.
เครือข่ายสังคมออนไลน์ยุคเก่า
.
Usenet
Usenet
ระบบรับส่งข้อความไปยังกลุ่มข่าว (Newsgroup) ที่คิดค้นขึ้นโดย ทอม ทรัสคอตต์ กับ จิม เอลลิส สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ Usenet จะไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางหรือผู้ดูแลระบบโดยเฉพาะแบบ BBS หรือกระดานข่าว โดยถือเป็นบรรพบุรุษของ RSS ที่ใช้ตามการอัพเดตข้อมูลล่าสุดของบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราให้ความสนใจโดยเฉพาะ
.
Skynet
Skynet
ระบบเครือข่ายของกองทัพที่สร้างขึ้นโดย ไซเบอร์ไดน์ซิสเต็มส์ โดยเริ่มทำการติดตั้งลงบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพในปี พ.ศ. 2540 ต่อมาภายหลังระบบปัญญาประดิษฐ์ของ Skynet พัฒนาตัวเองเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกและทำลายล้างมนุษย์จนแทบสิ้น โดยความหวังของมนุษยชาติทั้งมวลนั้นรวมอยู่ที่ จอห์น คอนเนอร์...อ้าว ขออภัย มาผิดเรื่องครับ
.
BBS
BBS
ระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System) เกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 2510's และถึงแม้ในยุคแรกๆ จะสามารถเชื่อมต่อผ่านโมเด็มล็อกอินเข้ามาใช้งาน BBS ได้เพียงครั้งละคน ก็นับว่าเป็นระบบแรกที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยถือเป็นบรรพบุรุษของ Internet Forum หรือ Message Board ที่เราใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มคนหลายๆ กลุ่ม
.
IRC
IRC
การคุยผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet Relay Chat) หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อของโปรแกรมแชต ถูกพัฒนาขึ้นใน ปี พ.ศ. 2531 สำหรับการพูดคุยและแบ่งปันไฟล์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยถือเป็นบรรพบุรุษของโปรแกรม Instant Messaging (IM) ยุคหลัง เช่น mIRC (2538) ICQ (2539) PIRCH (2541) MSN Messenger (2542) ที่เราใช้แชตกระหน่ำมาก่อน
.

.
เครือข่ายสังคมออนไลน์ยุคใหม่
.
หลังจาก BBS และ IRC ปักหลักฐานมั่นคงแล้ว สื่อผสม (Multimedia) ก็ถาโถมเข้ามาพร้อมความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น จนระบบแบบเดิมๆ มาถึงขีดจำกัด ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ BBS จะมีจุดแข็งในด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มต่างๆ อีกทั้งยังสามารถแก้ไขโค้ดให้รองรับ Multimedia ใหม่ๆ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหา "มากคนก็มากความ" ได้ ไม่ว่าผู้ดูแลจะนำมาตรการไหนมาใช้ก็ตาม หรืออย่าง IRC แม้จะมีจุดแข็งด้านความเป็นส่วนตัวในการสนทนา แต่ก็มีจุดอ่อนในการรองรับ Multimedia รูปแบบใหม่ๆ และก็ยังหนีไม่พ้นปัญหา "อาการอยากโชว์" อะไรๆ หลายอย่างจากบุคคลภายในออกไปให้บุคคลภายนอกเห็น
.
ช่วงกลางยุค 2540's เกิดเว็บไซต์ผู้ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Web Hosting) รองรับกระแสการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวจำนวนมาก ทว่า เว็บโฮสติ้งจำนวนไม่น้อยมีข้อจำกัดเรื่องการรองรับข้อมูล Multimedia แถมพกด้วยปัญหา Direct Linking หรือ Hotlinking หรือการถูกขโมย url address ของไฟล์ต่างๆ ไปจนเจ้าของเว็บไซต์ประสบปัญหาแบนด์วิธหมด ผู้บริโภคจึงหันไปหาผู้ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลรูปภาพหรือวีดีโอโดยตรง เช่น Photobucket (2546) Flickr (2547) YouTube (2548) แล้วค่อยนำมาแบ่งปันกันบนเว็บไซต์ยุคใหม่ เช่น Hi5 (2546) Multiply (2546) Myspace (2546) Facebook (2547) Exteen (2547) เป็นต้น
.
