Inside-Chiangmai

เรารักรถไฟไทย : กรณีศึกษา ทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ - เชียงใหม่
.
Prologue
ชาติที่แล้วไม่รู้ทำอะไรมา ชาตินี้ผมถึงได้ติดอกติดใจขึ้นไปใช้บริการรถไฟไทยเป็นประจำ ทั้งที่หลายท่านพอดูดถึงรถไฟไทยแล้วทำหน้าเบ้พร้อมนึกถึงภาพขบวนรถ(ไม่)สะอาด, ความ(ไม่)ตรงต่อเวลา, ความ(ไม่)ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความ(ไม่)สะดวกสบายอีกหลายประการ ในฐานะที่ผมใช้บริการรถไฟไทยอย่างสม่ำเสมอมากว่าสิบปี...ไม่ขอแก้ต่างใดๆ ทั้งสิ้นครับ ^^" เอาเป็นว่า ผมจะเล่าถึงประสบการณ์และวิธีการใช้บริการรถไฟไทยอย่างไรให้พวกเราอยู่รอดปลอดภัยครบ 32 ประการก็แล้วกัน
.
What's Up ?
ทำไมผมถึงใช้บริการรถไฟบ่อย ? อาจเป็นเพราะบ้านผมอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเชียงใหม่กระมังครับ จึงติดหูติดตามาตั้งแต่เด็กๆ สมัยนั้นตั๋วรถไฟไปกรุงเทพยังเป็นกระดาษแข็งชิ้นเล็กๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น เป็นพวง แต่ละชิ้นก็แทนค่าธรรมเนียมแต่ละประเภท เช่นค่าโดยสารตามระยะทาง, ค่าธรรมเนียมตามประเภทรถ, ค่าเตียงนอน (ถ้าไปตู้นอน), ค่าปรับอากาศ (ถ้าไปรถปรับอากาศ) เป็นต้น ปัจจุบันยุคคอมพิวเตอร์ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ก็ยังคงอยู่กันพร้อมหน้า แต่มาในมาดใหม่ กระดาษบางๆ ใบเดียวครับผม ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมีกล้ามแขนที่เล็กลงกว่าสมัยก่อนพอสมควร :P สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ที่หนีบตั๋วแก๊บแก๊บนี่แล~
.
ชนิดของขบวนรถโดยสาร ก็ได้ลองมาเกือบหมดแล้ว ขาดรถนอนปรับอากาศชั้น 1 เพราะทางบ้านบอกว่า ขึ้นเครื่องบินคุ้มกว่า (ผมก็ว่าอย่างนั้น) กับ รถนั่งปรับอากาศชั้น 3 ที่ให้บริการในเส้นทางรถไฟสายใต้ (ไม่นับรวมรถไฟท่องเที่ยวราคาแพงระยับของคนกระเป๋าหนักมากอย่าง Orient Express, รถไฟท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ของคนกระเป๋าเบา เช่น สายน้ำตก, สายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งรถไฟเหล่านี้จะไม่อยู่ในตารางเดินรถปรกติ) นอกนั้นโดยสารมาหมดแล้วทั้งรถเร็ว รถด่วน รถด่วนพิเศษ รถดีเซลราง รถดีเซลรางปรับอากาศ รถโดยสารพ่วงตู้สินค้า ส่วนรถป๊อกหรือรถรางตรวจการณ์ที่ชนควายก็ตายได้ (เราตาย ไม่ใช่ควาย) ไม่นับนะครับ
.
สำหรับลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงแดง ที่ไม่หวั่นต่ออุปสรรคใดๆ เราขอแนะนำ รถเร็ว นั่ง พัดลม ชั้น 3 ราคาเพียง 200 บาทเท่านั้น 15 ชั่วโมงที่คุณจะได้สัมผัสสายลม (จนหัวกระเซิง) ไออุ่นของแสงแดด (ในเวลากลางวัน) หมู่แมลงนานาชนิด (ในเวลากลางคืน) กองทัพคุณป้าเร่ขายสินค้า 1 สถานี 1 ผลิตภัณฑ์, เบาะนั่งที่อ่อนนุ่มดุจหินผา, ห้องน้ำที่หอมสะอาดเหมือนดอกอุตพิด, หน้าต่างชมวิว 24 ชั่วโมง (เพราะฝืดจนปิดไม่ได้), พื้นที่สูบบุหรี่ระหว่างตู้โบกี้, ไม่ต้องกังวลกับเสียงกรน (เพราะเสียงรถไฟหนวกหูกว่า) แถมมีนาฬิกาชีวภาพที่คอยปลุกคุณในยามเช้าอีกด้วย (ไก่ชนที่มีคนหิ้วมา) เห็นไหมครับ จ่ายเพียง 200 บาท คุ้มค่าจริงๆ !
.
