.
คำเตือน : โปรดระวังการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
.
ระหว่างวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา มีการจัดพิธี สู่เข้าเอาขวัน (ตามสำเนียงล้านนา)
หรือสู่ข้าวเอาขวัญ (ตามสำเนียงภาคกลาง) แก่ลูกแหมีแพนด้าที่พึ่งเกิด ณ สวนสัตว์เชียงใหม่
พิธีกรรมสู่ข้าวเอาขวัญ เป็นพิธีกรรมที่นิยมมาตั้งแต่ครั้งโบราณ มีเครื่องพิธี 4 องค์ประกอบคือ
.
1) ขันตั้ง เป็นเครื่องบูชาครู มีดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู ผ้าขาวผ้าแดง ข้าวเปลือก ข้าวสาร
ค่าครู 32 บาท และน้ำส้มป่อย
2) บายศรี เป็นเครื่องเชิญขวัญ เป็นงานใบตองที่สวยงาม บรรจุข้าว ไข่ กล้วย อาหาร ผลไม้
หมากพลู ด้ายผูกข้อมือ และน้ำส้มป่อย
3) พิธีกรรม ผู้เข้าพิธีจะนั่งอยู่หน้าบายศรี เยื้องกับหมอขวัญ จากนั้นหมอขวัญจะทำพิธีไหว้ครู
อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาปกป้อง ปัดเป่าเคราะห์ร้าย เรียกขวัญ และผูกด้ายมงคลไม่ให้ขวัญหนี
4) หมอขวัญ เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เสียงดี เพื่อสามารถเอื้อนทำนองเสนาะ "อื่อกะโลง"
สะกดผู้เข้าร่วมพิธีให้รู้สึกถึงความน่าเกรงขามจบด้วยการขับกล่อมผู้เข้าร่วมให้ตกอยู่ในภวังค์
.
สังคมส่วนใหญ่ มักจะคุ้นเคยกับพิธีบายศรีสู่ขวัญคน และคิดว่าเป็นพิธีกรรมของมนุษย์เท่านั้น
จึงเป็นเรื่องปกติ ที่หลายคน พอได้ยินข่าวบายศรีสู่ขวัญแพนด้าก็เกิดอาการคันปากยิบๆ ทันที
แต่ การเรียกขวัญสัตว์ในล้านนานั้นมีมาแต่โบราณแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัตว์นั้นมีคุณ
มีความรู้สึกไม่ต่างจากคน จึงมีพิธีเรียกขวัญ เพื่อปลุกปลอบสัตว์เลี้ยงแห่งตน เช่น ช้าง ม้า วัว
สำหรับสัตว์ซึ่งสามารถทำให้องค์กรหนึ่งมีกำไรนับร้อยล้าน เหตุผลคัดค้านคงเหลือแค่หมั่นไส้
ผสมรวมกับความไม่รู้เรื่องพิธีกรรมแต่โบราณ เพราะชีวิตคนเมืองยากที่จะได้สัมผัสงานเหล่านี้
.
แม้พิธีการเอาข้าวสู่ขวัญสัตว์จะมีแต่โบราณ แต่เพื่อความไม่ประมาท ไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ซ้ำรอยพิธีแต่งงาน ช่วงช่วง-หลินฮุ่ย ซึ่งเคยจัดในอดีต จนผู้เฒ่าผู้แก่วิจารณ์กันขรมในทางลบ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จึงตัดสินใจปรึกษากับศาสตร์จารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ผู้มีความรอบรู้เรื่องล้านนาคดีศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างมาก
คอยให้คำแนะนำในการจัดพิธีสู่ข้าวเอาขวัญสัตว์เพื่อมั่นใจว่างานนี้ถูกต้องตามประเพณีดั้งเดิม
โดยผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นต่างมั่นใจที่ "พ่อหลวงมณี" เป็นผู้ให้คำแนะนำในงานพิธีเป็นอย่างยิ่ง
.
.
.

