The Day After Tomorrow : หายนะที่ไม่ต้องการฮีโร่
posted on 03 Jan 2005 18:27 by chubby in Environment, Movie-review.
The Day After Tomorrow : หายนะที่ไม่ต้องการฮีโร่ เมื่อโลกที่ 1 ต้องพึ่งใบบุญโลกที่ 3
My Personal Rating : 84%
Most Recommended : นักศึกษาสิ่งแวดล้อม
.
"เฮ้อ หนังแนวหายนะ โลกวิบัติอีกแล้วหรือ" อาจมีหลายท่านกล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย จะว่าไป หลายอย่างใน The Day After Tomorrow (TDAT) ก็ประกอบไปด้วยสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ชนิดหลับตาก็มองเห็นก็จริง แต่ TDAT เองก็มีแง่มุมน่าสนใจหลายอย่าง ถ้าไม่ปิดกั้นมันก่อนนะครับ และสำหรับเรื่องนี้ ยิ่งคนดูมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้รอบตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งดู TDAT ได้สนุกมากขึ้นเท่านั้น เช่น สารคดีเกี่ยวกับกายวิภาคพายุหมุนช่อง Discovery หรือสารคดีของ National Geographic คุณจะรู้ว่า ในหนังไม่ได้ทำเกินจริงไปสักเท่าไรเลย (ส่วนความรู้พื้นฐานอื่นๆ เดี๋ยวจะเคาะสนิมให้ตอนท้ายนะครับ)
.
เข้าเรื่องต่อ ประเด็นแรก "ผลจากการกระทำบางอย่างของมนุษย์" สามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ "ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางประเภท” ให้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คิดและรุนแรงกว่าที่คาด ต่างจากดาวหางใน Armageddon หรือ Deep Impact ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินอกโลก สุดวิสัยที่มนุษย์จะเข้าไปเร่งปฏิกิริยาอะไรได้ แต่งานนี้อย่าฝันถึงแพะรับบาป เพราะคุณ คุณ คุณ และคุณทั้งหลายในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนมีส่วนร่วมในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยานี้ทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าคุณจะออกบวช ลดการบริโภคอาหาร ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการใช้บริการและสินค้าฟุ่มเฟือย นอกเหนือจากปัจจัย 4
.
ประเด็นที่สอง งานนี้ไม่มีอเมริกันฮีโร่ ต่างจากหนังหายนะโลกวิบัติเรื่องอื่นๆ โดยสิ้นเชิงที่มักจะมีคนอเมริกันเป็นหัวหอกหรือโต้โผใหญ่ ทำอะไรสักอย่างเพื่อพลิกวิกฤติเสมอๆ (คนชาติอื่นเป็นแค่ตัวประกอบ) จนหลายคนเอียนและถือเป็นเหตุให้พาลเลิกดูหนังแนวนี้ไปเลย แต่ TDAT นั้นออกจะตบหน้าขาใหญ่อย่างอเมริกาเสียด้วยซ้ำไป เพราะตอกย้ำว่า ทุกวันนี้ที่อเมริกา (อาจรวมถึงชาติอื่นในยุโรปด้วย) ทำตัวกร่างเหนือประเทศด้อยพัฒนาในโลกที่สามได้นั้น เนื่องมาจากการถลุงใช้ทรัพยากรของประเทศในโลกที่สามอย่างไม่บันยะบันยังนั่นเอง สุดท้ายก็กลายเป็นมุขแสบๆ คันๆ ในหนังที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้บูชาตะวันตกแบบหน้ามืด
.
