปสารภาพผิด และเล่าให้ฟังว่าไปรับจ้างล้างชาม
เขาสัญญาว่าต่อไปจะไม่ปิดบัง และวันนี้เจ้าของร้านแบ่งปลาทอดกรอบราดพริกมาให้เขาด้วย
[เป็นหนึ่งในบทที่ชอบมากที่สุดเลยล่ะครับ จนช่วงนั้นผมคลั่งกินปลาเก๋าราดพริกไปพักใหญ่ๆ]
[เริ่มฝึก