Environment


.
Rapid Transit System คือระบบขนส่งที่มีเส้นทางเป็นของตัวเอง ไม่ใช้ทางร่วมกับยานพาหนะอื่นๆ
สามารถขนส่งผู้โดยสารจากสถานที่หนึ่งไปสถานที่หนึ่งได้พร้อมกันครั้งละมากๆ ด้วยความถี่ในการขนส่งสูง
ส่วนใหญ่จะเป็น การขนส่งทางราง จากคำจำกัดความนี้ ทำให้รถเมล์ด่วน (BRT) ซึ่งใช้พื้นที่ร่วมบนถนน
รถไฟรางเดี่ยว (Monorail) ในพื้นที่ส่วนตัว รวมทั้งระบบรถไฟแบบเก่าที่มีรางอยู่ในระดับเดียวกับพื้นถนน
จุดตัดกับถนนมาก ความถี่ในการขนส่งต่ำ มีเวลารอนาน จึงไม่นับรวมว่าเป็น Rapid Transit System
.
ขบวนรถไฟสายรังสิต - ยมราช - หัวตะเข้ ซึ่งมีเพียงวันละ 2 เที่ยว จึงไม่เป็น RTS ด้วยประการฉะนี้
.
Rapid Transit System ใกล้เคียงคำว่าระบบขนส่งด่วนทางราง หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า รถไฟฟ้า
ไม่ว่าใต้ดิน บนดิน ลอยฟ้า หรือผสม มีเส้นทางเป็นของตนเอง ตัดขาดจากระบบอื่น ยกเว้นจุดเปลี่ยนขบวน
ไม่ต้องเจอรถร่วมฯ ที่ชอบขึ้นราคาแต่บริการเหมือนเดิมหรือรถของพวกขับไปโทรไป ฯลฯ กีดขวางเส้นทาง
ในต่างประเทศเองมีคำเรียก RTS ต่างกันไป ที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น Metro, Subway, Underground
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เขามีระบบขนส่งด่วนทางรางหรือรถไฟฟ้าอยู่ในระดับใดกันบ้าง
.
.
- ประชากร หมายถึง ประชากรในพื้นที่ใจกลางเมือง / จังหวัด / เขตการปกครองนั้นๆ
- ผู้โดยสาร หมายถึง ผู้โดยสารระบบ RTS จากประชากรทั้งในและนอกพื้นที่ RTS
- นับเฉพาะโครงการที่สร้างเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ใช่ขายฝัน 7 ชั่วโครตแล้วยังไม่มีแม้แต่ตอ
.
.
.
ทวีปเอเชีย
.
ญี่ปุ่น
โตเกียว : ประชากร 13 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 7.8 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 2 ราย คือ Tokyo Metro (1927) และ Toei Subway (1960)
รวม 13 สาย, ระยะทาง 292 กิโลเมตร, 263 สถานี (ไม่รวม Tokyo Waterfront)
.

.
เกาหลีใต้
โซล : ประชากร 10 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 2.2 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Seoul Subway (1974)
รวม 10 สาย, ระยะทาง 287 กิโลเมตร, 266 สถานี
.

.
จีน
เซี่ยงไฮ้ : ประชากร 18 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 2.2 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Shanghai Metro (1995)
รวม 8 สาย, ระยะทาง 228 กิโลเมตร, 162 สถานี
.

.
จีน
ฮ่องกง : ประชากร 7 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 3.7 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ MTR (1979)
รวม 10 สาย, ระยะทาง 175 กิโลเมตร, 82 สถานี (ไม่รวม Light Rail)
.

.
จีน
ปักกิ่ง : ประชากร 18 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 3.5 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Beijing Subway
รวม 5 สาย, ระยะทาง 142 กิโลเมตร, 83 สถานี
.