ประเด็นที่สาม หายนะใน TDAT เป็นที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีทางแก้ไขในระยะเวลาสั้นๆ ประเภทเอานิวเคลียร์ขึ้นไประเบิดดาวหาง หรือส่งระเบิดลงไปบอมบ์โลกแบบในการ์ตูน Legend of Mother Sarah ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน เลิกคิดได้เลยครับ และข้อจำกัดในประเด็นนี้เองที่เชื่อมโยงไปยังการไม่มีฮีโร่กู้วิกฤติในประเด็นที่สอง ดังนั้นใครจะมีชีวิตรอดในช่วงเวลาที่โลกกำลังปรับสมดุลพลังงาน (ในหนังกินระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์) ขึ้นอยู่กับทักษะส่วนบุคคล คนที่พึ่งตัวเองมากกว่าวัตถุ ย่อมมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า ตัวอย่างเช่นจะทำอย่างไรเมื่อเจอสภาพไฮโปเธอร์เมีย, พายุหิมะ ฯลฯ
.
ลองมาดูจุดอ่อนของ TDAT บ้าง ที่เห็นได้ชัดก็เป็นจุดที่ไม่ต่างจากหนังโลกวิบัติก่อนหน้านี้แต่อย่างใด เช่น การแนะนำตัวละครให้คนดูรู้จักแล้วก็ปล่อยเคว้งคว้าง (หนังแอ็คชั่นปราบผีอย่าง Van Helsing ยังทำในจุดนี้ได้ดีกว่าเสียอีก) บางคนก็ว่าเนื้อหาไม่กินใจเท่าไร (ก็จริง แต่ TDAT ไม่ใช่หนังดราม่า เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังให้มากเกินแนวทางของหนัง) ฉากแอ็คชั่นไม่มีอะไรหวือหวา แน่นอนครับ ก็ตัวละครเป็นคนธรรมดาๆ (ที่เผอิญเก่งและทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์) แล้วหลงมาติดแหง่กอยู่แถวๆ นี้พอดีเท่านั้นเอง หนังจึงเน้นที่ฉากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม (และขอบอกเลยว่า นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ ท่านคิด)
.
การดำเนินเรื่องหลักธรรมดาไปหน่อย เพราะหลักๆ ก็คือ การที่คุณพ่อ ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยาที่ผ่านงานวิจัยขั้วโลกมานักต่อนัก ออกเดินทางไปช่วยคุณลูกที่ติดค้างอยู่ในเขตภัยพิบัติ ลองหาแผนที่สหรัฐอเมริกามากางดูนะครับ เส้นทางจาก วอชิงตัน ดีซี ไปยัง แมนฮัตตัน ระยะทางราวๆ 200 กิโลเมตร รถยนต์จะใช้เวลาไม่นานนัก แต่สถานการณ์ขณะนั้นเลิกพูดถึงการใช้รถยนต์ไปได้เลย และการเดินทางด้วยเท้าบนหิมะหนาๆ นั้นสาหัสอย่าบอกใคร แค่สภาพปรกติมนุษย์ก็เดินด้วยความเร็วเฉลี่ย 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยยู่แล้ว ต่อให้ GPS ยังใช้งานได้อยู่แบบในหนังก็เดินทางได้ไม่เร็วกว่านี้ ต่อให้จ้ำสุดชีวิตก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 วัน
.
ต่อไปเป็นส่วนรื้อฟื้นความรู้พื้นฐานของนักเรียนสายวิทยาศาสตร์นะครับ
1. น้ำท่วมโลก เกิดจากการละลายของน้ำแข็งบนบก ไม่ใช่การละลายของน้ำแข็งบนน้ำ อีกความหมายหนึ่งคือ น้ำท่วมโลกเพราะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ไม่ใช่เหนือ ทดสอบได้ง่ายๆ โดยการเทน้ำเปล่าลงในแก้วที่ใส่น้ำแข็งจนเต็ม รอจนน้ำแข็งละลายจะพบว่าน้ำไม่ล้นออกจากแก้ว เป็นเพราะว่าแม้น้ำแข็งจะมีปริมาตรมากกว่าน้ำอุณหภูมิปรกติ แต่ตัวน้ำแข็งเองมีความหนาแน่นน้อยกว่า (ประมาณ 0.9) ดังนั้น เมื่อ “น้ำแข็งที่อยู่ในน้ำอยู่แล้ว” ละลายกลับไป จึงมิได้เพิ่มปริมาณของน้ำแต่อย่างใด
.