อ้างอิง
ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
หมายเหตุ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด
และโรคชราที่โรงพยาบาลมหาราชไปเสียก่อน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 สิริรวมอายุ 79 ปี
ทางคณะกรรมการผู้จัดงาน มอบหมายให้ อ.สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประเพณีล้านนา
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คำแนะนำและรับหน้าที่หมอขวัญแทน

.
.
.

เอาล่ะครับ อ่านมาถึงตรงนี้รูปภาพน่าจะโหลดขึ้นมาเสร็จหมดแล้ว กลับเข้าสู่เนื้อหาหลักดีกว่า
.
.
.

ทอดน่องท่อง Snow Dome ที่สวนสัตว์เชียงใหม่
.
Chiang Mai Zoo Snow Dome เป็นโครงการในยุคเดียวกันกับ Chiang Mai Zoo Aquarium
เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 (ในตอนนั้นลูกหมีแพนด้ายังเป็นวุ้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้สิครับ)
เนื่องจากปีแรก ช่วงช่วง-หลินฮุ่ยก็สามารถทำเงินทำทองเข้าสวนสัตว์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ดังนั้นก็น่าจะมีโครงการอะไรสักอย่างให้สมศักดิ์ศรีตัวเงินตัวทอง (ที่ไม่ใช่วารานัส) สักหน่อย
ตัวโครงการก็ต้องมีจุดดึงดูดใจ ให้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแพนด้าอย่างเดียว
ผลออกมาเป็น โดมหิมะ ที่ทำให้คนเหนือไม่ต้องถ่อลงไปเที่ยวเมืองหิมะไกลถึงดรีมเวิร์ลครับ
.
ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ท่านเหยียบเข้าไปในเขตสวนสัตว์
.
1. ค่าธรรมเนียมบัตรผ่านประตู
ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท อันนี้ต้องจ่ายแน่นอนเป็นประเดิมอยู่แล้วครับ (ยกเว้นผู้สูงอายุ)
2. ค่าธรรมเนียมจอดรถ
รถยนต์ 50 บาท จักรยานยนต์ 10 บาท จักรยาน 1 บาท (ถ้าที่นี่มีทางจักรยานดีๆ ก็น่าสนใจ)
ถ้าไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียมจอดรถ เราก็มีทางเลือกอื่น เช่น รถแดง (ที่อาจโกงค่าโดยสาร)
รถเมล์ขาว (ที่ผมไม่แน่ใจเรื่องเส้นทางกับระยะเวลาในการปล่อยรถ) หรือวานให้คนอื่นมาส่ง
ต่อจากนั้นก็ใช้บริการรถฟรีซึ่งจอดตรงประตูหน้าไปส่งถึงโดมหิมะและบ้านหมีแพนด้าได้ครับ
ส่วนท่านที่ต้องการนั่งรถเที่ยวรอบสวนสัตว์ เขาจะจอดรถให้ท่านที่จุดซื้อบัตรก่อนถึงโดมหิมะ
(ผมไม่แน่ใจว่าเขาย้ายจุดขายบัตรลงมาจากด้านบน หรือกะหลอกขายคนไม่ชำนาญพื้นที่ ?)