.
อันดับ 6 ญี่ปุ่น : โอซาก้า
อันดับ 7 จีน : กวางโจว
อันดับ 8 สิงคโปร์ : สิงคโปร์
อันดับ 9 เกาหลีใต้ : ปูซาน
อันดับ 10 ญี่ปุ่น : นาโกย่า
.
สุดยอด RTS ของเอเชียย่อมหนีไม่พ้นญี่ปุ่น ซึ่งผู้คนในประเทศเลือกใช้รถไฟเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง
แค่สถานีชินจูกุเพียงสถานีเดียว มีผู้โดยสารต่อวันมากกว่าจำนวนผู้ใช้งานรถไฟฟ้าบ้านเราทั้งระบบร่วม 2 เท่า
ประกอบกับญี่ปุ่นมีพื้นที่จำกัด หลายพื้นที่กำหนดไว้เลยว่า คุณจะซื้อรถได้ก็ต่อเมื่อบ้านคุณมีที่ให้จอดรถเท่านั้น
ไม่ใช่เอามาจอดเกะกะข้างถนน จอดขวางทางเข้าออกบ้านคนอื่น จอดหน้าปากซอยให้เกิดอุบัติเหตุแบบบ้านเรา
ส่วนประเทศที่ RTS กำลังมาแรงในตอนนี้คือ จีน ซึ่งเตรียมพร้อมรับมืองานโอลิมปิกที่กำลังเริ่มขึ้นเร็วๆ นี้
นอกจากรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆ ก็ยังมีการก่อสร้าง RTS ให้บริการในเมืองเพิ่มขึ้นอีกมาก
.
.
.
ทวีปยุโรป
.
อังกฤษ
ลอนดอน : ประชากร 8 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 3 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 2 ราย คือ London Underground (1863) และ DLR (1987)
รวม 11 สาย, ระยะทาง 408 กิโลเมตร, 268 สถานี (ไม่รวม DLR)
.

.
สเปน*
มาดริด : ประชากร 3 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 1.8 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Madrid Metro (1919)
รวม 13 สาย, ระยะทาง 283 กิโลเมตร, 231 สถานี (ไม่รวม Metro Ligero)*
.

.
รัสเซีย
มอสโคว์ : ประชากร 11 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 6.8 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Moscow Metro (1935)
รวม 12 สาย, ระยะทาง 292 กิโลเมตร, 176 สถานี
.

.
ฝรั่งเศส
ปารีส : ประชากร 12 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 4.5 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Paris Metro (1900)
รวม 16 สาย, ระยะทาง 213 กิโลเมตร, 298 สถานี (ไม่รวม CDGVAL, Orlyval และ RER)
.

.
เยอรมัน*
เบอร์ลิน : ประชากร 3 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 1 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Berlin U-Bahn (1902)
รวม 9 สาย, ระยะทาง 152 กิโลเมตร, 170 สถานี (ไม่รวม S-Bahn)*
.

.
อันดับ 6 สเปน : บาเลนเซีย
อันดับ 7 สวีเดน : สตอคโฮล์ม
อันดับ 8 รัสเซีย : เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
อันดับ 9 เยอรมัน : ฮัมบูร์ก
อันดับ 10 เยอรมัน : มิวนิก
.
หมายเหตุ*
- ถ้าหากนับรวม S-Bahn (Suburban Metro Railway Network) เข้ากับ U-Bahn
จะทำให้ เบอร์ลิน ของ เยอรมัน มี RTS ยาวเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 477 กิโลเมตร
ต่อด้วย เวียนนา ของ ออสเตรีย มี RTS ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ 448 กิโลเมตร
- ทางมาดริดรายงานว่า ส่วนของ Metro Ligero (Light Rail) ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เมื่อรวมของเดิม ทำให้ มาดริด มี RTS ยาวเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่ 322 กิโลเมตร
.
หลายประเทศที่เจริญกว่า แต่มี RTS น้อยกว่า ก็เพราะเขามีระบบขนส่งมวลชนอื่นที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว
หลายเมืองใหญ่สามารถถีบจักรยานในเมืองได้โดยไม่ต้องกลัวว่า ขสมก. จะบี้หัวเละหรือเจอรถเก๋งซิ่งเฉี่ยวชน
เอาแค่จัดทางเท้าไม่ให้มีคนขายของเกะกะ ตกฝาท่อระบายน้ำจนเป็นข่าว ก็ดูเหมือนว่าบ้านเราจะเต็มกลืนแล้ว
ทางจักรยานดีๆ เป็นได้แค่ฝันกลางวันแสกๆ และตอนนี้ที่เขียน Entry นี้ น้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปลิตรละ 40
แต่ยอดขายรถยนต์กลับเพิ่มขึ้นกว่า 10% อย่างลักลั่นย้อนแย้ง...หรือจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดกับบริษัทขายรถ?
.
.
.
ทวีปอเมริกา
.
สหรัฐอเมริกา
นิวยอร์คซิตี้ : ประชากร 8 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 5 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 2 ราย คือ New York City Subway (1904) และ PATH (1908)
รวม 26 สาย, ระยะทาง 368 กิโลเมตร, 468 สถานี (ไม่รวม PATH)
.

