Environment

อนึ่ง ตอนแรกกะจะเอา National Treasure รับขวัญ แต่พอดีเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยขึ้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้เสียก่อน ผมก็เลยเอาบทความ The Day After Tomorrow ที่เขียนลงที่อื่นไว้นานแล้ว มาแก้ไขใหม่และลงก่อน ให้เข้ากับสถานการณ์พิบัติภัยครับ
.
The Day After Tomorrow : หายนะที่ไม่ต้องการฮีโร่ เมื่อโลกที่ 1 ต้องพึ่งใบบุญโลกที่ 3
My Personal Rating
: 84%
Most Recommended : นักศึกษาสิ่งแวดล้อม
.
"เฮ้อ หนังแนวหายนะ โลกวิบัติอีกแล้วหรือ" อาจมีหลายท่านกล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย จะว่าไป หลายอย่างใน The Day After Tomorrow (TDAT) ก็ประกอบไปด้วยสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ชนิดหลับตาก็มองเห็นก็จริง แต่ TDAT เองก็มีแง่มุมน่าสนใจหลายอย่าง ถ้าไม่ปิดกั้นมันก่อนนะครับ และสำหรับเรื่องนี้ ยิ่งคนดูมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้รอบตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งดู TDAT ได้สนุกมากขึ้นเท่านั้น เช่น สารคดีเกี่ยวกับกายวิภาคพายุหมุนช่อง Discovery หรือสารคดีของ National Geographic คุณจะรู้ว่า ในหนังไม่ได้ทำเกินจริงไปสักเท่าไรเลย (ส่วนความรู้พื้นฐานอื่นๆ เดี๋ยวจะเคาะสนิมให้ตอนท้ายนะครับ)
.
เข้าเรื่องต่อ ประเด็นแรก "ผลจากการกระทำบางอย่างของมนุษย์" สามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ "ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางประเภท” ให้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คิดและรุนแรงกว่าที่คาด ต่างจากดาวหางใน Armageddon หรือ Deep Impact ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาตินอกโลก สุดวิสัยที่มนุษย์จะเข้าไปเร่งปฏิกิริยาอะไรได้ แต่งานนี้อย่าฝันถึงแพะรับบาป เพราะคุณ คุณ คุณ และคุณทั้งหลายในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนมีส่วนร่วมในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยานี้ทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าคุณจะออกบวช ลดการบริโภคอาหาร ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการใช้บริการและสินค้าฟุ่มเฟือย นอกเหนือจากปัจจัย 4
.
ประเด็นที่สอง งานนี้ไม่มีอเมริกันฮีโร่ ต่างจากหนังหายนะโลกวิบัติเรื่องอื่นๆ โดยสิ้นเชิงที่มักจะมีคนอเมริกันเป็นหัวหอกหรือโต้โผใหญ่ ทำอะไรสักอย่างเพื่อพลิกวิกฤติเสมอๆ (คนชาติอื่นเป็นแค่ตัวประกอบ) จนหลายคนเอียนและถือเป็นเหตุให้พาลเลิกดูหนังแนวนี้ไปเลย แต่ TDAT นั้นออกจะตบหน้าขาใหญ่อย่างอเมริกาเสียด้วยซ้ำไป เพราะตอกย้ำว่า ทุกวันนี้ที่อเมริกา (อาจรวมถึงชาติอื่นในยุโรปด้วย) ทำตัวกร่างเหนือประเทศด้อยพัฒนาในโลกที่สามได้นั้น เนื่องมาจากการถลุงใช้ทรัพยากรของประเทศในโลกที่สามอย่างไม่บันยะบันยังนั่นเอง สุดท้ายก็กลายเป็นมุขแสบๆ คันๆ ในหนังที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้บูชาตะวันตกแบบหน้ามืด
.
ประเด็นที่สาม หายนะใน TDAT เป็นที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีทางแก้ไขในระยะเวลาสั้นๆ ประเภทเอานิวเคลียร์ขึ้นไประเบิดดาวหาง หรือส่งระเบิดลงไปบอมบ์โลกแบบในการ์ตูน Legend of Mother Sarah ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน เลิกคิดได้เลยครับ และข้อจำกัดในประเด็นนี้เองที่เชื่อมโยงไปยังการไม่มีฮีโร่กู้วิกฤติในประเด็นที่สอง ดังนั้นใครจะมีชีวิตรอดในช่วงเวลาที่โลกกำลังปรับสมดุลพลังงาน (ในหนังกินระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์) ขึ้นอยู่กับทักษะส่วนบุคคล คนที่พึ่งตัวเองมากกว่าวัตถุ ย่อมมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า ตัวอย่างเช่นจะทำอย่างไรเมื่อเจอสภาพไฮโปเธอร์เมีย, พายุหิมะ ฯลฯ
.
ลองมาดูจุดอ่อนของ TDAT บ้าง ที่เห็นได้ชัดก็เป็นจุดที่ไม่ต่างจากหนังโลกวิบัติก่อนหน้านี้แต่อย่างใด เช่น การแนะนำตัวละครให้คนดูรู้จักแล้วก็ปล่อยเคว้งคว้าง (หนังแอ็คชั่นปราบผีอย่าง Van Helsing ยังทำในจุดนี้ได้ดีกว่าเสียอีก) บางคนก็ว่าเนื้อหาไม่กินใจเท่าไร (ก็จริง แต่ TDAT ไม่ใช่หนังดราม่า เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังให้มากเกินแนวทางของหนัง) ฉากแอ็คชั่นไม่มีอะไรหวือหวา แน่นอนครับ ก็ตัวละครเป็นคนธรรมดาๆ (ที่เผอิญเก่งและทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์) แล้วหลงมาติดแหง่กอยู่แถวๆ นี้พอดีเท่านั้นเอง หนังจึงเน้นที่ฉากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม (และขอบอกเลยว่า นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ ท่านคิด)
.