.
.
3. ค่าธรรมเนียมโดมหิมะ
ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 100 บาท จำกัดวันละ 12 รอบๆ ละ 50 คน ประกอบด้วยรอบเวลา ดังนี้
09.45, 10.25, 11.05, 11.45, 12.25, 13.05, 13.45, 14.25, 15.05, 16.45, 17.05, 17.45
.
.
จุดขายบัตรเข้าขมด้านซ้ายมือมีสองช่อง ช่องหนึ่งสำหรับหมีแพนด้า ช่องหนึ่งสำหรับโดมหิมะ
บัตรเข้าชมหมีแพนด้า เมื่อซื้อแล้ว สามารถเข้าไปดูหมีแพนด้าได้เลยครับ ดูนานแค่ไหนก็ได้
บัตรเข้าชมโดมหิมะ เมื่อซื้อแล้ว ดูเวลาให้ดีก่อน ต้องรอให้ถึงรอบของตนเอง จึงจะเข้าไปได้
บัตรเข้าชมสองอย่างนี้ขายแยกกัน ดังนั้น จะดูหมีอย่างเดียว หรือเข้าโดมหิมะอย่างเดียวก็ได้
.
.
หมีแพนด้า ชิดขวาผ่านตลอดเลยครับ ส่วนโดมหิมะ พอใกล้ถึงเวลาให้มาเข้าแถวรอด้านซ้าย
เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไป เพราะอาจจะเกิดเสียหายได้
ถ้าท่านมั่นใจว่ากล้องของท่านทนอุณหภูมิติดลบได้ จะลองแอบลักลอบนำเข้าไปก็ได้นะครับ
แต่ถ้าเกิดมันเจ๊งขึ้นมา ก็ให้รับผิดชอบเอง ทางสวนสัตว์ถือว่าแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วนะเออ
ช่วงว่างระหว่างรอให้ถึงรอบของผม (ซื้อสิบโมงได้รอบ 11.05 น.) ก็เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ
จะไปยืนรอก่อนก็เข้าไม่ได้อยู่ดี จะอยู่หัวแถวยังไงก็โดนกักให้เข้าตู้แช่แข็งพร้อมกันอีกอยู่ดี

.
.
รถส่งน้ำแข็ง เอามาส่งร้านค้าที่อยู่ในตึกนี้ หรือแอบเอามาทำหิมะในโดมแก้ขัดก็ไม่รู้สิครับ :P
.
.
ทางเดินระหว่างจุดขายบัตรกับประตูทางเข้า กำลังก่อสร้าง ช่วงนี้เดินอ้อมไปพลางๆ ก่อนครับ
.
.
ภายในร้านขายของที่ระลึก อยู่ติดกับจุดขายบัตรเข้าชมเลยครับ กะว่าไม่ให้คลาดสายตาแน่ๆ
.
พอใกล้ถึงเวลาเข้าโดมหิมะของแต่ละรอบ คนที่ซื้อบัตรแล้วจะไปออกันอยู่หน้าประตูเป็นแถว
(ย้ำอีกรอบ ท่านใดที่กะมาดูแต่หมีแพนด้า ให้เดินชิดขวาเข้าไปเลยครับ ไม่ต้องต่อคิวกับเขา)
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตรวจบัตร เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งรอถือฟ็อกเกอร์สำหรับพ่นยาฆ่าเชื้อใส่มือเรา
จากนั้นเดินไปทางซ้ายมือ จะเป็นตู้ล็อคเกอร์เก็บของและจุดแจกเสื้อกันหนาว รองเท้า หมวก
อุปกรณ์เหล่านี้รวมอยู่ในค่าบัตรเข้าชมโดมหิมะเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมานั่งแต่งตัวให้เรียบร้อย
เจ้าหน้าที่จะพาไปที่ห้องกักอากาศพร้อมกันทั้งหมด เพื่อชี้แจงรายละเอียดการเข้าชมโดมหิมะ

.
เหตุผลในการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมที่ 50 คนต่อรอบ
.
- ตู้ล็อคเกอร์ มีจำนวนจำกัด บริเวณแต่งตัว นั่งรอ จุคนได้แค่นั้น
- ห้องกักอากาศที่ใช้ฟังคำชี้แจงก่อนเข้าโดมหิมะ จุคนได้แค่นั้น
- โดมหิมะมีขนาดเล็ก หากเกิน 50 คนละก็ จะแออัดมากเกินไป