.
บราซิล*
เซาเปาโล : ประชากร 11 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 1.6 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 2 ราย คือ Sao Paulo Metro (1974) และ CPTM (1992)
รวม 10 สาย, ระยะทาง 339 กิโลเมตร, 142 สถานี
.

.
เม็กซิโก
เม็กซิโกซิตี้ : ประชากร 9 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Mexico City Metro (1969)
รวม 11 สาย, ระยะทาง 202 กิโลเมตร, 185 สถานี
.

.
สหรัฐอเมริกา
ชิคาโก : ประชากร 3 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 7 แสนคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Chicago 'L' (1892)
รวม 8 สาย, ระยะทาง 171 กิโลเมตร, 144 สถานี
.

.
สหรัฐอเมริกา
วอชิงตันดีซี : ประชากร 6 แสนคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 7 แสนคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 1 ราย คือ Metrorail (1976)
รวม 5 สาย, ระยะทาง 170 กิโลเมตร, 86 สถานี
.

.
อันดับ 6 อเมริกา : ลอสแอนเจลิส
อันดับ 7 ชิลี : ซานติเอโก้
อันดับ 8 อเมริกา : แอตแลนต้า
อันดับ 9 อเมริกา : ดัลลัส
อันดับ 10 อเมริกา : บอสตัน
.
หมายเหตุ*
- ข้อมูลบางแห่งกล่าวว่า เซาเปาโล มี RTS ที่ตรงตามคำนิยามเพียง 106 กิโลเมตร
.
.
.
ไทย
กรุงเทพฯ : ประชากร 8 ล้านคน, ผู้โดยสารเฉลี่ย 4 แสนคนต่อวัน
มี RTS ให้บริการ 2 ราย คือ Bangkok Skytrain (BTS) และ Bangkok Metro (MRT)
รวม 3 สาย, ระยะทาง 44 กิโลเมตร, 41 สถานี (ไม่รวม Airport Link และส่วนต่อขยายที่ยังไม่เสร็จ)
.

เขียนเรื่องเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนทีไร แล้วย้อนกลับมามองดูเชียงใหม่ ในยุคราคาน้ำมันแพงบ้าเลือดเช่นนี้
ถ้าใครบอกว่าเส้นทางรถเมล์ขาวดีแล้วหรือรถแดงเป็นระบบขนส่งมวลชนใกล้ๆ หูละก็ ผมกระโดดถีบปากแน่ๆ
บทความเก่าๆ เกี่ยวกับรถแดงและรถเมล์ที่เคยเขียน ก็ผ่านมาร่วมๆ 2 ปีแล้ว คงได้เวลายกเครื่องใหม่ล่ะครับ
ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ไปเห็นรถไฟฟ้าภายใน ม.นเรศวร และได้ใช้บริการรถเมล์ในตัวเมืองพิษณุโลกอยู่พักใหญ่
ผมก็ยิ่งแช่งชักหักกระดูก เผาพริกเผาเกลือ สาปแช่งไอ้พวกรถแดงเชียงใหม่ให้ตายหงส์ตายห่านมากขึ้นเรื่อยๆ

.
เข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2551 ไม่ทันไร เพื่อนบ้านเรา 2 ประเทศก็ประสบภัยธรรมชาติ 2 แบบในเวลาไล่เลี่ยกัน
เหตุการณ์แรก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พายุไซโคลนนาร์กิส ถล่มพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำอิรวดีของประเทศพม่า
10 วันต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ที่สอง วันที่ 12 พฤษภาคม เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในมณฑทลเสฉวนของประเทศจีน
ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีรายละเอียดหลายอย่างที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ เราลองติดตามดูนะครับ
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิสและแผ่นดินไหว
.
เหตุการณ์ที่ 1
.
วันที่ 27 เมษายน 2551 กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ตรวจพบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในอ่าวเบงกอล
และพัฒนาจนกลายเป็นพายุไซโคลนในวันต่อมา นับเป็นพายุลูกแรกของมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือของปีนี้
ในตอนแรกที่ผมเห็นแผนที่อากาศ ก็เดาว่าเส้นทางเดินของพายุน่าจะพัดเข้าสู่บังคลาเทศเหมือนค่าสถิติเก่าๆ
แต่พอถึงวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2551 ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเส้นทางเดินของพายุไซโคลนนาร์กิสพัดเข้าสู่พม่า
ทางกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียได้แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าไปยังทางการพม่าแล้ว ทว่าไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด
.
.