การดำเนินเรื่องหลักธรรมดาไปหน่อย เพราะหลักๆ ก็คือ การที่คุณพ่อ ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยาที่ผ่านงานวิจัยขั้วโลกมานักต่อนัก ออกเดินทางไปช่วยคุณลูกที่ติดค้างอยู่ในเขตภัยพิบัติ ลองหาแผนที่สหรัฐอเมริกามากางดูนะครับ เส้นทางจาก วอชิงตัน ดีซี ไปยัง แมนฮัตตัน ระยะทางราวๆ 200 กิโลเมตร รถยนต์จะใช้เวลาไม่นานนัก แต่สถานการณ์ขณะนั้นเลิกพูดถึงการใช้รถยนต์ไปได้เลย และการเดินทางด้วยเท้าบนหิมะหนาๆ นั้นสาหัสอย่าบอกใคร แค่สภาพปรกติมนุษย์ก็เดินด้วยความเร็วเฉลี่ย 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยยู่แล้ว ต่อให้ GPS ยังใช้งานได้อยู่แบบในหนังก็เดินทางได้ไม่เร็วกว่านี้ ต่อให้จ้ำสุดชีวิตก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 วัน
.
ต่อไปเป็นส่วนรื้อฟื้นความรู้พื้นฐานของนักเรียนสายวิทยาศาสตร์นะครับ
1. น้ำท่วมโลก เกิดจากการละลายของน้ำแข็งบนบก ไม่ใช่การละลายของน้ำแข็งบนน้ำ อีกความหมายหนึ่งคือ น้ำท่วมโลกเพราะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ไม่ใช่เหนือ ทดสอบได้ง่ายๆ โดยการเทน้ำเปล่าลงในแก้วที่ใส่น้ำแข็งจนเต็ม รอจนน้ำแข็งละลายจะพบว่าน้ำไม่ล้นออกจากแก้ว เป็นเพราะว่าแม้น้ำแข็งจะมีปริมาตรมากกว่าน้ำอุณหภูมิปรกติ แต่ตัวน้ำแข็งเองมีความหนาแน่นน้อยกว่า (ประมาณ 0.9) ดังนั้น เมื่อ “น้ำแข็งที่อยู่ในน้ำอยู่แล้ว” ละลายกลับไป จึงมิได้เพิ่มปริมาณของน้ำแต่อย่างใด
.
ปัญหาที่แท้จริงคือน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็น “น้ำแข็งบนบกที่ยังไม่ได้ผนวกรวมเข้ากับน้ำ” น้ำแข็งบนบกในโลก 90% อยู่ที่ขั้วโลกใต้ (6% อยู่ที่กรีนแลนด์ 4%อยู่ที่อื่นๆ) น้ำแข็งขั้วโลกใต้มีมากขนาดไหน? ทวีปแอนตาร์กติกามีขนาดใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียราวๆ 2 เท่า จุดที่น้ำแข็งปกคลุมมากที่สุดนั้นหนากว่า 3 กิโลเมตร! (ฉากเปิด TDAT ที่เห็นว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินนั้น เป็นเพียงหิ้งน้ำแข็งขนาด “จิ๊บๆ” เองนะครับ) ถ้าละลายน้ำแข็งขั้วโลกใต้ได้หมด น้ำทะเลจะสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 70 เมตร แต่ไม่ต้องห่วงครับ ด้วยตำแหน่งละติจูด ถ้าไม่มีดาวหางตกใส่ขั้วโลกใต้หรือภูเขาไฟระเบิดทั้งทวีป น้ำแข็งขั้วโลกใต้ไม่สามารถละลายได้หมดหรอก
.
ความเข้าใจผิดข้อนี้เป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ที่มักจะรู้สึกว่า พูดถึง “เหนือ” ต้องหนาว พูดถึง “ใต้” ต้องร้อน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้เอย แอฟริกาใต้เอย ออสเตรเลียเอย แต่ลืมนึกถึงทวีปแอนตาร์กติกา ก็เพราะวิชาสังคมภูมิศาสตร์มันน่าเบื่อและแทบไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ความแตกต่างทางกายภาพของอาร์กติกกับแอนตาร์กติกจึงถูกมองข้ามไป แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ อัตราการปลดปล่อยและเผาผลาญพลังงาน ถ้าไม่ลดลงเช่นปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น “แน่นอน” 1-2 เมตรใน 2 ทศวรรษหน้า ถ้าปี 2560 กรุงเทพมหานครยังไม่มีโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำที่สมบูรณ์แบบแล้วล่ะก็ ขอแนะนำ ย้ายบ้านหนีเถอะครับ
.
หมายเหตุ
ในข้อ 1 นี้ ผมพูดถึงน้ำแข็งขั้วโลกเฉพาะกรณีผลกระทบต่อการเพิ่มของระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้นนะครับ ส่วนการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่มีผลกระทบต่อความเค็มและการแลกเปลี่ยนประจุของกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว จนเกิดคลื่นสึนามิยักษ์ถล่มนิวยอร์กนั้น เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่ง
.