.
ผมเล็งรอบเช้าๆ เลือกวันที่ฟ้าครึ้มๆ ฝนปรอยๆ ปรากฏว่า รอบนั้นยังมีคนเข้าไปสามสิบกว่าคน
หลังสัมผัสระบบการจัดการทั้งหมดแล้ว ตัวเลข 50 คน ถือว่าเป็นลิมิตที่เหมาะสมดีแล้วล่ะครับ
แต่ละวันจะรองรับผู้เข้าชมสูงสุด 600 คน เพียงมีผู้ใช้บริการ 360 คน หรือ 60% ของค่าสูงสุด
ก็ครอบคลุมค่าไฟฟ้า 1.4 ล้านบาทต่อเดือนไปจนถึงค่าดำเนินการพื้นฐานบางส่วนแล้วล่ะครับ
.
.
เนื่องจากไม่ได้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไปจึงนำภาพในโดมหิมะจากหนังสือพิมพ์มาลงแทนนะครับ
อยากจะบอกว่าภาพที่ท่านเห็น คือเกือบทั้งหมดของโดมหิมะแล้ว (ขาดด้านข้างไปไม่กี่เมตร)
ตำแหน่งของตากล้องที่ถ่ายภาพนี้ คือแนวระเบียงด้านบนซึ่งตกแต่งเลียนแบบกำแพงเมืองจีน
ซึ่งคงเป็นพื้นที่สำหรับผู้เข้าชมในเวลาที่ปล่อยหมีแพนด้าเข้ามาในโดมหิมะ ที่ผมมีข้อสงสัยว่า
ถ้ารอบไหนปล่อยหมีแพนด้าเข้ามา แสดงว่าผู้เข้าชมรอบนั้นจะไม่ได้ลงไปอยู่ที่ลานข้างล่าง ?
หรือจะแยกรอบที่ปล่อยหมีแพนด้าออกมาจากรอบเวลาปรกติ ? ค่าเข้าชมจะแพงขึ้นหรือไม่ ?

.
ด้านหลังซุ้มประตูจะเป็นทางลาดสำหรับเล่นสไลเดอร์ และเนื่องจากโดมหิมะที่นี่ค่อนข้างแคบ
ต่างจากเมืองหิมะที่ดรีมเวิร์ล ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่า จึงต้องปล่อยให้คนเล่นเลื่อนลงมาได้ทีละคน
จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ด้านบน 1 คน คอยดูแลการปล่อยสไลเดอร์ ให้ทยอยลงมาอย่างเป็นระเบียบ
ด้านล่างจะมีเจ้าหน้าที่อีก 2 คน คอยดูแลการรับสไลเดอร์ที่ไหลลงมาจากด้านบนให้ปลอดภัย
สไลเดอร์ในโดมหิมะที่สวนสัตว์เชียงใหม่ แม้มีขนาดเล็กมาก แต่ก็ได้อารมณ์ที่ต่างไปอีกแบบ
ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของลูกกอล์ฟในสนาม Ice Spa ในเกม Pangya แล้วล่ะครับ :D

.
.
อีกเหตุผลหนึ่งที่คาดว่าไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไป เพราะจะได้ขายรูปถ่ายไงล่ะครับ
ภายในโดมจะมีเจ้าหน้าที่ชุดสีน้ำเงินคอยถ่ายรูปอยู่ 1 คน อยากถ่ายรูปเมื่อไรบอกเขาได้เลย
ถ่ายได้เรื่อยๆ ไม่อั้น โพสท่าแย้ขนาดไหนก็ถ่ายให้ครับ แล้วค่อยออกไปเลือกรูปหลังจบรอบ
จ่ายเงินเฉพาะรูปที่ท่านสั่งให้พิมพ์ (รูปละ 100 บาท) โดยเลือกดูจากหน้าจอและรอรับได้เลย
.
.
.