ภาพ : แผนที่อากาศ วันที่ 27 - 28 เมษายน 2551
.
ไม่ว่าจะเป็นเพราะทางการพม่า มัวแต่ติดพันอยู่กับการเตรียมความพร้อมก่อนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ
หรือไม่ใส่ใจที่จะเตรียมพร้อม หรือเกิดความประมาทว่า ไซโคลนนาร์กิสคงไม่ก่อความเสียหายรุนแรงสักเท่าไร
เมื่อ นาร์กิส ซึ่งเป็นพายุไซโคลนระดับ 4 (Category 4) มีความเร็วลมสูงสุดวัดได้ 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขึ้นฝั่งพม่าเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 2 พฤษภาคม อันเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ประชาชน ในพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี จึงกลายเป็นเหยื่อเซ่นสังเวยประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลไป
.
.

ภาพ : พายุไซโคลนนาร์กิสขณะขึ้นฝั่งประเทศพม่า
.
.

ภาพ : เส้นทางของพายุไซโคลนนาร์กิส
.
เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยหรือสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นั้น ประเทศพม่ายังนับว่ายังโชคดี
เมื่อความด้อยพัฒนาในหลายด้าน ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลของพม่ามีป่าชายเลนหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก
ความเสียหายจากสึนามิจึงมีน้อยกว่าหลายประเทศที่ทำลายพื้นที่ชายป่าเลนเพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
แต่คราวนี้ พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี ไม่โชคดีหรือมีตัวช่วยแบบทางใต้ของประเทศอย่างเหตุการณ์ครั้งก่อน
เมื่อพลังของนาร์กิสหอบกำแพงน้ำทะเล 3.5 เมตรใส่พื้นที่ที่มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 3 เมตร
แถมบ้านเรือนในพื้นที่นี้เป็นอาคารชั่วคราว เหมือนเพิงที่เราเห็นทั่วไปตามท้องทุ่งนา แล้วมันจะเหลืออะไรครับ
.
.

ภาพ : ความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิส
.
จากปัญหาการเมืองการปกครองภายในประเทศ ทำให้พม่าถูกคว่ำบาตรจากนานาประเทศหลายต่อหลายครั้ง
และแทบไม่เคยปรากฏว่า พม่าเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเลย ยกเว้น ภัยธรรมชาติในคราวนี้
นั่นย่อมแสดงว่าสถานการณ์เลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเลวร้ายเกินกว่าที่พม่าจะรับมือไหวจริงๆ
แต่จากหลายสาเหตุผสมรวมกัน ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า และเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ
ด้วยความหวาดระแวง ทำให้ทางการพม่าปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ทีมช่วยเหลือเดินทางเข้าประเทศหลายครั้ง
จนยอดผู้เสียชีวิตหลังพายุพัดผ่านไปแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากขาดแคลนน้ำที่สะอาด อาหาร ยารักษาโรค
.
.

ภาพ : พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี ก่อนและหลังพายุไซโคลนนาร์กิส
.
.

ภาพ : ผู้เสียชีวิต สัตว์เลี้ยงที่ล้มตาย พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย
.
ยอดความเสียหาย (ยังไม่แน่นอน เนื่องจากการได้ข้อมูลที่ชัดเจนจากทางการพม่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก)
ผู้เสียชีวิตกว่า 134,000 คน และคาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 300,000 คน ค่าเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้าน $
ประกอบกับที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี เป็นพื้นที่ผลิตข้าวและเนื้อสัตว์มากกว่าครึ่งซึ่งใช้บริโภคภายในประเทศ
คาดว่าประชากรภายในประเทศพม่าจะประสบกับปัญหาความอดอยากต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี
ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทย ปัญหาแรงงานต่างด้าวจนถึงอาชญากรรมประเภทอื่นๆ
...อาจมีข่าวแรงงานต่างด้าวเชือดคอนายจ้างขึ้นหน้าหนึ่งเร็วๆ นี้...
.
.
.
ปล. ผู้ชื่นชอบเรื่องลี้ลับที่หาคำอธิบายไม่ได้ อาจสนใจกรณีที่ "โหร" ทำนายทายทักให้ย้ายเมืองหลวงใหม่
จาก ย่างกุ้ง (Rangoon) ไป เนปิดอ (Naypyitaw) แต่ก็มีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกันว่า
เมืองหลวงใหม่ ปลอดภัยจากการโจมตีทางทะเลมากกว่า (จากกรณีตัวอย่าง กรุงแบกแดด ของประเทศอิรัก)
หรือ ปลอดภัยจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่า ฯลฯ
.
.