ปัญหาที่แท้จริงคือน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็น “น้ำแข็งบนบกที่ยังไม่ได้ผนวกรวมเข้ากับน้ำ” น้ำแข็งบนบกในโลก 90% อยู่ที่ขั้วโลกใต้ (6% อยู่ที่กรีนแลนด์ 4%อยู่ที่อื่นๆ) น้ำแข็งขั้วโลกใต้มีมากขนาดไหน? ทวีปแอนตาร์กติกามีขนาดใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียราวๆ 2 เท่า จุดที่น้ำแข็งปกคลุมมากที่สุดนั้นหนากว่า 3 กิโลเมตร! (ฉากเปิด TDAT ที่เห็นว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินนั้น เป็นเพียงหิ้งน้ำแข็งขนาด “จิ๊บๆ” เองนะครับ) ถ้าละลายน้ำแข็งขั้วโลกใต้ได้หมด น้ำทะเลจะสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 70 เมตร แต่ไม่ต้องห่วงครับ ด้วยตำแหน่งละติจูด ถ้าไม่มีดาวหางตกใส่ขั้วโลกใต้หรือภูเขาไฟระเบิดทั้งทวีป น้ำแข็งขั้วโลกใต้ไม่สามารถละลายได้หมดหรอก
.
ความเข้าใจผิดข้อนี้เป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ที่มักจะรู้สึกว่า พูดถึง “เหนือ” ต้องหนาว พูดถึง “ใต้” ต้องร้อน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้เอย แอฟริกาใต้เอย ออสเตรเลียเอย แต่ลืมนึกถึงทวีปแอนตาร์กติกา ก็เพราะวิชาสังคมภูมิศาสตร์มันน่าเบื่อและแทบไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ความแตกต่างทางกายภาพของอาร์กติกกับแอนตาร์กติกจึงถูกมองข้ามไป แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ อัตราการปลดปล่อยและเผาผลาญพลังงาน ถ้าไม่ลดลงเช่นปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น “แน่นอน” 1-2 เมตรใน 2 ทศวรรษหน้า ถ้าปี 2560 กรุงเทพมหานครยังไม่มีโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำที่สมบูรณ์แบบแล้วล่ะก็ ขอแนะนำ ย้ายบ้านหนีเถอะครับ
.
หมายเหตุ
ในข้อ 1 นี้ ผมพูดถึงน้ำแข็งขั้วโลกเฉพาะกรณีผลกระทบต่อการเพิ่มของระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้นนะครับ ส่วนการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่มีผลกระทบต่อความเค็มและการแลกเปลี่ยนประจุของกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว จนเกิดคลื่นสึนามิยักษ์ถล่มนิวยอร์กนั้น เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง
.
2. พื้นผิวโลกประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ระบบการถ่ายเทพลังงานความร้อนเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมโลกส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร
3. พื้นที่แผ่นดิน 2 ใน 3 ของโลก วางตัวอยู่ในซีกโลกเหนือ จากหลักฐานทางธรณีวิทยาตรวจพบร่องรอยของธารน้ำแข็งในอดีต เคยลงมาต่ำกว่าเส้นละติจูด 40 องศาเหนือ
.
ข้อ 2 กับข้อ 3 นั้นเป็นกลไกของโลกที่เชื่อมต่อกัน (จริงๆ แล้ว ทุกระบบนิเวศในโลกล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ไม่สามารถแบ่งแยกได้) การที่โลกเรามีอุณหภูมิไม่แปรปรวนมากไปกว่านี้ เป็นเพราะกลไกการถ่ายเทพลังงานระหว่างกระแสน้ำร้อนกับเย็น (การถ่ายเทพลังงานของกระแสน้ำในมหาสมุทร 1 ชั่วโมง เท่ากับพลังงานจากน้ำมัน 400,000 ตัน) ย้อนกลับไปเรื่องภูมิศาสตร์อีกนิด เปิดแผนที่ดูตำแหน่งที่กระแสน้ำเย็นผุดขึ้นมาแทนกระแสน้ำอุ่นที่หมดแรง เช่นฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ ฝั่งตะวันตกของแอฟริกา ฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย จะมีทะเลทรายอยู่หย่อมหนึ่ง (ที่แต่ละที่ขึ้นชื่อว่าแล้งแบบสุดๆ) โผล่มาประหลาดต่างจากพื้นที่โดยรอบ เป็นตัวอย่างว่าอิทธิพลของกระแสน้ำภาคพื้นมหาสมุทรนั้นมีผลต่อภูมิอากาศภาคพื้นดินสูงขนาดไหน
.