2. พื้นผิวโลกประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ระบบการถ่ายเทพลังงานความร้อนเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมโลกส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร
3. พื้นที่แผ่นดิน 2 ใน 3 ของโลก วางตัวอยู่ในซีกโลกเหนือ จากหลักฐานทางธรณีวิทยาตรวจพบร่องรอยของธารน้ำแข็งในอดีต เคยลงมาต่ำกว่าเส้นละติจูด 40 องศาเหนือ
.
ข้อ 2 กับข้อ 3 นั้นเป็นกลไกของโลกที่เชื่อมต่อกัน (จริงๆ แล้ว ทุกระบบนิเวศในโลกล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ไม่สามารถแบ่งแยกได้) การที่โลกเรามีอุณหภูมิไม่แปรปรวนมากไปกว่านี้ เป็นเพราะกลไกการถ่ายเทพลังงานระหว่างกระแสน้ำร้อนกับเย็น (การถ่ายเทพลังงานของกระแสน้ำในมหาสมุทร 1 ชั่วโมง เท่ากับพลังงานจากน้ำมัน 400,000 ตัน) ย้อนกลับไปเรื่องภูมิศาสตร์อีกนิด เปิดแผนที่ดูตำแหน่งที่กระแสน้ำเย็นผุดขึ้นมาแทนกระแสน้ำอุ่นที่หมดแรง เช่นฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ ฝั่งตะวันตกของแอฟริกา ฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย จะมีทะเลทรายอยู่หย่อมหนึ่ง (ที่แต่ละที่ขึ้นชื่อว่าแล้งแบบสุดๆ) โผล่มาประหลาดต่างจากพื้นที่โดยรอบ เป็นตัวอย่างว่าอิทธิพลของกระแสน้ำภาคพื้นมหาสมุทรนั้นมีผลต่อภูมิอากาศภาคพื้นดินสูงขนาดไหน
.
ในหนังได้เปิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน เหนี่ยวนำให้ เกิดยุคน้ำแข็ง เอ ฟังชื่อแล้วดูขัดๆ กันไหมครับ ระบบนิเวศของโลกมันมีความสัมพันธ์กันน่าสนใจแบบนี้แหละครับ และเมื่อระบบนิเวศมัน Crash ไปแล้ว จะทำให้ปรากฏการณ์หลายอย่าง (ที่ปรกติไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยความรู้สึกสามัญสำนึกทั่วไป) เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกันอย่างโกลาหลอลหม่าน ถ้าจะให้อธิบายถึง Paradox ตัวนี้ โดยตัดสารพัดปรากฏการณ์ข้างเคียงที่แถมมาราวกับสินค้าลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ อย่างง่ายที่สุดก็คือ
.
สภาวะโลกร้อน > เหนี่ยวนำให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลาย > ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น > น้ำทะเลที่เจือจางลง ส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรทางซีกโลกใต้ > ระบบการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากซีกโลกใต้สู่ซีกโลกเหนือ ทางกระแสน้ำอุ่นหยุดชะงัก > เกิดการสร้างสมดุลพลังงานใหม่ มวลความเย็นพัดเข้ามาแทนที่ > เริ่มต้นเข้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่ > ระดับน้ำทะเลลดต่ำลง ขั้นตอนดังกล่าวอาจไม่รวดเร็วทันใจเท่าภาพยนตร์ แต่ก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไร (ขั้นตอนท้ายๆ หาดูได้จากวีดีโอสารคดีของ NHK)
.
หมายเหตุ การถ่ายเทพลังงานความร้อนจากซีกโลกใต้สู่ซีกโลกเหนือหยุดชะงักนั้น ไม่ได้แปลว่าโลกไม่มีความร้อนเหลืออยู่นะครับ ความร้อนยังมีอยู่ การที่ซีกโลกเหนือ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผืนแผ่นดิน” เข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ไม่ได้แปลว่าโลกจะหนาวเย็นไปเสียหมด ตรงกันข้าม จากการที่ระบบถ่ายเทพลังงานความร้อนหยุดชะงัก กลับทำให้ซีกโลกใต้ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผืนแผ่นน้ำ” ร้อนมากขึ้น แต่ก็เป็นในแนวละติจูดที่แคบกว่าเดิม แม้ประเทศไทยจะรอดพ้นจากน้ำแข็ง ก็มีสิทธ์เจอสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น (ยังดีกว่าหนาวตาย หรือเปล่าเอ่ย ?) อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้โลกเป็นน้ำแข็งหมดก็คือ การเขยิบวงโคจรของโลกออกไปสักเล็กน้อย ครับผม (แข็งหมดแน่)
.
ถ้ามนุษย์มีสติพอที่จะลดการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติได้จริง กระบวนการนี้อาจจะหยุดอยู่เพียงการเพิ่มของระดับน้ำทะเลเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทว่า ระบบนิเวศน์ในโลกใบนี้นั้นเปราะบางกว่าที่หลายคนคิด บวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์ (หรือทำลาย ?) อย่างยิ่งยวดรวดเร็วของมนุษย์ จึงไม่มีหลักประกันอันใดว่ามันจะหยุดแค่ขั้นตอนนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Global Climate Shift เกิดขึ้นเร็วอย่างใน TDAT หรือไม่ ขอตอบว่า “มีความเป็นไปได้” ครับ การเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอาจค่อยเป็นค่อยไป หรือจะเปลี่ยนกะทันหันเลยก็ได้ (แต่นี่คือภาพยนตร์ ไม่ใช่สารคดี ก็เลยมีการตอกไข่ใส่สีให้ดูตื่นตาตื่นใจมากกว่าทฤษฎี) แต่ถ้าจะอธิบายเรื่องการล่มสลายของระบบนิเวศแบบวิชาการ คนอ่านหลับแน่ เลยยกตัวอย่างใกล้ตัวมาดัดแปลงอธิบายแทนก็แล้วกัน
.