ภาพ : แผนที่ประเทศพม่า
.
เดิมทีเมืองหลวงใหม่ของพม่ายังค่อนข้างร้างผู้คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้คน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของทางการ
แต่จากเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส อาจทำให้เมืองหลวงใหม่ของพม่า มีผู้คนย้ายไปพำนักอาศัยกันมากขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ในอนาคต ช่องทางการค้าตามแนวชายแดนด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีศักยภาพสูงขึ้น
ย่อมส่งผลให้การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมระหว่างเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน มีความคุ้มค่าน่าลงทุนยิ่งขึ้นด้วย
.
.
.
เหตุการณ์ที่ 2
.
วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:28 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.9 ริกเตอร์ขึ้น
ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน (ซึ่งประเทศจีนพึ่งประสบภัยพายุหิมะน้ำแข็งอย่างหนักเมื่อตอนต้นปีไปหมาดๆ)
ทางการจีนระดมกำลังตำรวจทหารนับแสนเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน (กวาดหิมะแล้วก็ไปกวาดซากตึกต่อ)
สิ่งที่ต่างกันคือ แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากว่า จะเกิดขึ้นตรงจุดไหน หรือเวลาใด
ส่วนพายุเขตร้อน ยังต้องอาศัยเวลาในการก่อตัวและเดินทางจากทะเลหรือมหาสมุทรก่อนเข้าสู่ชายฝั่งอยู่บ้าง
.
.

ภาพ : พื้นที่ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
.
ในด้านความช่วยเหลือจากนานาประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับพม่า แม้จะดูไม่คึกคักเท่า แต่ก็เรียบร้อยกว่ามาก
เพราะทางจีน มีเจ้าหน้าที่และงบประมาณมากอยู่แล้ว (แม้ช่วงนี้ จะหมดไปกับการเตรียมงานโอลิมปิกก็ตาม)
จากบริบทการเมืองการปกครองภายในประเทศ ทำให้จีนมีประสบการณ์เรื่องการระดมกำลังเจ้าหน้าที่สูงมาก
เพียงพริบตา ตำรวจและทหารก็เข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยเรียบร้อยแล้ว แม้เครื่องไม้เครื่องมือจะไม่พร้อมก็ตาม
สิ่งที่ทางการจีนต้องการน่าจะเป็นเครื่องมือกู้ภัยมากว่า เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปกู้ภัยนั้นมีมากอยู่แล้ว
.
.

ภาพ : ความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
.
เห็นได้ชัดเจนว่า ความพร้อมด้านพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทำให้ระดับความเป็นห่วงของผู้คนแตกต่างกันไปด้วย
กรณีเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส ทุกฝ่ายเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ
ถ้าทางการพม่ายังทำงานแบบนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดและความอดอยากอาจแซงหน้าพายุก็เป็นได้
กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศจีน โลกภายนอกมั่นใจ (หรืออยากจะดู) ประสิทธิภาพการทำงานของจีน
จึงเจียดเวลาไปให้ความสนใจชะตากรรมของผีกาก้า เอ้ย หมีแพนด้า ที่ศูนย์ฯ แพนด้าซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลนี้ได้
.
ยอดความเสียหาย (เบื้องต้น)
ผู้เสียชีวิตกว่า 65,000 คน บาดเจ็บกว่า 360,000 คน สูญหายกว่า 23,000 คน
.
.
.
คำถามทิ้งท้าย
.
1. ถ้ามีพายุฝนเขตร้อนเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1.5 เมตร
ท่านคิดว่าผู้ว่า กทม. เจ้าหน้าที่ และเครื่องสูบน้ำทั้งหมด จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่
2. ถ้าเกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 6 ริกเตอร์กลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมาตรฐานการก่อสร้างอาคารเป็นเลิศ (?)
ท่านคิดว่ารัฐบาลไทยซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานเป็นเยี่ยม (?) จะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไหวหรือไม่
.
.
.

