.
ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.1 - 2 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวของมานะ มานี ปิติ ชูใจและผองเพื่อนในระดับชั้นนี้ เป็นเรื่องพื้นๆ ใช้คำง่ายๆ สั้นๆ
ในตอนที่ 2 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.3 - 4 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวในระดับชั้นนี้ จะมีรายละเอียดเนื้อหามากกว่าเดิม รูปประโยคก็มีความยาวกว่าเดิม
ในตอนที่ 3 จะกล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.5 - 6 ล่ะครับ
ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้ จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้น รู้ความอะไรๆ มากขึ้น
"ความแฟนตาซี" ช่วงวัยเด็กในตอนที่ 2 หายไป, "ความจริง" ของชีวิตที่โหดร้ายเข้ามาแทนที่
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 1
.
บทที่ 1 ทุ่ม - โมง
เปิดเทอมใหม่แล้ว พวกเด็กๆ เติบโตสูงใหญ่ขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ สมคิดนั่งหาวหวอดที่โต๊ะ
พลางแก้ตัวกับเพื่อนๆ ว่า ตอนหยุดเทอมไปอยู่กับปู่ที่ภูเก็ต ทำตัวสบายเกินไปจนติดเป็นนิสัย
สามทุ่มก็เข้านอน สองโมงเช้าจึงตื่น ปิติฟังแล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไมจึงเรียกว่าทุ่มหรือโมง
เขาคิดว่าชูใจน่าจะรู้ แต่ชูใจกำลังรู้สึกหงุดหงิดเพราะคิดเลขไม่ออก จึงทำท่ากระฟัดกระเฟียด
จนปิติได้หนังสือ "นิทานโบราณคดี" ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจากห้องสมุด
และเกิดการเสวนาว่า สมัยนี้ไม่ใช้ฆ้องและกลองบอกเวลาแล้ว ทำไมจึงยังใช้ทุ่มกับโมงอยู่ล่ะ
สิ่งใดที่ยังใช้ได้ดีมีประโยชน์ และยังหาของใหม่แทนที่ให้ดีกว่าเดิมไม่ได้ ก็อย่าเปลี่ยนแปลง
สิ่งใดที่มีของใหม่ใช้ได้ดีกว่า ก็ควรจะเปลี่ยนแปลง ฉันคิดว่าทุ่มโมงนี้ยังดีอยู่ อย่าเปลี่ยนเลย
แล้วดวงแก้วก็ชี้ไปที่หลังห้องว่า ไม้กวาดนั่นเก่าแก่กะรุ่งกะริ่งทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนใหม่เสียที
[เริ่มฝึกอ่านและจำ คำที่มักอ่านผิดเพราะแยกพยางค์ไม่ถูก]
.
บทที่ 2 จำกับจด
เย็นวันเสาร์ ปิติจูงเจ้านิลไปเที่ยวบ้านวีระ วีระกับเพชรบรรจุน้อยหน่าดิบลงในเข่งเสร็จสิ้นพอดี
วีระถามอายุเจ้านิล ปิติบอกว่าจำไม่ได้ แต่เขาจดลงสมุดไว้แล้ว วีระจึงบอกให้จดในสมองบ้าง
เพราะถ้าจดหรือจำสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ก็นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ จะเสียเวลาจดและจำไปเปล่าๆ
หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่อง "นามปากกา" ว่าคืออะไร ไปจนถึงเหตุผลต่างๆ ที่ผู้คนใช้นามปากกา
[เริ่มฝึกอ่านคำคล้องจองและการเว้นจังหวะในบทร้อยกรอง]
.
บทที่ 3 เกาะหนู เกาะแมว
มานีได้รับจดหมายจากเพ็ญสิริ เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่สงขลา โดยจดหมายฉบับนี้
เขียนเล่าเรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว อ่านจบ เพื่อนๆ ก็สงสัยว่าสุนัขตอนต้นเรื่องหายไปไหน
.