เว็บไซต์ยุคใหม่เหล่านี้มีจุดร่วมตรงที่ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโค้ด ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถมีพื้นที่ส่วนตัวบนโลกไซเบอร์ได้แล้ว (แต่ทั้งนี้ก็มีบางเว็บเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานที่มีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด สามารถเข้าไปปรับแต่งพื้นที่ส่วนตัวของตนเองได้อยู่เหมือนกัน) โดยเว็บที่อยู่ในกระแสมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น Facebook ที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกจน Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้รับรางวัลบุคคลแห่งปี (Person of the Year 2010) จากนิตยสาร Time โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Facebook มีสมาชิกลงทะเบียนใช้งานแล้วมากกว่า 500 ล้านคน
.

.
ดราม่าในเครือข่ายสังคมออนไลน์
.
นับแต่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่บูมในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ล้วนวนเวียนอยู่ในรูปแบบเดิมๆ เพียงแต่ยุคนั้นจำนวนผู้เข้าถึงเทคโนโลยีมีจำกัด ปัญหาต่างๆ จึงเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบๆ และเหยียบให้เรื่องเงียบหายไปโดยง่าย แตกต่างจากปัจจุบันที่ระบบกระดานข่าวมีเครื่องมือพื้นฐานมากมายให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถ "จับผิด" ผู้ก่อปัญหาได้โดยง่าย ซึ่งผมเคยคิดว่า 10 ปีผ่านไป น่าจะเหลือแต่ดราม่าชั้นสูงที่ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลหลักฐานอันสลับซับซ้อน แต่กลายเป็นว่าผมคิดผิดถนัด เพราะยังมีผู้ก่อปัญหาที่ถูกจับได้ด้วยเครื่องมือพื้นฐานของระบบกระดานข่าวทั่วไปให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
.
สำหรับประเทศไทย มีเว็บ Drama Addict (2552) เปรียนเสมือนสมุดจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ไว้เป็นหลักฐาน จึงสร้างความไม่พอใจแก่ผู้เกี่ยวในเหตุการณ์ที่อยากให้เรื่องราวดังกล่าวหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยมากพอสมควร แต่สำหรับบุคคลทั่วไป (รวมถึงสื่อมวลชนที่แอบด้อมๆ มองๆ หาข้อมูล) เว็บดังกล่าวเป็นแแหล่งอ้างอิงชั้นดีถึงหลายเหตุการณ์ซึ่งน่าตกใจว่าแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อทศวรรษก่อนเลย (แถมหลายกรณี ผู้ก่อดราม่าก็กล่าวหาว่าไทยมุงเป็นฝ่ายผิดเสียอย่างนั้น) ด้วยเหตุนี้ เราลองมาไล่เรียงดูว่า คุณสมบัติของผู้คนที่เคยก่อดราม่าจากหลากหลายวงการที่เคยผ่านมา มีอะไรเด่นๆ บ้าง
.
- Multi-Account
คือการที่บุคคลๆ หนึ่งสร้างบัญชีผู้ใช้งานขึ้นมาหลายบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนตนเองและดิสเครดิตผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่หัวข้อการสนทนาของผู้ก่อดราม่ากำลังอยู่ในสภาพเสียเปรียบ ผู้ก่อดราม่าอาจพร่ำเพ้อถึงจำนวนผู้สนับสนุน ก่อนปล่อยร่างแยกออกมาเพื่อทำให้บุคคลทั่วไปรู้สึกคล้อยตามความคิดเห็นของตนได้ง่ายขึ้นตามทฤษฎีการก่อม็อบ
.
- Harassment
คือการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลคุกคามฝ่ายที่มีความคิดไม่ตรงกันอย่างรุนแรง ก่อนความจริงจะถูกเปิดเผยในภายหลังชนิดสถานการณ์พลิกกลับ 180 องศา แต่เรื่องมันดราม่าเมื่อฝ่ายคุกคามเรียกร้องให้ฝ่ายที่ถูกคุกคามยึดหลักอโหสิกรรม ยกโทษให้ดื้อๆ และถ้าต่อความยาวสาวความยืดก็จะถูกด่าต่ออีกว่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น สรุปสั้นๆ คือ คนถูกด่า ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง
.