Related Links

.
เฟื่อง (ว.) แปลว่า ปราดเปรื่อง
.
22 เมษายนของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก ถึงแม้ความตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมจะมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อน
ถึงแม้ผลจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมจะย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้เห็นชัดเจนกว่าสมัยก่อน
ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าวิถีชีวิตที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไร้ประสิทธิภาพก่อให้เกิดปัญหามากมายกว่าสมัยก่อน
ถึงแม้จะทราบว่าเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์ 1 รถบรรทุกจะมีขยะตามมา 32 รถบรรทุกก็ตาม
แต่ การจะให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นเป็นเรื่องยากมาก ไม่ว่าเราจะมองไปที่ตัวเลขหรือค่าสถิติไหน
มนุษย์ส่วนใหญ่ ยอมจ่ายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย การบริโภคได้มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่น้อยไปกว่าเดิม
มากกว่าจะยอมจ่ายเพื่อลดความสะดวกสบาย การบริโภคได้น้อยลง แลกกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ดี
ดังนั้น Entry นี้จะกล่าวถึงวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี เพราะคงแก้ที่ตัวมนุษย์ไม่ได้แล้ว...
.
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาแรงที่สุดตอนนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องโลกร้อน ไม่จำเป็นต้องพูดถึงทฤษฎีหรือสถิติอะไรๆ
แค่ปิดเครื่องปรับอากาศแล้วออกไปอยู่ในที่โล่ง (ไม่จำเป็นต้องกลางแดด) เพียง 5 นาทีก็จะรู้ซึ้งเองแหละครับ
เดี๋ยวเรามาลองดูกันว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ซึ่งแห่กันมาประชุมกันที่ NASA เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2549
BBC นำมาทำเป็นรายการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550 (ใครที่ชอบดู Discovery น่าจะเห็นมานานแล้ว)
พวกเขานำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยเทคโนโลยีสติเฟื่อง (ช่างหัวพฤติกรรมมนุษย์) อย่างไรกันบ้าง
.
http://video.google.com/videoplay?docid=286000425078890061
^ เน็ตแรงก็โหลดโลด
.
.

อันดับ 5 : Sunshade : ร่มกันแดดในอวกาศ
วิธีนี้เป็นการส่งกระจกจำนวน 16 ล้านล้านชิ้น ไปลอยเกาะกลุ่มอยู่ในวงโคจรสถิตระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
คาดว่าจะช่วยหักเหแสงแดดได้สัก 2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดเป็นพลังงานที่มาถึงโลกแล้วก็ถือว่าลดลงได้มากโขอยู่
ปัญหาคือ ถ้าใช้กระสวยอวกาศแบบเดิม จะสิ้นเปลืองงบประมาณในการขนส่งกระจกออกสู่อวกาศมากสุดๆ
หรือต่อให้ใช้รางแม่เหล็กไฟฟ้าขนส่ง (ความยาวแนวดิ่ง 2 กิโลเมตร) ก็ยังน่าสงสัยอยู่ดีว่าใครจะกล้าออกเงิน
แถมถ้าหากเกิดปัญหากับกระจกซึ่งลอยเท้งเต้งอยู่ในอวกาศ การแก้ไขปัญหาก็ยุ่งยากและสิ้นเปลืองมากมาย
.
.

อันดับ 4 : Cloud Making : เมฆสะท้อนแสง
นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจต่อเมฆบางชนิดในชั้นบรรยากาศด้านบน ซึ่งมีรูปแบบที่สะท้อนแสงอาทิตย์สูง
โดยนำเสนอกองเรือเลี้ยงเมฆซึ่งจะตีน้ำทะเลให้เป็นฟองละเอียดระเหยขึ้นไปช่วยให้เมฆในบริเวณนั้นหนาขึ้น
เรือเลี้ยงเมฆจะใช้แรงลมในการเคลื่อนที่จึงไม่ก่อมลภาวะและสามารถส่งไปยังสถานที่ที่มีเมฆตามที่ต้องการ
แต่ยังมีข้อสงสัยถึงเรื่องสัมฤทธิผลและความทนทานต่อคลื่นลมในทะเล ถ้าหากเมฆที่ต้องการอยู่ในเขตพายุ
สถานที่เกิดเมฆ ความชื้นในอากาศ กระแสลม ฯลฯ ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้รู้สึกจะมีมากเกินไปหน่อยหรือไม่ ?
.
.