บทที่ 4 ปณิธานของฉัตร
ปิติได้รับจดหมายจากฉัตร เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่เพชรบุรี เล่าถึงหมู่บ้านหุบกะพง
อำเภอชะอำ ที่พระบาทสมเด็กจพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดสรรที่ดินทำกินให้
ฉัตรเล่าว่า มีความสุขเวลาอยู่กับดินและต้นไม้มาก ทำให้เขานึกถึงหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร
ผู้เพาะพันธุ์แตงโมบางเบิด ที่อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ และได้รางวัลแมกไซไซด้วย
[เป็นบทที่ทำให้ผมชอบกินแตงโมไปพักใหญ่ๆ]
[เริ่มฝึกการเขียนจดหมาย คำขึ้นต้น คำลงท้าย]
.
บทที่ 5 สินสมุทร
มีเด็กนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่ชื่อว่าสินสมุทร วีระจึงเปิดหนังสือเล่าเรื่องสินสมุทรให้เพื่อนๆ ฟัง
และเกิดการเสวนาว่า สินสมุทร ควรอยู่กับพระอภัมณีหรืออยู่กับแม่หรือมีทางเลือกอื่นหรือไม่
[บทนี้แอบแฝงการตัดสินใจของเด็กเล็กๆ ที่ครอบครัวต้องแยกทางกันอย่างเจ็บปวดมากครับ]
.
บทที่ 6 บางระจันรำลึก
ชูใจอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เรื่องชาวบ้านบางระจัน เผลอหลับไป เอาเรื่องไปฝันเป็นตุเป็นตะ
ตั้งแต่ พระอาจารย์ธรรมโชติพรมน้ำมนต์ จนถึงดวลกับโจรในสถูปร้างที่เคยผจญภัยตอนเด็กๆ
.
บทที่ 7 น้ำบ่อน้อย
มานีกล่าวตำหนิว่าสกปรก เมื่อเห็นปิติแลบลิ้นเลียกาวที่ฝาซองจดหมายที่เขาจะส่งไปให้ฉัตร
ปิติเถียงกลับว่า ประโยชน์ของน้ำบ่อน้อย มานีไม่รู้อะไร พระฤาษียังแนะนำให้หนุมานใช้เลย
มานียืนยันว่า การเลียกาวปิดซองจดหมายมันไม่น่าดูเลย ควรจะใช้น้ำทากาวปิดซองมากกว่า
ปิติก้มศีรษะรับคำอย่างล้อเลียน ว่าต่อไปนี้กระผมไม่แลบลิ้นเลียซองจดหมายแล้วละครับผม
แล้วมานีก็ขอให้ปิติช่วยเล่าเรื่องน้ำบ่อน้อย ปิติจึงเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตอนหนุมานเผากรุงลงกา
.
บทที่ 8 เที่ยวน้ำตก
วันนี้พวกเด็กๆ รวมถึงจันทรมาเที่ยวน้ำตก เนื่องจากไกลหมู่บ้านพอสมควรจึงไม่ได้มาบ่อยนัก
มานีมองเบื้องล่างเห็นเรือกสวนไร่นาเขียวชอุ่ม พื้นที่ที่เคยว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยผักนานาชนิด
คุณทวีป เกษตรอำเภอที่พวกเด็กๆ รักใคร่นับถือเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือชาวบ้านเพิ่มพูนรายได้
ทำให้ราษฎรในแถบอื่นๆ อพยพมาอยู่บริเวณเชิงเขามากขึ้น ปลายปีที่แล้วก็มีงานมงคลสมรส
ระหว่างคุณทวีปกับครูไพลิน จากนั้นปิติกับมานีเริ่มพูดคุยถึงครอบครัวในอนาคตของแต่ละคน
เพื่อนๆ คนอื่นทยอยขึ้นมาถึงด้านบน ชูใจประคองจันทรขึ้นมา เจ้านิลกินน้ำจนถุงข้าวเกือบตก
เล่นน้ำสักพักฝนโปรยปรายลงมา เด็กๆ ไปหลบฝนใต้ชะง่อนผาก่อนกลับบ้านอย่างเบิกบานใจ
[เริ่มฝึกการเขียนร้อยแก้วเป็นร้อยกรอง การฝึกเขียนรายละเอียดให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม]
.