- Steal
คือการที่บุคคลนำเอาสิ่งของหรือผลงานที่ไม่ใช่ของตนเอง เช่น รูปภาพ รูปวาด รูปถ่าย งานเขียน งานฝีมือ ฯลฯ มาใช้หาประโยชน์ให้แก่ตนเอง และเมื่อถูกจับได้ว่าเป็นสิ่งของหรือผลงานของผู้อื่น ก็จะหาข้ออ้างต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ้างถึงเรื่องลิขสิทธิ์แบบผิดๆ หรือการกล่าวอ้างว่าผู้อื่นก็ไม่ได้ใช้ของที่ถูกต้องทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเบี่ยงเบนความผิดของตน
.
- Bluff
คือการหลอกลวงหรือการแอบอ้างว่าได้กระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปเพื่อหวังประโยชน์หรือสถานภาพที่ดีกว่า โดยทั่วไปจะบลัฟกันในประเด็นที่ตรงกับความคิดของคนทั่วไป เพื่อจะได้ไม่ทำให้กลุ่มเป้าหมายเอะใจ ทั้งนี้ ดราม่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีใครสักคนตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ไม่ได้มีการกระทำการใดๆ ตามที่กล่าวอ้าง ทำให้สถานการณ์พลิกผันทันทีทันควัน
.
- Drift
คือการที่บุคคลๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงหัวข้อการสนทนาไปเรื่อยๆ (Drift) จนประเด็นการสนทนาห่างไกลจากต้นเรื่องจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม (ออกทะเล) ผลลัพธ์มี 2 อย่าง คือ สร้างความหงุดหงิดแก่ชาวดราม่า และสร้างความรื่นเริงแก่ชาวดราม่า ขึ้นอยู่กับระดับ (Level) ของผู้ก่อดราม่าว่าสั่งสมประสบการณ์ดริฟต์มามากน้อยเพียงใด และมีประวัติก่อดราม่ามามากแค่ไหน
.

Born to Create Drama
.

.
ของแถมท้ายรีวิว
.
The Social Network : เครือข่ายสังคมออนไลน์
.
ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดถูกเพื่อนหญิงหักอก คืนนั้นเอง เขาก็แฮคข้อมูลรูปนักศึกษาหญิงทั้งมหาวิทยาลัยมาลงในเว็บ FaceMash เพื่อให้เหล่านักศึกษาหนุ่มๆ เข้าไปโหวตว่าใครแจ๋วกว่ากันจนระบบเครือข่ายของฮาวาร์ดล่มเนื่องจากมีผู้เข้าไปใช้งานมากเกินไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มาร์คถูกทำทัณฑ์บน แถมเป็นที่เกลียดชังจากนักศึกษาหญิงทั้งมหาวิทยาลัย แต่มาร์คคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นหนี้บุญคุณที่เขาช่วยทำให้เห็นช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยเสียมากกว่า อย่างไรก็ดี FaceMash ไปเตะตาฝาแฝด วิงเคิลวอสส์ นักกีฬาพายเรือซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาชั้นสูงของมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้มาร์คเข้ามาร่วมทีมช่วยทำเว็บ Harvard Connection ต่อจากโปรแกรมเมอร์คนก่อน สิ่งนี้ช่วยจุดประกายให้มาร์คคิดทำสิ่งที่แหล่มกว่า Havard Connection ขึ้นมาเป็นของตัวเอง สิ่งที่จะตอบสนองความต้องการที่แอบซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์ นั่นคือ Thefacebook
.
<<< Start Spoil
.
เอดูอาร์โด เพื่อนของมาร์คทำหน้าที่ระดมทุนและหาสปอนเซอร์ให้ Thefacebook เนื่องจากมาร์คมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเขียนโค้ดให้ดียิ่งๆ ขึ้นโดยไม่สนใจด้านการตลาดเลย (แทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่า Thefacebook จะเปิดให้บริการได้หรือไม่และอย่างไร) และไม่ช้านาน Thefacebook ก็เป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่นักศึกษาฮาวาร์ด และต่อมาก็ขยายการให้บริการแก่มหาวิทยาลัยทั่วฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ก่อนลามข้ามไปถึงอังกฤษเลยทีเดียว วัน