สมมุติให้ร่างกายของมนุษย์แทนโลกใบหนึ่ง เส้นเลือดใหญ่เส้นเลือดฝอยแทนระบบนิเวศใหญ่เล็กลดหลั่นกันไปซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ร่างกายนี้บริโภคสารอาหารล้นเกินจนกลายเป็นโรคอ้วน เส้นเลือดฝอยเล็กๆ บางส่วนถูกไขมันอุดตัน (ระบบนิเวศเล็กๆ ที่ถูกทำลาย) แต่เนื่องจากยังมีปริมาณที่น้อยและยังมีเส้นเลือดส่วนที่ดีอยู่ (ระบบนิเวศใหญ่ๆ ที่ไม่ถูกทำลาย) คอยลำเลียงออกซิเจนทดแทน (ค้ำจุนห่วงโซ่อาหาร) ได้อยู่ ร่างกาย (โลก) นี้จึงยังคงดำเนินกิจกรรมต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถ้ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค (ทรัพยากร) เส้นเลือดฝอยจะอุดตันมากขึ้นและค่อยๆ ออกไปอุดตันยังเส้นเลือดที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ระบบนิเวศย่อยๆ ที่เสียหาย นำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพของระบบนิเวศขนาดใหญ่โดยไม่รู้ตัว)
.
เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเกินกว่าจะทนไหว หัวใจมันก็วายตายดื้อๆ ไปเลย เมื่อร่างกาย (ระบบนิเวศ) เสื่อมโทรมถึงขั้นนี้แล้วก็ใช้เวลาเพียง “ไม่กี่นาที” เท่านั้นที่ทำให้เสียชีวิต เหมือนระบบนิเวศล่มสลาย ปรับสภาพเข้าสู่สมดุลใหม่ เห็นไหมครับว่าเราใช้เวลานับสิบปีบริโภคล้นเกินเพื่อมาเจอกับช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีหัวใจวาย ถ้าเราบริโภคอย่างเหมาะสม ร่างกายก็จะมีชีวิตที่ยืนยาว แล้วท่านผู้อ่านคิดว่าการถลุงใช้ทรัพยากรโลกอย่างไม่บันยะบันยังใน 2 ศตวรรษล่าสุด จะนำไปสู่ความเจริญยืนยาว หรือความล่มสลายครับ ? โลกที่ถูกล้างผลาญก็ไม่ต่างอะไรไปจากร่างกายมนุษย์ที่ไม่ดูแลรักษา โลกและมนุษย์ล้วนส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ก่อนจะก้าวเข้าสู่สภาวะวิกฤติ ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะยอมลดความสะดวกสบายและใส่ใจในสัญญาณเตือนพวกนั้นหรือเปล่า
.
ไม่รู้สิ ผมคิดว่าตอนนี้สัญญาณเตือนภัยของโลกมันดังขึ้นมาแล้วล่ะครับ หรือคุณๆ คิดว่าอย่างไร ?
.
ปล. ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็ก น้อยที่สุดในโลก (18%) และมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ดังนั้น ใครที่อยากเห็นสาวญี่ปุ่นหนีน้ำแข็งมาอยู่เมืองไทย คิดดีๆ นะครับ อย่าให้ตัวอย่างสาวญี่ปุ่นในหนัง AV มาบังตาล่ะ :P

น้ำท่วมเชียงใหม่ 2548 : เมื่อ Infrastructure vs Geography
.
เกริ่นนำ
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 1
เป็นภาพน้ำท่วมเชียงใหม่ สิงหาคม 48 น้ำปิงสูงสุดที่จุดวัด P.1 - 4.90 เมตร
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 2 <--- กดที่นี่
เป็นภาพขณะที่น้ำกำลังล้นตลิ่ง กันยายน 48 น้ำปิงที่จุดวัด P.1 - 4.70 เมตร
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 3 <--- กดที่นี่
บล็อกนี้เป็นการเก็บตกต่อเนื่องจากภาค 2 โดยเน้นที่เขตเทศบาลฝั่งตะวันออก
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 4 <--- กดที่นี่
เป็นภาพน้ำท่วมเชียงใหม่ล่าสุด วันที่ 30 กันยายน 2548 ระดับน้ำ 4.93 เมตร.
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 5 <--- กดที่นี่
เป็นการสำรวจแนวแม่น้ำปิงด้วยโปรแกรมภาพถ่ายทางอากาศ Google Earth
.
วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม เกิดฝนตกหนักบริเวณอำเภอเชียงดาว วัดปริมาณน้ำฝนได้ 200 มิลลิเมตร
ชีวิตของผู้คนในเทศบาลนครเชียงใหม่ยังคงดำเนินไปตามปรกติ รถติดตามห้างเพราะเป็นวันหยุด
.
.
วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม เวลา 7 โมงเช้า พี่ครูดอยที่เรียน วปค. อยู่ด้วยกันโทรศัพท์มาจากเชียงดาว
บอกว่าวันนี้เดินทางมาเรียนไม่ได้ คิวรถเข้าเชียงใหม่ล่าช้าเนื่องจากน้ำป่าพัดเส้นทางขาดหลายจุด
เวลา 8 โมงเช้า ผมก็เดินทางไปวัดเจดีย์หลวงกลางเวียงเชียงใหม่ตามปรกติ ฝนก็ตกปรอยๆ ทั้งวัน
เวลา 5 โมงเย็น ขับรถกลับบ้าน มองเห็นน้ำในแม่น้ำปิงเชี่ยวกรากเพิ่มระดับสูงขึ้นกว่าตอนเช้ามาก
ชีวิตของผู้คนในเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ยังคงดำเนินไปตามปรกติเหมือนกับทุกๆ วันเสาร์ที่ผ่านมา
.
.
วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม
เวลาตี 2 ครึ่ง แม่น้ำปิงอยู่ที่ระดับ 3.70 เมตร ซึ่งเป็นระดับเริ่มล้นตลิ่งในจุดต่ำสุดของเขตเทศบาล
เวลาตี 5 น้ำไหลบ่าเข้าถนนช้างคลาน ย่านไนท์บาร์ซาร์ เริ่มการอพยพนักท่องเที่ยวออกจากโรงแรม
เวลา 8 โมงเช้า ผมขับรถไปวัดเจดีย์หลวงเหมือนเมื่อวาน น้ำก็ท่วมถนนเลยสี่แยกสันป่าข่อยมาแล้ว
แต่ก็ยังอยู่ไม่เกินระดับขอบทางเท้า เจ้ารถเก่าๆ ของผมก็ยังขับลุยขึ้นสะพานนวรัฐไปประตูท่าแพได้
เวลา 10 โมงครึ่ง เสร็จกิจ อยากจะหลบน้ำปิงจึงตัดสินใจขับรถไปทางถนนอ้อมเมือง (มหิดล) แทน
ขณะกำลังรอสัญญาณ อีกไม่กี่วินาทีกำลังจะได้ไฟเขียว กำลังจะเข้าเกียร์พุ่งรถตรงออกไปแล้วเชียว
ทันใดนั้นเอง ก็มีคุณจราจรควบมอเตอร์ไซด์มาจอดนิ่งอยู่กลางถนนอย่างเท่ห์ แล้วโบกให้เลี้ยวแทน
เป็นอันว่าเวลา 11 โมงของวันที่ 14 ถนนมหิดลขาออก (ที่จะตรงไปยังหนองหอย) ถูกปิดการจราจร
ก็เลยต้องอ้อมไปใช้ถนนวงแหวนรอบกลางแทน ถึงบ้าน 11 โมงกว่า พบว่าน้ำมาถึงสถานีรถไฟแล้ว
.

.
เวลาบ่าย 2 ขับรถออกไปถ่ายรูปน้ำท่วมที่ถนนแก้วนวรัฐ น้ำไหลถึงหน้าโรงพยาบาลแมคคอร์มิคแล้ว
.
.

เวลาบ่าย 3 วนไปถ่ายรูปน้ำท่วมที่สี่แยกสถานีรถไฟ ตอนนั้นถนนทุ่งโฮเต็ลยังคงใช้งานได้ตามปรกติ
.
.

เวลาบ่าย 4 ไปถ่ายรูปที่ถนนมหิดล หน้าโรงเรียนมงฟอร์ต ตอนที่ตำรวจจราจรจะปิดทางขาเข้าพอดี
เวลา 6 โมงเย็น ระดับน้ำในแม่น้ำปิงก็ขึ้นสูงสุดที่ 4.90 เมตร ตรงสถานีวัดระดับน้ำสะพานนวรัฐ
.
.
เวลา 2 ทุ่ม เริ่มมีน้ำไหลย้อนกลับออกจากท่อในถนนซอยหน้าบ้าน เสียงรถขนของหนีน้ำวิ่งผ่านถี่ยิบ
.
.
เวลา 4 ทุ่ม เริ่มมีน้ำทะลักเข้าบ้านนิดๆ
.
.
เวลา 5 ทุ่ม น้ำท่วมเกือบถึงหัวเข่าแล้วคร้าบ แล้วระดับน้ำก็ทรงตัว อย่างน้อยก็เวลาตี 4 ของวันใหม่
.
วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม
เวลา 8 โมงเช้า ตื่นมาตกใจ ทำไมน้ำมันเพิ่มจากระดับหัวเข่าขึ้นมาถึงระดับเอวนี่ น้ำมาจากไหนหว่า
.
เวลาเที่ยงวัน เป็นจุดสูงสุด ระดับน้ำไม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว และเป็นเวลาที่น้ำในแม่น้ำปิงเริ่มลดระดับลง
เวลา 6 โมงเย็น ระดับน้ำลดลงไปประมาณ 1 คืบ เมื่อเทียบกับตอนเที่ยงวัน และเริ่มงวดลงไปเรื่อยๆ
.
วันอังคารที่ 16 สิงหาคม
เวลาเที่ยงวัน ระดับน้ำหน้าบ้านสูงประมาณ 15 เซนติเมตร
วันพุธที่ 17 สิงหาคม
.
เวลาตี 2 หน้าบ้านน้ำลดจนเห็นผิวถนนแล้ว ส่วนหลังบ้านที่ต่ำกว่ายังมีน้ำขังอยู่ แต่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ
เวลาตี 2 ครึ่ง เริ่มทำการอัพ Blog, รวมเวลาน้ำท่วม 2 วัน
.
.
เวลา 9 โมงเช้า เริ่มทำความสะอาด ล้างโคลนออกจากพื้นถนน คาดว่าจะใช้เวลาพอๆ กับน้ำท่วม
.
.
.