บทที่ 9 เพลงเกี่ยวข้าว
วันอาทิตย์กำนันจะเกี่ยวข้าวและนิมนต์สมภาร พระ เณร ที่วัดมาฉันเพลที่บ้าน เพื่อนบ้านรู้เข้า
ก็ตั้งใจไปลงแขกเกี่ยวข้าวด้วยน้ำใสใจจริงเป็นจำนวนมาก เพราะว่ากำนันเป็นคนมีอัชฌาสัยดี
ก่อนวันงาน กำนันมาปรารภกับป้าสะใภ้ของวีระว่าอยากได้แม่งานทำข้าวปลาอาหารเลี้ยงแขก
ป้าสะใภ้รับอาสาอย่างยินดี วีระขี่จักรยานไปแจ้งข่าวให้เพื่อนๆ ทราบ เพราะนานทีปีหนถึงจะมี
ยายของปิติเล่าว่าก่อนนี้มีการลงแขกช่วยเหลือการงานกันเสมอ แต่สภาวะข้าวยากหมากแพง
คนส่วนใหญ่ขัดสนยากจน จำเป็นต้องดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอดก่อน
การคบค้าสมาคมและช่วยเหลือเจือจุนกันจึงลดน้อยลงมาก ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องพึ่งพากัน
[เริ่มสอนให้รู้จักการเล่นคำในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ ว่าจะต้องอ่านเนื้อหาภายในประกอบด้วย]
.
บทที่ 10 ยิ้มพิมพ์ใจ
วันนี้บ่ายสอง ครูพานักเรียนไปวัดและอาราธนาพระอาจารย์ปุญฺญธมฺโมมาบรรยาธรรมะให้ฟัง
ท่านคุยถึงเรื่องยิ้มพิมพ์ใจ ยิ้มเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แต่มีคุณค่ามาก และต้องเป็นยิ้มที่จริงใจ
[เริ่มสอนการอ่านจุดใต้พยัญชนะในชื่อพระหรือบทสวดมนต์]
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2
.
บทที่ 11 เยาวชนคนดี
ปิติได้รับการคัดเลือกจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ (นพค.) เป็นตัวแทนเยาวชนระดับจังหวัด
ไปร่วมงานชุมนุมเยาวชนที่กรุงเทพฯ ปิติรู้สึกตื่นเต้นมาก และซักซ้อมกิจกรรมไว้หลายอย่าง
พวกผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ต่างซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่เอี่ยมที่จำเป็นแก่ปิติ จนเขาตื้นตันใจมาก
เมื่อถึงกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ นพค. พาเยาวชนไปทัศนศึกษาตามที่ต่างๆ สนุกสนานเพลิดเพลิน
และให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ชาติอยู่รอดปลอดภัย
สิ่งที่ปิติประทับใจที่สุดคือการได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช
ถึงวันสุดท้าย ปิติได้รับรางวัลที่สองประเภทบุคคล และรางวัลขวัญใจอันดับหนึ่งประจำงานปีนี้
.
บทที่ 12 เกียรติศักดิ์นักรบไทย
วีระกับมานะกำลังทำหมวกปีกทรงสูงมียอดแหลมอย่างขะมักเขม้นเพื่อใช้ประกอบนิทรรศการ
เจ้าพระยาจักรีหรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี
ชูใจเปิดอ่านหนังสือ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงประพันธ์เกี่ยวกับพระยาจักรีไว้เป็นโคลงสี่สุภาพ
.