อันดับ 3 : Sulphur Screen : ม่านกำมะถัน
นักวิทยาศาสตร์สนใจกรณีภูเขาไฟพินาตูโบระเบิดในทศวรรษก่อน จนอุณหถูมิเฉลี่ยของโลกลดลง 0.6 องศา
แต่สิ่งที่พวกเขาสนใจไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ แต่เป็นกำมะถันที่ถูกปล่อยจากการระเบิดของภูเขาไฟต่างหาก
โดยนักวิทยาศาตร์เสนอแนะให้ยิงจรวดบรรจุกำมะถัน 1 ล้านตัน ขึ้นไปปล่อยในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์
น่าสนใจตรงที่ผู้นำเสนอวิธีการนี้คือ พอล ครุตเซ่น ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบช่องโหว่ของชั้นโอโซน
แต่วิธีการนี้ยังมีข้อกังวลอยู่ว่าถึงจะลดอุณหภูมิของโลกได้จริง จะมีผลกระทบทำให้เกิดฝนกรดเพิ่มขึ้นหรือไม่
.
.

อันดับ 2 : Phytoplankton : การให้อาหารมหาสมุทร
ไฟโตแพลงตอนเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อาหารล่างสุดของมหาสมุทร เป็นอาหารของเหล่าสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร
ขณะไฟโตแพลงตอนสังเคราะห์ด้วยแสงมันจะปล่อยออกซิเจนออกมาและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในตัว
เมื่อไฟโตแพลงตอนตายมันจะจมลงสู่ก้นทะเล พร้อมนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในตัวลงไปยังก้นทะเลด้วย
สารอาหารที่นักวิทยาศาสตร์สนใจคือ ยูเรีย ในปุ๋ยไนโตรเจนซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณไฟโตแพลงตอนได้เป็นอย่างดี
โดยจะปล่อยยูเรียเฉพาะพื้นที่ที่มีไฟโตแพลงตอนน้อย เพื่อป้องกันการขยายตัวมากเกินไปจนสิ่งมีชีวิตอื่นตาย
ไฟโตแพลงตอนที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีไฟโตแพลงตอนอยู่แล้วจะช่วยเพิ่มการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็สามารถปิดท่อส่งยูเรีย แล้วไฟโตแพลงตอนก็จะตายไปเอง
.
.

อันดับ 1 : Artificial Trees : ต้นไม้ประดิษฐ์
หนึ่งในนักจับคาร์บอนที่เยี่ยมที่สุดในโลกนี้คือต้นไม้ ถ้าเช่นนั้นทำไมเราไม่เลียนแบบการทำงานของมันเลยล่ะ
คลอส แลคเนอร์ ผู้เสนอวิธีการนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก โครงงานวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนของลูกสาวเขาเอง
โดยเป่าอากาศเข้าไปในสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ก็สามารถแยกเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาได้ง่ายๆ
เขาจึงนำเอาโครงงานของลูกสาวมาต่อยอดในห้องทดลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดคาร์บอนฯ ได้มากขึ้น
จากนั้นนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บได้ ไปผ่านกระบวนการที่ทำให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์แบบเข้มข้น
ก่อนฉีดใส่ชั้นหินพรุนใต้ทะเลด้วยเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งความหนาแน่นของก๊าซจะกักตัวเองไว้ข้างล่าง
.
.