ในหนังได้เปิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน เหนี่ยวนำให้ เกิดยุคน้ำแข็ง เอ ฟังชื่อแล้วดูขัดๆ กันไหมครับ ระบบนิเวศของโลกมันมีความสัมพันธ์กันน่าสนใจแบบนี้แหละครับ และเมื่อระบบนิเวศมัน Crash ไปแล้ว จะทำให้ปรากฏการณ์หลายอย่าง (ที่ปรกติไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยความรู้สึกสามัญสำนึกทั่วไป) เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกันอย่างโกลาหลอลหม่าน ถ้าจะให้อธิบายถึง Paradox ตัวนี้ โดยตัดสารพัดปรากฏการณ์ข้างเคียงที่แถมมาราวกับสินค้าลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ อย่างง่ายที่สุดก็คือ
.
สภาวะโลกร้อน > เหนี่ยวนำให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลาย > ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น > น้ำทะเลที่เจือจางลง ส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรทางซีกโลกใต้ > ระบบการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากซีกโลกใต้สู่ซีกโลกเหนือ ทางกระแสน้ำอุ่นหยุดชะงัก > เกิดการสร้างสมดุลพลังงานใหม่ มวลความเย็นพัดเข้ามาแทนที่ > เริ่มต้นเข้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่ > ระดับน้ำทะเลลดต่ำลง ขั้นตอนดังกล่าวอาจไม่รวดเร็วทันใจเท่าภาพยนตร์ แต่ก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไร (ขั้นตอนท้ายๆ หาดูได้จากวีดีโอสารคดีของ NHK)
.
หมายเหตุ การถ่ายเทพลังงานความร้อนจากซีกโลกใต้สู่ซีกโลกเหนือหยุดชะงักนั้น ไม่ได้แปลว่าโลกไม่มีความร้อนเหลืออยู่นะครับ ความร้อนยังมีอยู่ การที่ซีกโลกเหนือ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผืนแผ่นดิน” เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ไม่ได้แปลว่าโลกจะหนาวเย็นไปเสียหมด ตรงกันข้าม จากการที่ระบบถ่ายเทพลังงานความร้อนหยุดชะงัก กลับทำให้ซีกโลกใต้ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผืนแผ่นน้ำ” ร้อนมากขึ้น แต่ก็เป็นในแนวละติจูดที่แคบกว่าเดิม แม้ประเทศไทยจะรอดพ้นจากน้ำแข็ง ก็มีสิทธ์เจอสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น (ยังดีกว่าหนาวตาย หรือเปล่าเอ่ย ?) อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้โลกเป็นน้ำแข็งหมดก็คือ การเขยิบวงโคจรของโลกออกไปสักเล็กน้อย ครับผม (แข็งหมดแน่)
.
ถ้ามนุษย์มีสติพอที่จะลดการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติได้จริง กระบวนการนี้อาจจะหยุดอยู่เพียงการเพิ่มของระดับน้ำทะเลเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทว่า ระบบนิเวศน์ในโลกใบนี้นั้นเปราะบางกว่าที่หลายคนคิด บวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์ (หรือทำลาย ?) อย่างยิ่งยวดรวดเร็วของมนุษย์ จึงไม่มีหลักประกันอันใดว่ามันจะหยุดแค่ขั้นตอนนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Global Climate Shift เกิดขึ้นเร็วอย่างใน TDAT หรือไม่ ขอตอบว่า “มีความเป็นไปได้” ครับ การเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอาจค่อยเป็นค่อยไป หรือจะเปลี่ยนกะทันหันเลยก็ได้ (แต่นี่คือภาพยนตร์ ไม่ใช่สารคดี ก็เลยมีการตอกไข่ใส่สีให้ดูตื่นตาตื่นใจมากกว่าทฤษฎี) แต่ถ้าจะอธิบายเรื่องการล่มสลายของระบบนิเวศแบบวิชาการ คนอ่านหลับแน่ เลยยกตัวอย่างใกล้ตัวมาดัดแปลงอธิบายแทนก็แล้วกัน
.