.....ทัพอะแซหวุ่นกี้..........มารอน รานแฮ
สองฟากฝั่งสาคร.............ค่ายล้อม........
พลสามหมื่นสลอน...........ดูดาษ............
ปรปักษ์แห่ห้อม...............แม่น้ำลำแคว...
.
[เป็นบทกลอนที่ค่อนข้างยากพอสมควร และกลอนบรรทัดแรกผมยกให้เป็นบทกลอนอันที่ 4
ต่อจากม้าแก่ ไม้ม้วน สุดสาคร ซึ่งฝังอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของคนรุ่นนั้นอย่างแน่นอนครับ
]
[มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ ท้าวเทพสตรี ใน ป.4 เล่ม 2 มาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี ใน ป.5 เล่ม 1]
[ฝึกสังเกตและพิจารณาโคลงกลอนที่มักแยกคำ ตัดสระ ตัดคำ สลับที่ของคำ, คำคล้องจอง]
.
บทที่ 13 บุญบั้งไฟ
ดวงแก้วได้รับจดหมายจากบุญโฮม เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่มหาสารคาม
เธอเดาว่าเพื่อนๆ ของดวงแก้วต้องสงสัยเรื่องชื่อเธอแน่ๆ จึงอธิบายว่าบุญโฮมแปลว่าบุญรวม
บุญโฮมเล่าถึงประเพณีบุญบั้งไฟ เทียบกับการปล่อยจรวดของอเมริกา (!) และงานเส็งกลอง
[การอ่านและเขียนวันเดือนปีแบบไทยด้วยเครื่องหมายไปยาลน้อย]
.
บทที่ 14 กรรมของนายประกัน
ครูไพลินคลอดบุตรแล้วเป็นหญิง พวกเด็กๆ พูดถึงเรื่องเพลงกล่อมเด็ก ปิติจำได้แต่ท่อนแรก
ที่ขึ้นต้นด้วย เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก สมคิดได้ฟังแล้วก็สงสัยว่าทำไมไม่ฟักเอง
ย่าของชูใจยกถาดมันเทศเผามาให้กินพอดี จึงเล่านิทานว่าทำไมกาจึงต้องเลี้ยงลูกนกกาเหว่า
.
บทที่ 15 ไทยช่วยไทย
ชูใจได้รับจดหมายจากศรีอร เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่แม่ฮ่องสอน เขียนมาไม่มาก
เพราะศรีอรพึ่งหนีภัยน้ำป่ามาพักพิงที่ศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาที่ดอยแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง
พวกเขาติดอยู่นาน จนวันที่ห้ามีเรือหางยาวเอาอาหารและยา ซองจดหมายและแสตมป์มาส่ง
พวกเด็กๆ จึงช่วยกันคิดเขียนคำขวัญเชิญชวนให้บริจาคสิ่งของแก่ผู้ประสบภัยไว้ที่โรงอาหาร
โดยครูใหญ่ประสานงานกับทางอำเภอให้ช่วยหากล่องและลังมาใส่สัมภาระที่ได้รับบริจาคมา
.
บทที่ 16 ศึกถลาง
พวกเด็กๆ แสดงละครศึกถลางที่โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร
ปิดท้ายด้วยเพลง ไทยรวมกำลัง เป็นหนึ่งในเพลงชาตินิยมที่โรงเรียนนิยมมากในช่วงเวลานั้น
[รูปแบบบทนี้ กลายเป็นต้นแบบผลงาน Fanfic Final Fantasy VIII ของผมในอีกสิบปีต่อมา]
.
