เพียงการระบายน้ำแบบเบาะๆ : กรณีเขื่อนศรีนครินทร์
posted on 18 Aug 2009 12:14 by chubby in Review-Environment.
13 สิงหาคม 2552 เกิดเหตุขัดข้องในระบบส่งจ่ายก๊าซจากแหล่ง "บงกช" ในอ่าวไทยต่อด้วย
15 สิงหาคม 2552 เกิดเหตุขัดข้องในระบบส่งจ่ายก๊าซจากแหล่ง "ยาดานา" จากประเทศพม่า
.
ทำให้ก๊าซธรรมชาติในระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงไปกว่า 1,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
หรือ คิดเป็นกำลังการผลิตประมาณ ~10,000 MW จากกำลังการผลิตทั้งหมด ~29,000 MW
ซึ่งอาจทำให้ระบบโรงไฟฟ้าพลังความร้อน/ความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ล่มลงทั้งหมดได้
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงมีคำสั่งให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งรีบเร่งเดินเครื่อง
เพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าเสริมเข้าสู่ระบบทันที เริ่มตั้งแต่ คืนวันที่ 15 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2552
.
ทั้งนี้เขื่อนในประเทศไทยที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจริงๆ นั้นก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง
และที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต, ไม่ใช่กรมชลประทาน ประกอบด้วย
.
1) เขื่อนภูมิพล..........779 MW
2) เขื่อนศรีนครินทร์....720 MW
3) เขื่อนสิริกิติ์............500 MW
4) เขื่อนวชิราลงกรณ์...500 MW
5) เขื่อนรัชชประภา.....240 MW
.
ยังไม่นับเขื่อนปากมูล (156 MW) ซึ่งมีข้อกังขาเรื่องความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริง
และโรงไฟฟ้าลำตะคอง (500 MW) ซึ่งเป็นโครงการแยกออกมาต่างหากจากเขื่อนลำตะคอง
.
เมื่อดูระยะห่างจากตำแหน่งที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและสภาพระดับน้ำในเขื่อนในปัจจุบัน
เขื่อนศรีนครินทร์จึงได้รับคำสั่งด่วนให้เปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด จาก 2 บานเป็น 5 บานทันที
เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้สูงที่สุด ต่อด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนรัชชประภา
เพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กับซื้อไฟฟ้าจาก สปป. ลาวเพิ่มขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง
และสั่งให้โรงไฟฟ้าราชบุรีกับโรงไฟฟ้าบางปะกงเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาแทนเป็นการชั่วคราว
.
ถึงแม้จะรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศได้สำเร็จ ไม่เกิดเหตุไฟฟ้าดับในวงกว้าง
แต่ทำให้เกิดน้ำท่วมตลิ่งบริเวณท้ายเขื่อนศรีนครินทร์อย่างรวดเร็ว จนเกิดข่าวลือว่าเขื่อนแตก
ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่เป็นเพียงการระบายน้ำแบบเบาะๆ เท่านั้นเองครับ ไม่ค่อยเกิดให้เห็นกันเท่าไร
ครั้งหลังสุดก็เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งเทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่ทันสมัยเท่ากับตอนนี้
ประสบการณ์เขื่อนแตกถล่มทลายของคนทั่วๆ ไปอย่างมากก็รับรู้กันมาจากภาพยนตร์ล่ะครับ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เข้าไปประกอบอาชีพหรืออยู่อาศัยในภายหลังจะตระหนกกับเหตุการณ์นี้
.
ทำให้หลายท่านที่ประกอบอาชีพหรืออยู่อาศัยท้ายเขื่อนใหญ่ๆ เริ่มรู้สึกคลางแคลงใจนิดๆ ว่า
เจ้าหน้าที่รับคำสั่งให้เปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินภายใน 1 ชั่วโมง จนแจ้งเตือนประชาชนไม่ทัน
(หรือเจ้าหน้าที่รู้ดีอยู่แล้วว่า น้ำขึ้น 2 - 3 เมตรเป็นเรื่องชิลๆ จึงไม่ไปแจ้งเตือนอย่างจริงจัง ?)
และการเปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินครบ 5 บานอย่างกระทันหัน ก่อความเสียหายได้ถึงขนาดนี้
หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีคำสั่ง หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็
คงไม่เกิดข่าวลืออะไรหรอกครับ เพราะชาวบ้านท้ายเขื่อนจมน้ำเรียบหมดทั้งบางแล้ว (...อ้าว)
.
นี่เป็นตัวอย่างรูปธรรมของ การพึ่งพาแหล่งพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งในอัตราส่วนที่มากเกินไป
ทำให้ระบบเปราะบางกว่าที่คิด จนการไฟฟ้าต้องเร่งหาพลังงานทดแทน ตามแผนที่วางไว้ เช่น
.
โครงการช่วงปี 2552 - 2558
.
1) โรงไฟฟ้าใหม่ของการไฟฟ้า...........(3,690 MW)
2) รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่......(4,400 MW)
3) รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก.......(1,985 MW)
4) รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็กมาก....(264 MW)
5) รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน...(2,186 MW)
6) โครงการพลังงานหมุนเวียน.................(78 MW)
.
โครงการช่วงปี 2559 - 2564
.
ในเอกสารของการไฟฟ้าฯ เมื่อรวมยอดตัวเลขกำลังการผลิตแล้วปรากฏว่ามันไม่ลงตัวนะครับ
เลยตัดส่วนนี้ออกไป แต่ที่น่าสนใจ คงจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2,000 MW ล่ะครับ
ว่ากระแสการตอบรับของภาคประชาชนจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะตัวเทคโนโลยีนั้นไม่มีปัญหา
แต่เรื่องการจัดการนี่สิที่น่าเป็นห่วงถ้าหากเกิดเหตุ "ฉุกเฉิน" แบบไทยๆ ขึ้นมาจะทำอย่างไร ?
.
.
.
อ้างอิง
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
- แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551 - 2564 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2
.
.
.
ของแถมท้ายเอนทรี
.
คนไทยรักสายส่ง by ติ๊ก ชีโร่
.

ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 3
#1 By Little Lamb on 2009-08-18 12:45