ในบรรดา 5 วิธีที่กล่าวมานี้ ต้นไม้ประดิษฐ์ ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ผลกระทบน้อยสุด
งบประมาณที่ใช้ (ในกรณีเงินภาษี) ก็ดูเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ของกระทรวงการคลัง มากกว่าวิธีการอื่นๆ
ถึงแม้วิธีการทั้งหมดนี้ จะเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ หรือว่าวัวหายแล้วล้อมคอกก็ตาม
แต่ในเมื่อวิธีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แถมยังไม่ต้องสิ้นเปลืองเงิน คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์
เป็นได้เพียงฝันกลางวันแสกๆ ตราบเท่าที่การบริโภคและการใช้พลังงานต่อหัวโดยเฉลี่ย ยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด
เราจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยครับ
.
.
.
ของแถม
ไปเจอกรณีตัวอย่างหนึ่งเข้าจาก "เจ้าเก่า" (ไม่ระบุชื่อ) จะว่าขำก็ขำ แต่ Staff PK เขาคงไม่ขำด้วยแน่ๆ ครับ
เป็นกรณีเนื้อหาในกระทู้หนึ่ง (ซึ่ง Staff PK อุ้มไปแล้ว เพราะมันเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของเว็บบอร์ดแบบสุดๆ)
ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ "ตัวแทนในระบบการปกครองหนึ่ง"
โดยช่วงวรรคแรกๆ ก็กล่าวถึงความอยุติธรรมในการเข้าถึงอำนาจเพื่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีอยู่หรอกครับ
แต่ พออ่านไปวรรคหลังเข้า เหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้อะไรเลยว่ากำลังเขียนแสดงความคิดแบบไหนออกมาให้เห็น
.
A) "ระบอบการปกครองของประเทศไทย คือ ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนราษฎร
.....แล้วผู้แทนของพวกเรา อยู่ที่ไหน??? "
.
วรรคนี้โดน Staff ทางนั้นพิจารณาว่า เข้าข่ายปลุกระดมแบบอ่อนๆ ผิดกฎการใช้บอร์ดเรื่องพาดพิงสถาบัน
รวมกับข้อความอื่นในกระทู้ ดูเหมือนเจ้าตัวไม่รู้จักบทบาทและหน้าที่ของ สว. ในการปกครองระบบนี้ด้วยซ้ำ
ไม่รู้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือเปล่า หรือกาไปงั้นๆ แหละ ไม่เคยดูรายละเอียด สว.หรอก คงเหมือน สส. มั้ง
.
B) "จะดีกว่ามั้ย ถ้าคนที่จะเป็นผู้เสนอนโยบายของกระทรวงต่างๆ คือผู้นำของกลุ่มองค์กรในแต่ละด้าน"
(หรือ : "จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเอาคนในวงการการ์ตูน เข้าไปอยู่ในกระทรวง เพื่อแก้ไขปัญหาของคนการ์ตูน")
.
วรรคนี้ฟังแล้วเหมือนจะดีนะครับ ถ้าบังเอิญมันไม่ไปคล้ายกับลักษณะเด่นของระบบคอมมิวนิสต์ข้อหนึ่งคือ
"ควบคุมการเลือกตั้ง โดยเสนอแต่ชื่อบุคคลที่ต้องการให้เลือก" (ที่เหลือหาเพิ่มเติมได้ในอินเตอร์เน็ตทั่วไป)
ก็ถูกต้องแล้วล่ะครับ ที่ Staff จะเข้ามาอุ้มกระทู้ไปเสียก่อน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้มีหวังถูกยำจนน่วมแน่นอน
อ้อ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งเลวร้ายนะครับ หลักการหลายอย่างเป็นสิ่งดี
ไม่ว่าจะประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ ความเลวร้ายที่เราพบเห็นเกิดขึ้นจากบุคคล ไม่ใช่ระบบ
แต่ "เจ้าเก่า" เขาแสดงตัวว่าเป็นประชาธิปไตยสุดลิ่ม จากสารพัดกระทู้ ไม่น่ามาพลาดเรื่องพื้นๆ แบบนี้เลย
.
เมื่อรวมเข้ากับกระทู้ "สิ่งแวดล้อม" กระทู้หนึ่งใน PK ซึ่ง "เจ้าเก่า" ได้แสดงอะไรออกมาให้เห็นหลายอย่าง
ได้ข้อสรุปว่าที่ผ่านมา ผมกำลังทะเลาะกับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม แถมเป็นคอมมิวนิสต์อีกต่างหาก
หรือไม่ก็ เรากำลังทะเลาะกับคนที่ไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยแต่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยอีกด้วย
อ้อ ส่วนคำถามที่ค้างคา นี่ก็ผ่านมาจนจะเลย 6 เดือนแล้ว ไม่ต้องโผล่หัวมาตอบแล้วนะครับ ไปที่ชอบๆ เถอะ