สมมุติให้ร่างกายของมนุษย์แทนโลกใบหนึ่ง เส้นเลือดใหญ่เส้นเลือดฝอยแทนระบบนิเวศใหญ่เล็กลดหลั่นกันไปซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ร่างกายนี้บริโภคสารอาหารล้นเกินจนกลายเป็นโรคอ้วน เส้นเลือดฝอยเล็กๆ บางส่วนถูกไขมันอุดตัน (ระบบนิเวศเล็กๆ ที่ถูกทำลาย) แต่เนื่องจากยังมีปริมาณที่น้อยและยังมีเส้นเลือดส่วนที่ดีอยู่ (ระบบนิเวศใหญ่ๆ ที่ไม่ถูกทำลาย) คอยลำเลียงออกซิเจนทดแทน (ค้ำจุนห่วงโซ่อาหาร) ได้อยู่ ร่างกาย (โลก) นี้จึงยังคงดำเนินกิจกรรมต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถ้ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค (ทรัพยากร) เส้นเลือดฝอยจะอุดตันมากขึ้นและค่อยๆ ออกไปอุดตันยังเส้นเลือดที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ระบบนิเวศย่อยๆ ที่เสียหาย นำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพของระบบนิเวศขนาดใหญ่โดยไม่รู้ตัว)
.
เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเกินกว่าจะทนไหว หัวใจมันก็วายตายดื้อๆ ไปเลย เมื่อร่างกาย (ระบบนิเวศ) เสื่อมโทรมถึงขั้นนี้แล้วก็ใช้เวลาเพียง “ไม่กี่นาที” เท่านั้นที่ทำให้เสียชีวิต เหมือนระบบนิเวศล่มสลาย ปรับสภาพเข้าสู่สมดุลใหม่ เห็นไหมครับว่าเราใช้เวลานับสิบปีบริโภคล้นเกินเพื่อมาเจอกับช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีหัวใจวาย ถ้าเราบริโภคอย่างเหมาะสม ร่างกายก็จะมีชีวิตที่ยืนยาว แล้วท่านผู้อ่านคิดว่าการถลุงใช้ทรัพยากรโลกอย่างไม่บันยะบันยังใน 2 ศตวรรษล่าสุด จะนำไปสู่ความเจริญยืนยาว หรือความล่มสลายครับ ? โลกที่ถูกล้างผลาญก็ไม่ต่างอะไรไปจากร่างกายมนุษย์ที่ไม่ดูแลรักษา โลกและมนุษย์ล้วนส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ก่อนจะก้าวเข้าสู่สภาวะวิกฤติ ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะยอมลดความสะดวกสบายและใส่ใจในสัญญาณเตือนพวกนั้นหรือเปล่า
.
ไม่รู้สิ ผมคิดว่าตอนนี้สัญญาณเตือนภัยของโลกมันดังขึ้นมาแล้วล่ะครับ หรือคุณๆ คิดว่าอย่างไร ?
.
ปล. ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็ก น้อยที่สุดในโลก (18%) และมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ดังนั้น ใครที่อยากเห็นสาวญี่ปุ่นหนีน้ำแข็งมาอยู่เมืองไทย คิดดีๆ นะครับ อย่าให้ตัวอย่างสาวญี่ปุ่นในหนัง AV มาบังตาล่ะ :P



