บทที่ 17 เฒ่าเจ้าปัญญา
มานีเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด พบหนังสือแปลกชื่อราชาผู้ชอบเรื่องโกหก จึงหยิบมาอ่าน
เกี่ยวกับราชาที่ชอบฟังเรื่องโกหก ประกาศว่าใครเล่าเรื่องโกหกได้ถูกใจ มีรางวัลให้อย่างงาม
แต่คนแล้วคนเล่า ไม่มีใครเล่าเรื่องโกหกให้ราชายอมรับได้ จนถูกเฆี่ยนหลังลายไปตามๆ กัน
สุดท้าย มีตาแก่คนหนึ่งจูงลามาบอกว่า ราชาขโมยทองของตนไปหลายลัง ราชาบอกว่าโกหก
ตาแก่บอกว่า ราชาเชื่อว่าเป็นเรื่องโกหกเช่นนั้นจงตกรางวัลแก่ข้า ราชาไม่ยอมแพ้ พูดใหม่ว่า
เออ ข้านึกได้แล้วว่าขโมยทองของเจ้าไปหลายลังจริง ตาแก่บอกว่าราชายอมรับแล้วว่าขโมย
ดังนั้นเอาทองคืนเร็วๆ ข้าจะรีบเดินทาง ราชาเสียรู้ สั่งให้เอาทองบรรจุลังแล้วรีบๆ ไล่ตาแก่ไป
.
บทที่ 18 หลงเชื่อ
บ้านหลังเล็กๆ ที่ปลูกอยู่ใต้ต้นไทรริมสระน้ำหลังบ้านปิติ เป็นบ้านของแม่ม่ายชื่อว่า นางสร้อย
นางสร้อยมีลูกห้าคน ลูกคนโตจบชั้น ป.6 แล้ว ก็ออกมาช่วยแม่ทำมาหากินอย่างขยันขันแข็ง
ครอบครัวของปิติให้ความช่วยเหลือครอบครัวนางสร้อยมาตลอด จนเธอให้ความเคารพนับถือ
หลังบ้านนางสร้อยเป็นทุ่งหญ้า ปิติชอบพาเจ้านิลไปกินหญ้าที่นั่น ก็สังเกตเห็นหญิงชายคู่หนึ่ง
อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางสร้อย ไปมาหาสู่ที่บ้านนางสร้อย ปิตินึกว่าเป็นญาติจึงไม่ได้สนใจ
วันหนึ่ง ปิติเลิกเรียนกลับถึงบ้าน เห็นนางสร้อยนั่งร้องไห้อยู่กับยาย พอเห็นปิติก็น้ำตาฟูมฟาย
เล่าเรื่องให้ฟังยืดยาวว่า นางไม่รู้จักว่าสองคนนั้นมาจากไหน เอาเงินมาให้นางสร้อยหลายครั้ง
แรกๆ นางสร้อยไม่ยอมรับ แต่สุดท้ายก็หลงคารมเพราะเขาพูดเก่งมากจนเกิดความน่าเชื่อถือ
เขาชวนนางสร้อยไปทำงานโรงงานเครื่องกระป๋อง นางสร้อยตายใจให้ลูกชายคนโตไปทำงาน
พอทำงานได้ครบเดือน ก็ส่งเงินมาทางธนาณัติ เป็นจำนวนถึงสามพันบาท นายสร้อยดีใจมาก
.