ข้อควรปรับปรุง
.
- บัตรเข้าโดมหิมะ
ไม่มีรอบปรุ เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วต้องฉีกด้วยมือจนเละ ผู้ที่เก็บสะสมหางบัตรคงไม่ชอบใจเท่าไร
มองในแง่ดี หากช่วงโลว์ซีซั่นผสมโรงด้วยไข้หวัดหมูยังคงมีนักท่องเที่ยวใช้บริการมากแบบนี้
หวังว่า บัตรล็อตต่อไป (หลังล็อตนี้ถูกใช้จนหมดแล้ว) จะปรับปรุงให้ดูดีกว่านี้อีกสักนิดนะครับ
- จุดขายบัตรรถบริการชมสวนสัตว์
จุดขายบัตรบริเวณฝั่งตรงข้ามนกกระจอกเทศ ไม่มีสัญลักษณ์หรือป้ายบอกชัดเจนเท่าไรครับ
นักท่องเที่ยวต่างถิ่น (ที่ต้องการมาชมโดมหิมะอย่างเดียว) อาจเข้าใจผิด คิดว่ายังอยู่อีกไกล
เลยลงไปซื้อบัตรรถบริการ ก่อนจะพบว่าโดมหิมะตั้งอยู่ถัดไปข้างหน้าไม่เกิน 100 เมตรนี่เอง
- การถ่ายรูปในโดมหิมะ
ระบบการจัดคิวเพื่อเลือกและปรินต์รูปยังไม่เป็นระเบียบมากนัก เจอแซงคิวกันหน้าตาเฉยเลย
ราคาปรินต์รูปละ 100 บาท ใครอยากได้เยอะก็จ่ายอ่วม และยังไม่ได้ไฟล์กลับมาอีกต่างหาก
น่าจะมีแพคเกจให้เลือก เช่น รูปอย่างเดียว ไม่เอาไฟล์ ก็ทำแบบเดิม แต่ลดราคาลงมาหน่อย
เอาทั้งรูปกับไฟล์ ก็กำหนดจำนวนปรินต์รูปขั้นต่ำกับเพิ่มราคาค่าเผาแผ่น mini-cd อีกนิดก็ได้
ทำแพคเกจใส่รูปให้ดูมิดชิดหน่อย เพราะสวนสัตว์ที่อยู่เชิงดอย มักพบสภาพอากาศแปรปรวน
ส่วนเรื่องการส่งไฟล์รูประหว่างจบแต่ละรอบ ให้เจ้าหน้าที่หาทางจัดระเบียบเองแล้วกันนะครับ
- บริเวณต่อเนื่องจากตู้ล็อคเกอร์
น่าจะมีกระจกใหญ่ๆ สักบานนะครับสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปคนเดียวไม่มีคนช่วยดูการแต่งตัว

.
.
.

ของแถมท้ายเอนทรี
.
.
"เบื่อหมีแพนด้าแล้ว ดูหมีอื่นแทนดีกว่า"
.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จักไปให้จนได้ Hot! Hot!

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-07-23 18:00

ว๊าวๆ หิมะตกในเมืองไทย Hot!

#2 By Ratcicle on 2009-07-23 20:50

ทำไมพี่ศิชนดูตัวเล็กจังคะ!!!!!

ผอมลง??? (แบบว่าไม่เห็นพี่มานานค่ะ)

เชียงใหม่มีหิมะแล้วววววว

#3 By KeeChan on 2009-07-23 21:00

สงสัยรายได้จากการถ่ายรูปจะดีกว่าการขายบัตรอีกนะนี่

#4 By Little Lamb on 2009-07-23 21:34

ชับบี้ในชุดนี้ดูผอมเพียว หน้าเด็กลงเยอะเชียว ก็ากๆๆๆ question

#5 By Ellebazi on 2009-07-23 22:36

ไว้กลับเชียงใหม่เมื่อไหร่เจอกัน >.<

ปล.you tube ด้านล่างสุดยอดเหลือเกิน ขอเอาไปบอกต่อนะครับ

#6 By เม็ดบ๊วย on 2009-07-23 22:44

ทุกเม็ดเลย sad smile

#7 By Seam - C on 2009-07-24 07:49

ไว้ไปเมื่อไรแล้วจะไปเที่ยว big smile
ฮา ของแถม lol

#5
เห็นด้วยว่า ถ้าไม่มีของที่ใช้เทียบขนาดตัวได้อยู่ในภาพ แล้วแต่งตัวแบบนี้นี่ ดูหน้าเหมือนเด็กจีน มากๆ

#9 By Detonator on 2009-07-24 22:08

ดูเล็กมากเลยนะครับ

#10 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-07-25 15:00