G-Force : หนูตะเภากู้โลก
posted on 02 Oct 2009 13:47 by chubby in Review-Movie.
GeForce เป็นชื่อทางการค้าของ GPU หรือที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่าการ์ดจอของค่าย Nvidia
โดยมี Radeon ของค่าย ATI (ควบรวมกับ AMD ไปแล้ว) เป็นคู่ต่อกรสำคัญในตลาดการ์ดจอ
ทั้งสองค่ายจัดเป็นคู่กัดที่ประมือกันมายาวนานที่สุดขณะที่รายอื่นล้มหายตายจากไปเยอะแล้ว
แต่ละฝ่ายมีสาวกถือหางเป็นกองเชียร์จำนวนมาก และผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในสมรภูมิธุรกิจ
.
.
เอ้ย...ผิดเรื่อง...เปลี่ยนๆ
..
เบ็น หัวหน้าโครงการสัตว์สายลับ FBI ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหมิ่นเหม่ต่อการถูกยุบแผนกอย่างยิ่ง
ในหน่วยมีลูกทีมที่ประกอบด้วยหนูตะเภา 3 ตัวคือ หัวหน้าทีมดาร์วิน นักวิทยายุทธ์สาวฮัวเรซ
นักบู๊บลาสเตอร์ 1 ตัวตุ่น นักคอมพิวเตอร์สเปคเคิลส์ กับอีก 1 แมลงวัน หน่วยลาดตระเวนมูช
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นทีมงานภาคสนามหลักของโครงการสัตว์สายลับ มีโค้ดเนมว่า G-force
ภารกิจที่พวกเขาต้องทำเพื่อพิสูจน์ตัวเองคือ การบุกเข้าคฤหาสน์ของนักธุรกิจใหญ่ชื่อเซเบอร์
ที่ถูก FBI จับตาและดักฟังมานานเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดักจับข้อมูลสำคัญได้เลย
เว้นแต่ทีม G-Force สามารถบุกเข้าไปขโมยข้อมูลเกี่ยวกับ "Clusterstorm" ออกมาได้สำเร็จ
เบื้องบนก็น่าจะยอมรับความสามารถของเหล่าสัตว์สายลับและยกเลิกแผนการยุบแผนกทิ้งไป
.
Start Spoil >>> แต่ข้อมูลที่ G-Force ขโมยออกมาได้นั้นกลับกลายเป็นแค่เครื่องทำกาแฟ
ทั้งที่ตอนคัดลอกข้อมูลนั้น ดาร์วินยืนยันว่าเป็นแผนบางอย่างซึ่งจะเริ่มต้นในเวลาไม่เกิน 2 วัน
แต่ว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกส่งมาตรวจสอบความก้าวหน้าของการวิจัยในแผนกของเบ็นไม่คิดเช่นนั้น
เขาสั่งยุบแผนกและปิดโครงการของเบ็นด้วยข้อหาบุกรุกเข้าบ้านเซเบอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
3 หนูตะเภากับ 1 ตัวตุ่นต้องหนีออกจากฐานปฏิบัติการและไปติดแหง่กอยู่ที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
ฮัวเรซกับบลาสเตอร์ถูกพี่ชายน้องสาวครอบครัวหนึ่งซื้อไปเล่นผาดโผนแผลงๆ กับเล่นแต่งตัว
สเปคเคิลส์แกล้งตายแต่เกิดผิดแผน แทนที่จะถูกฝังไว้หลังร้านกลับถูกโยนใส่รถบดขยะแทน
ดาร์วินต้องติดแหง่กในกรงกับฮาร์ลีย์ รุ่นพี่ขี้เหงาในร้านสัตว์เลี้ยงแห่งนี้ก่อนหาทางออกไปได้
.
ระหว่างทางดาร์วินพบเครื่องทำกาแฟจากบริษัทของเซเบอร์ในร้านค้าแห่งหนึ่งจึงเข้าไปสำรวจ
แต่ก่อนเขาจะดึงชิปออกมาได้ เครื่องทำกาแฟกลับแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ล่าสังหารสุดร้ายกาจ
ดาร์วินอาศัยสภาพแวดล้อมเอาชนะเครื่องทำกาแฟได้หวุดหวิด ก่อนนำซากกลับไปที่บ้านเบ็น
ขณะเดียวกัน เบ็นอาศัยทีมงานภาคสนามรอง "ปีเตอร์" ไปขโมยข้อมูลคืนจาก FBI ที่เฝ้าแล็บ
ผลวิเคราะห์ไฟล์ที่ดาร์วินขโมยมาก่อนหน้านี้พบว่ามีไวรัสซึ่งทำลายอุปกรณ์ที่ดึงข้อมูลจากมัน
เมื่อทีม G-Force กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา ตัดสินใจนำ PDA ที่มีไวรัสกลับไปที่บ้านเซเบอร์
โดยหวังที่จะใช้ไวรัสดังกล่าวย้อนกลับไปทำลายระบบเมนเฟรมของ "Clusterstorm" เสียเอง
เหลือเวลาไม่มากนัก ก่อนที่เซเบอร์จะกดปุ่ม เพื่อเริ่มแผนการที่เขาหวังว่าจะทำให้เป็นเจ้าโลก
.