(คำอธิบายภาพ - ถนนสีแดง คือถนนที่ถูกน้ำท่วม, ถนนสีเขียว คือถนนที่ยังใช้สัญจรได้ตามปรกติ)
- เส้นสีฟ้าแนวตั้ง คือ แม่น้ำปิง
- สี่เหลี่ยมสีฟ้า คือ คูเมืองเชียงใหม่ (ความกว้าง 1,800 เมตร)
- เส้นสีขาวด้านซ้าย คือ สนามบินเชียงใหม่
- ถนนสีเขียวด้านซ้าย คือ ถนนสายเชียงใหม่-หางดง
- ถนนสีเขียวด้านล่าง คือ ถนนวงแหวนรอบกลาง
- ถนนสีเขียวด้านขวา คือ ถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง (ซุปเปอร์ไฮเวย์)
- ถนนสีเหลืองแนวนอนบนสุด คือ ถนนรัตนโกสินทร์-ด้านหลังโรงเรียนปรินซ์ฯ
- ถนนสีแดงแนวนอนบนสุด คือ ถนนแก้วนวรัฐ-ด้านหน้าโรงเรียนปรินซ์-รพ.แมคคอร์มิค
- ถนนสีแดงแนวนอนกลาง คือ ถนนท่าแพ-สะพานนวรัฐ-ถนนเจริญเมือง-สถานีรถไฟเชียงใหม่
- ถนนสีแดงแนวนอนล่างสุด คือ ถนนมหิดล (อ้อมเมือง) เซ็นทรัลแอร์พอร์ต-โรงเรียนมงฟอร์ตมัธยม
- ถนนสีแดงแนวตั้งขวาสุด คือ ถนนทุ่งโฮเต็ล-ถนนเลียบทางรถไฟ
- ถนนสีแดงแนวตั้งกลาง คือ ถนนเชียงใหม่-ลำพูน (ถนนต้นยาง)
- ถนนสีแดงแนวตั้งซ้ายสุด คือ ถนนช้างคลาน ย่านไนท์บาซาร์
.
.
ข้อสังเกต
น้ำท่วมมีลักษณะเป็นรูปพัดสามเหลี่ยม โดยแผ่ตัวออกทางด้านทิศใต้ตามลักษณะของภูมิประเทศ
เป็นที่น่าสังเกตว่า บริเวณตรงกลางด้านแผ่ขยายของพัดนั้น ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ "เวียงกุมกาม"
ซากเมืองเก่าก่อนสร้างเวียงเชียงใหม่ ซึ่งถูกดินตะกอนจากน้ำท่วมทับถมสูง บางจุดหนาหลายเมตร
ซึ่งบ่งบอกถึงลักษณะทางภูมิศาตร์และอุทกวิทยามาแต่โบราณได้เป็นอย่างดี (แต่ก็ไม่ค่อยจะจำกัน)

น้ำท่วมเชียงใหม่ 2548 ภาค 2 : เมื่อธรรมชาติตอกย้ำความยิ่งใหญ่
.
เกริ่นนำ
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 1 <--- กดที่นี่
เป็นภาพน้ำท่วมเชียงใหม่ สิงหาคม 48 น้ำปิงสูงสุดที่จุดวัด P.1 - 4.90 เมตร
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 2
เป็นภาพขณะที่น้ำกำลังล้นตลิ่ง กันยายน 48 น้ำปิงที่จุดวัด P.1 - 4.70 เมตร
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 3 <--- กดที่นี่
บล็อกนี้เป็นการเก็บตกต่อเนื่องจากภาค 2 โดยเน้นที่เขตเทศบาลฝั่งตะวันออก
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 4 <--- กดที่นี่
เป็นภาพน้ำท่วมเชียงใหม่ล่าสุด วันที่ 30 กันยายน 2548 ระดับน้ำ 4.93 เมตร
น้ำท่วมเชียงใหม่ ภาค 5 <--- กดที่นี่
เป็นการสำรวจแนวแม่น้ำปิงด้วยโปรแกรมภาพถ่ายทางอากาศ Google Earth
.
หลายท่านคงจำเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดคลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้นะครับ ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในระดับใกล้เคียงกัน ชนิดหักปากกานักวิชาการและตำราธรณีวิทยาที่กล่าวว่า จะไม่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซ้ำอีกในบริเวณเดิมในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเปลือกโลกได้ปลดปล่อยพลังงานออกมามากแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมืองดอยถูกน้ำท่วมใหญ่ติดกันสองครั้ง ในเวลากระชั้นขนาดนี้ (ไม่เคยปรากฎมาก่อน) ผมก็คงไม่แปลกใจเท่าไรแล้วล่ะครับ
.
เมื่อคราวน้ำท่วมเชียงใหม่ทำลายสถิติเมื่อวันที่ 14 - 16 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นั้น ระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่งเมื่อเวลาตี 2 ดังนั้น กว่าผมจะออกนอกบ้านไปทำธุระตอน 8 โมงเช้า น้ำก็ท่วมถนนเลียบแม่ปิงทั้งสองด้านเรียบร้อยแล้ว กว่าน้ำจะไหล่บ่าถึงบ้านผมซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำปิงประมาณ 2 กิโลเมตร ก็ตอน 4 ทุ่ม รวมเวลาประมาณ 20 ชั่วโมง สำหรับรอบสอง วันที่ 20 กันยายน (ก็คือวันที่เขียนบล็อกนี้) น้ำล้นตลิ่งประมาณเที่ยงวัน ดังนั้น เช้าพรุ่งนี้ ผมอาจจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับลงไปวิดน้ำก็ได้ ใครจะไปรู้เนอะ :P
.