นางสร้อยเตรียมขายบ้านอพยพไปทำงานกับลูก พอดีเมื่อเช้าลูกของนางกลับมาอย่างร้อนรน
บอกว่าโรงงานนั้นแท้จริงแอบผลิตเหรียญกษาปณ์ปลอม ลูกนางสร้อยเกลียดงานผิดกฏหมาย
เมื่อคืนเขาหาช่องทางหนีออกมาได้ ยามไล่ตามมาสามคน ตำรวจเห็นจึงเข้ามาระงับเหตุการณ์
ยามตีหน้าตายใส่ร้ายว่าลูกนางสร้อยขโมยของ โชคดีที่ตำรวจรู้มาบ้างว่าเจ้าของโรงงานทุจริต
เมื่อฟังเรื่องจากลูกของนางสร้อย จึงใช้วิทยุขอกำลังเสริมล้อมโรงงานจับของกลางได้ทั้งหมด
นางสร้อยกลัวว่า หน้าม้าสองคนจะตามมาล้างแค้นลูกชาย ปิติจึงรับว่าจะไปปรึกษานายอำเภอ
เกษตรอำเภอพาไปพบสารวัตรใหญ่ ไม่ช้าก็ทราบข่าวตำรวจทางกรุงเทพฯ จับกุมได้หมดแล้ว
เลิกเรียนวันหนึ่งปิติบอกว่าวันนี้ยายทำปลานิลชุบแป้งทอดกับน้ำจิ้มรสเด็ด ทุกคนตามไปทันที
ปิติหันมาถามว่า เธอไม่คิดหรือว่า นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อนๆ พากันหัวเราะและตอบว่า
เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่พวกเราเชื่อ เพราะเธอมีปลานิล และมียายที่ทำอะไรให้เรากินจริงๆ

.
บทที่ 19 ปลามหากาฬ
พวกเพื่อนๆ ตกลงพาชูใจไปฝึกว่ายน้ำในแม่น้ำ ระหว่างที่กำลังสนุก จันทรก็ร้องขึ้นมาสุดเสียง
เพชรรีบวิ่งไปยังกอหญ้ารกๆ ริมน้ำที่จันทรยืนอยู่ แล้วขว้างฉมวกทันที น้ำแดงฉานด้วยสีเลือด
ปรากฏว่าเป็นปลาชะโดดุร้ายตัวใหญ่ จันทรแวะทำแผลที่บ้านปิติ ส่วนเพชรก็ได้อาหารมื้อเย็น
.
บทที่ 20 ความสามัคคี
เกิดเหตุนักเรียนห้อง ป. 5/1 กับ ป. 5/2 เกิดความบาดหมางกัน จากการประกวดแปลงเกษตร
โดยในเช้าวันหนึ่ง แปลงพืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับของห้อง ป.5/1 ล้มหักเสียหายทั้งหมด
เพื่อนคนหนึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นการกลั่นแกล้งของนักเรียนห้อง ป.5/2 ที่มีแปลงอยู่ติดกัน
และพืชพันธุ์เป็นรองพวกเขาเพียงนิดเดียว ถ้าห้อง ป.5/1 ไม่มีงานส่ง ป.5/2 ต้องชนะแน่นอน
นักเรียนห้อง ป.5/2 ปฏิเสธ จึงถูกหาว่าปากแข็งจนเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ปิติและหัวหน้าชั้น
ไปสอบถามภารโรง ภารโรงก็ไม่รู้ว่าใครทำ ควรจะช่วยกันสืบหาสาเหตุก่อน ไม่ควรด่วนปักใจ
ครูประจำชั้นปลอบโยนไม่ให้เสียใจ และกำชับให้ภารโรงคอยดูแลแปลงเกษตรของทุกๆ ห้อง
แต่นักเรียนหลายคนจ้องจะทะเลาะไม่เลิก แถมยังลามปามไปถึงครูประจำชั้นห้อง ป.5/2 ด้วย
ปิติกลับไปสำรวจแปลงเกษตรอีกครั้ง พบขนสัตว์ที่หนามกุหลาบ และการกลบเกลื่อนร่องรอย
หลังเลิกเรียน ปิติชวนเพื่อนไปแอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มีเด็ก ป.1 เดินมาสองคน
คนหนึ่งพูดว่า "เอ็งรู้ไหมเขาทะเลาะกันใหญ่ ข้าชอบใจจัง เดี๋ยวข้าจะทึ้งต้นไม้ของพวก ป.5/2
พรุ่งนี้เขาจะได้ทะเลาะกันอีก สนุกดี
" เพื่อนของปิติจึงออกไปจับตัวเอาไว้และให้เล่าความจริง
.
.