แต่เซเบอร์ถูกทำให้เข้าใจผิดว่า "Clusterstorm" นี้เป็นเพียงระบบผูกขาดทางการค้าธรรมดาๆ
กลับกลายเป็นว่า เขากดปุ่มที่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าจากบริษัทของเขาทั่วโลกออกมาอาละวาด
ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการแท้จริงคือ ตัวตุ่นสเปคเคิลส์ ซึ่งไม่ได้เสียชีวิตในรถบดขยะแต่อย่างใด
เขาต้องล้างแค้นพวกมนุษย์ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตัวตุ่นเมื่อมีโอกาส ตามคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อ
นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าล่าสังหาร ยังมีเศษซากดาวเทียมในบรรยากาศที่เขาจะส่งมาถล่มโลก
เพื่อบีบบังคับให้มนุษย์ต้องหลบไปอาศัยอยู่ใต้ดินแบบตัวตุ่น อันเป็นฉากล้างแค้นฉากสุดท้าย
ดาร์วินพยายามเกลี้ยกล่อมให้นึกถึงมนุษย์อย่างเบ็นซึ่งช่วยชีวิตพวกเขาจนสเปคเคิลส์กลับใจ
แผนกของเบ็นคืนชีพ ลูกทีม G-Force ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ FBI <<< End Spoil
.
.
ส่วนที่ชอบ
- คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบหนัง 3D เพราะผู้กำกับยัดฉากพวกนี้ใส่เข้ามาในเรื่องอย่างล้นหลาม
พฤติกรรมสนุกสนานเฮฮา ของแต่ละตัวละครในทีม G-Force เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ต่างๆ
- ทีม "ปีเตอร์" ที่ไม่มีในหนังตัวอย่าง แล้วคุณจะได้รู้ว่าปีเตอร์ทำอะไรได้มากกว่าที่คิดนะครับ
(แต่ท่านใดที่ไม่ถูกชะตากับแมลงสาบ ชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ส่วนนี้อาจจะเป็นข้อเสียได้)
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- เน้นฉากแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญเพื่อถ่ายทอดให้ดูในระบบ 3D มากเกินไป จนเนื้อเรื่องอ่อนยวบ
ทำให้เหตุการณ์ใหญ่โตโกลาหล แต่บทจะจบก็รวบรัดตัดบทให้แล้วๆ ไปง่ายดายเสียเหลือเกิน
- ความรู้สึกที่ต้องมาใส่แว่น 3 มิติ ซึ่งผมยังไม่ค่อยชินเท่าไรและต้องคอยขยับแว่นเป็นระยะๆ
ดูซับไตเติลลำบาก แถมรู้สึกว่าซับไตเติล 2D ทื่อๆ มันดูขัดๆ กับภาพ 3D ของหนังแปลกๆ อยู่
.
ประเด็นเก็บตก
- ด้วยข้อจำกัดของจำนวนโรงภาพยนตร์รวมถึงการที่หนังตั้งใจทำเป็นดิจิตอล 3D มาตั้งแต่ต้น
ทำให้ผมได้มีโอกาสอุดหนุนโรง 3D ของเมเจอร์เชียงใหม่เสียที หลังเปิดให้บริการมา 1 เดือน
ก็เลยได้มีโอกาสเปรียบเทียบหนังตัวอย่างเรื่อง Avatar (เวอร์ชั่น 2 นาที) ระหว่าง 2D กับ 3D
ปรากฏว่า หนังตัวอย่าง Avatar แบบ 3D (ใช้แว่น 3 มิติ) โดดเด่นสะดุดตากว่าอย่างเห็นได้ชัด
เลยเข้าใจแล้วว่า ทำไมผู้ที่ดูตัวอย่าง Avatar เวอร์ชั่น 15 นาทีของ IMAX ถึงได้ฮือฮากันมาก
(เมื่อได้เห็นความแตกต่างด้วยสายตาของตนเองแล้ว เรื่องนี้ผมล็อคคิวดูโรง 3D แน่นอนครับ)
.

.
02/09/2552
IMDb : 4.5/10
Metacritic : 41/100
Rotten Tomatoes : 24%
.
.
.
ของแถมท้ายรีวิว
.
"G-Force"
.
Tags: g force, movie, review17 Comments
ภาพสุดท้ายนี่มัน...
ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 3
ลืมตัวดู Spoil
ว่าจะไปดูแท้ ๆ โธ่..ง
#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2009-10-02 14:05