เนื่องจากคราวก่อนน้ำล้นตลิ่งตอนตี 2 ถึงผมจะขับรถออกไปสำรวจก็มองอะไรไม่เห็นอยู่ดี แต่คราวนี้น้ำล้นตลิ่งตอนกลางวันเฉียบพลัน (เช้าวันนี้โรงเรียนมงฟอร์ตประถมและมัธยม พึ่งสอบปลายภาคได้เพียง 1 วิชา ทางโรงเรียนก็ประกาศหยุดกระทันหัน ให้กลับบ้าน) เป็นโอกาสดี (หรือหาเรื่องก็ไม่รู้สิ) ที่ผมจะได้สำรวจลักษณะทางภูมิศาสตร์และอุทกวิทยาว่า ตลิ่งแม่ปิงในเทศบาลเชียงใหม่มีลักษณะอย่างไรบ้าง ตอน 14.00 น. ผมก็เริ่มสำรวจสภาพสองฝั่งแม่น้ำว่า ระดับถนนสูงต่ำแค่ไหน น้ำทะลักเข้าตรงจุดไหนบ้าง
.
เส้นทางที่สำรวจช่วงเวลา 14.00 - 16.00 น.
.
ช่วงถนนมหิดล - สะพานเม็งราย
สภาพ - ณ เวลานั้น ยังคงใช้งานได้ตามปรกติ เพราะว่าเป็นช่วงที่ไม่ติดกับแม่น้ำปิง
.

.

.
ช่วงสะพานเม็งราย - สามแยกบ้านเด่น
สภาพ - ระดับน้ำสูงล้นตลิ่งข้ามผิวการจราจร พบน้ำไหลข้ามถนนแรงมาก 2 จุดคือ
1) สามแยกที่ลงมาจากสะพานเม็งราย บริเวณหน้าขนส่งฯและที่ทำการแขวงกาวิละ
2) โรงไฟฟ้าบ้านเด่น (เก่า) บริเวณสุสานบ้านเด่นและด้านข้างสนามกอล์ฟยิมนาคา
คนในพื้นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าหนองหอยเป็นที่ลุ่ม ฝนตกหนักเมื่อไหร่ เป็นต้องเจอน้ำท่วมขังก่อนใคร
จากบล็อกก่อน คงยังพอจำกันได้นะครับว่า บริเวณแยกบ้านเด่น เป็นส่วนบนของรูปพัดสามเหลี่ยม
บริเวณหนองหอยเป็นฐานล่างของสามเหลี่ยม ขอบตลิ่งต่ำ น้ำจากแม่ปิงจะแผ่ทะลักไปกว้างมากๆ
.
คราวนี้ทางเทศบาล (?) ได้ถมดินกั้นปากเหมืองฝายพญาคำ เพื่อป้องกันน้ำทะลักไปทางตะวันออก
แต่รู้สึกจะไม่ได้ผลครับ น้ำมันไหลอ้อมซิกแซกข้ามถนนตรงสุสานบ้านเด่นแทน และแรงมากๆ ด้วย
.
ช่วงสามแยกบ้านเด่น - สะพานนวรัฐ
สภาพ - ระดับน้ำเสมอขอบตลิ่ง พบน้ำไหลข้ามถนนเบาบาง 2 จุดคือ
1) ด้านทิศใต้ก่อนถึงประตูเข้าค่ายทหารกาวิละ อยู่ใกล้เคียงกับแนวแนวฝายกั้นน้ำพญาคำ
2) หน้าริมปิงซุปเปอร์สโตร์ เป็นจุดสิ้นสุดแนวตลิ่งคอนกรีตพอดี อยู่ทางด้านใต้ของขัวเหล็ก
แนวน้ำข้ามถนนยังไม่ชัดเจน แต่ขอบตลิ่งหน้าค่ายกาวิละอยู่เสมอกระดับน้ำเป็นระยะทางที่ยาวมาก
นั่นก็คือถ้าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเมื่อไหร่ น้ำจะไหลบ่าข้ามถนนมาแบบ "ยกแผง" พรวดเดียวทั้งช่วงครับ
.
ช่วงสะพานนวรัฐ - สะพานนครพิงค์
สภาพ - ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าแนวถนนไม่ถึง 5 เซนติเมตร (ตอนที่เขียนบล็อกนี้ น่าจะข้ามถนนไปแล้ว)
ฝั่งตะวันออกของเชียงใหม่จะเป็นแอ่งกระทะ ทอดยาวไปจนจรดถนนุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง
ถ้าระดับน้ำไหลบ่าข้ามถนนมาได้เมื่อไหร่ แปลว่าไม่มีอะไรหยุดอยู่แล้วล่ะครับ ขนของหนีกันเองโลด
.
ช่วงสะพานนครพิงค์ - สะพานรัตนโกสินทร์
สภาพ - ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าแนวถนนประมาณ 5 - 15 เซนติเมตร เห็นน้ำท่วมที่ดินริมน้ำเป็นระยะๆ
.
ช่วงสะพานรัตโกสินทร์ - ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ - ลำปาง
สภาพ - ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าแนวถนนประมาณ 15 - 30 เซนติเมตร
ผิวถนนลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำปิงอยู่สูงกว่าระดับน้ำไม่ถึง 5 เซนฯ ตอนนี้คงท่วมไปเรียบร้อยแล้ว
.
ช่วงด้านทิศเหนือของถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ - ลำปาง
สภาพ - ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าแนวถนนมากกว่า 30 เซนติเมตร ตลิ่งชัน กลัวการถล่มของตลิ่งมากกว่า
.
ช่วงกาดหลวง - แยงแสงตะวัน
จากนั้นผมก็วนกลับไปอีกฝั่งของแม่น้ำปิงครับ ก็ขับย้อนลงมาเรื่อยๆ จนถึงกาดหลวง (ตลาดวโรรส)
ระดับน้ำก็ปริ่มๆ ขอบตลิ่ง เหมือนกับอีกฝั่ง จากนั้นก็เลี้ยวไปเข้าถนนช้างคลาน ผ่านย่านไนท์บาซาร์
พวกลูกหาบมาเฟียก็ยังคงออกมาจัดแผงขายของเหมือนเดิม แต่ผมสงสัยว่าคืนนี้จะมีคนเดินเร้อ ;p
ผ่านไปถึงแยกแสงตะวัน (ที่ Sky News ของ ITV ถ่ายภาพให้ดูครั้งก่อน) ตอนนั้น น้ำยังมาไม่ถึงนะ
.

.
แยกแสงตะวัน - ถนนมหิดล
ช่วงต้นๆ ยังแห้งดีอยู่ แต่ พอขับรถไปถึงสามแยกโรงแรมดิเอ็มเพส กับ สี่แยกโรงแรมลานนาพาเลซ
ก็พบน้ำทะลักจากถนนด้านซ้ายมือ (ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนเจริญประเทศที่เลียบน้ำปิง) มาที่ถนนใหญ่
ขับเลยโรงแรมลานนาพาเลซไปได้หน่อยเดียวเอง ก็พบว่าบ้านริมถนนเจอน้ำไหลเข้าแล้วหลายหลัง
จากนั้นก็ตัดสินใจเลี้ยวขวา เข้าหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์แทน ก็เพราะข้างหน้าเห็นน้ำท่วมชัดๆ น่ะสิ
.
ช่วงลองของ เด็กดีไม่ควรทำตาม
หลักจากผ่านหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ ผมก็กลับมายังถนนมหิดล เลี้ยวซ้ายไปหนองหอย ก็ครบรอบ
ที่นี้ผมก็ลองขับไปที่แยกดอนจั่น แล้วขับย้อนกลับมาที่ตลาดสันป่าข่อย ผ่านหน้าค่ายกาวิละอีกหน
ปรากฎว่าจราจรปิดกั้นทางที่จะตรงไปแยกบ้านเด่นซะแล้ว ผมก็เลยเลี้ยวหาทางซอกแซกไปอีกด้าน
วนไปวนมา ออกมาตรงกลางระหว่างสะพานเม็งรายกับแยกบ้านเด่น ผมก็เลี้ยวซ้ายเพื่อกลับมหิดล
.
"Chip-หาย" แล้วครับ เจ้าแอ่งน้ำตื้นๆ ลึกแค่ 5 เซนติเมตร ยาวแค่ 10 เมตร เมื่อ 1 ชั่วโมงก่อนหน้า
กลับกลายเป็นแอ่งน้ำลึกเกือบศอก ยาวร่วม 2-3 ร้อยเมตร ทำไงดีวะ กะด้วยสายตาแล้ว "สู้โว้ยยยย"
ก็ขับอีแก่ลุยน้ำเกือบศอกไปได้ด้วยดี จวนถึงแยกสะพานเม็งราย (ตรงจุดที่น้ำท่วมก่อนและลึกที่สุด)
ทันใดนั้นเองก็มีรถบรรทุกคันเบ้อเริ่มของเทศบาล ตะลุยสวนมาอีกข้างของถนนมาอย่างสบายใจเฉิบ
.
"Chip-หาย" รอบสองครับ คลื่นจากเจ้ารถยักษ์มันกวาดขึ้นมาถึงฝากระโปรงหน้ารถจนมิด เวรแล้วตู
เครื่องเริ่มเกิดอาการสั่น ไม่ใช่สั่นสู้แน่ๆ ล่ะ แถมเห็นกลุ่มควันสีขาวๆ ลอยออกมาจากกระจังหน้ารถ
"เฮร้ยยยย อย่าพึ่งเดี้ยงตอนนี้นะลูก พ่อยังไม่อยากถูกถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์น้าาาา"
อีก 20 เมตร (เลยแยกสะพานเม็งราย) ก็จะพ้นแอ่งน้ำท่วม ช่างเป็น 20 เมตรที่รู้สึกไกลที่สุดในโลก...
.

.

.
หลังจากขับรถเผาน้ำมันสวนกระแสประหยัดพลังงานร่วมชั่วโมงเศษ ก็รอดกลับมาถึงบ้านจนได้สิน่า
ยังไม่ทันเลี้ยวเข้าบ้าน ก็พบกับคนงานที่บ้านกำลังเททรายใส่ถุง เตรียมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ
ล่าสุด ระดับน้ำทรงตัวอยู่ที่ 4.70 เมตรกว่าๆ ก็คาดการณ์ว่าบ้านผมคงจะไม่โดนหนักแบบรอบที่แล้ว
ถ้าไม่มีฝนตกเพิ่มเติมนะครับ (ครั้งก่อนนี้ระดับน้ำสุงสุดที่จุดวัด P.1 สะพานนวรัฐ อยู่ที่ 4.90 เมตร)
.
สรุป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ลักษณะน้ำท่วมภาคเหนือ ต่างจากน้ำท่วมภาคกลางนะครับ เจ้านายยยย~