สำหรับผู้ต้องการความเร็วในการเดินทาง เราขอแนะนำ รถด่วนพิเศษดีเซลรางปรับอากาศ (นั่ง ชั้น 2) "สปรินเตอร์" เดิมทีเป็นชื่อรุ่นของรถไฟไฮโซที่เรานำเข้ามาจากฝรั่งเศสเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบัน โดนลดชั้นลงไปวิ่งอยู่บนเส้นทางระยะสั้น และนำเอารถที่ประกอบโดยบริษัทแดวูเข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังเรียกติดปากว่ารถสปรินเตอร์เหมือนเดิม ซึ่งใช้เวลาเดินทางกรุงเทพถึงเชียงใหม่เพียง 11 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แต่ช้าก่อน ถ้าคุณตัดสินใจซื้อตั๋วเมื่อไร เราจะแถมแพคเกจชมวิวบนขุนตาลให้ฟรีๆ อีก 2 ชั่วโมงทันที ! ถ้าไม่พอใจในคุณภาพสินค้า คุณสามารถเดินทางต่อด้วยรถด่วนที่วิ่งตามหลังรถสปรินเตอร์ได้ฟรีทันที ! (แต่ตั๋วยืนนะคร้าบ)
.
สำหรับผู้ต้องการความสะดวกสบายอย่างถึงขีดสุด เราขอแนะนำ รถด่วนไฮโซ "นครพิงค์" ! เป็นตู้นอนปรับอากาศที่ต่อขึ้นเป็นพิเศษ เตียงล่างกว้างโครตขนาดคนผอมๆ นอนได้ 2 คนพร้อมกัน (แต่ดันทะลึ่งใช้ฟูกปูที่นอนรุ่นเก่าที่แคบกว่า) นี่เป็นขบวนที่กรุ๊ปทัวร์ต่างประเทศนิยมโดยสารมากที่สุด ทำไมถึงเรียกว่ารถไฮโซ ? เพราะไม่ว่ารถคุณจะชักช้าเสียเวลาแค่ไหน ถ้ามีรถไพร่กระฎมพี (รถเร็วชั้น 3) อยู่ข้างหน้า ไม่ว่ามันกำลังวิ่งทำเวลาได้ดีมากแค่ไหนก็ตาม มันก็ต้องจอดรอให้พวกเราแซงไปก่อน วะฮ่าฮ่า ศักดินาจริงๆ เนื่องจากเป็นรถปรับอากาศที่มีเครื่องยนต์กลไกหลายอย่าง ตู้โดยสารจึงมีน้ำหนักมากที่สุด แต่ก็ทำให้วิ่งได้นุ่มที่สุด
.
ภาพรวม
- รถเร็วชั้น 3 นั่ง พัดลม เป็นรถทางไกลราคาถูกที่สุด ความสะดวกสบายก็น้อยที่สุดเช่นกัน (1 เบาะ / 2-3 คน)
คติประจำใจ กรณีท่านโดยสารคนเดียวและผู้โดยสารแออัดคือ ลุกเสียม้า ! ดังนั้น ควรตีซี้คนที่นั่งข้างๆ สักนิด
ในช่วงเทศกาลหยุดยาว ท่านมีโอกาสเจอตั๋วยืนสูง (ผมเคยยืนจากกรุงเทพ กว่าจะได้นั่งอีกทีก็ถึงพิจิตรมาแล้ว)
.
- รถเร็วชั้น 2 นั่ง พัดลม 1 เบาะ / คน เป็นหนึ่งในชนิดตู้ที่ผมชอบมาก นั่งสบายกว่ารถชั้น 3 อยู่มากพอสมควร
ปัญหาคือ ตู้โดยสารชนิดนี้มีพ่วงเฉพาะรถเร็วและมีอยู่ 1 โบกี้ต่อขบวนเท่านั้น ช่วงเทศกาลก็ต้องแย่งกันหน่อย
เนื่องจากมีประตูปิดเปิด จึงนิยมใช้ตู้โดยสารชนิดนี้คั่นกลาง ระหว่างตู้นั่งชั้น 3 กับรถนอนชั้น 2 ในขบวนรถเร็ว
.
- รถเร็วชั้น 2 นอน พัดลม สำหรับรถเที่ยวกลางคืน เหมาะสำหรับคนต้องการที่ซุกหัวนอนโดยไม่คิดอะไรมากนัก
- รถเร็วชั้น 2 นอน ปรับอากาศ คล้ายๆ กับข้างบน อากาศเย็นสบายกว่านิดหน่อย แต่สภาพรถไม่ได้ดีกว่ากันเลย
สำหรับตู้นอนที่พ่วงในรถเร็ว โปรดทำใจก่อนว่า มันคือตู้นอนเหลือเดนจากรถด่วนที่ผ่านการใช้งานอย่างโชกโชน
มองในแง่ดี อย่างน้อยมันก็อยู่สบายกว่าชั้น 3 และใช้พนักงานการรถไฟเอง เดินขายของกินแทนกองทัพคุณป้า
.
- รถด่วนชั้น 2 นั่ง ปรับอากาศ บริการอาหารกับของว่างฟรีเพราะรวมในค่าตั๋วแล้ว ไม่อนุญาตให้ขึ้นมาขายของ
ปัญหาคือ ตัวโครงสร้าง เป็นรถโดยสารที่มีเครื่องยนต์ในตัวเอง จึงมีแรงม้าจำกัด ปรกติเขาเอาไว้วิ่งบนทางราบ
หลายครั้ง ถ้าสภาพเครื่องไม่สมบูรณ์จะวิ่งขึ้นขุนตาล (ลำปาง - เชียงใหม่) ไม่ได้ (ก็เราดันเอามาวิ่งขึ้นเขาซะนี่)
ครั้งล่าสุดที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ (9/1/48) ยักแย่ยักยันเกือบชั่วโมง จนต้องเอารถด่วนมาช่วยดึง ก็ยังขึ้นไม่ไหว !
.
- รถด่วนชั้น 2 นอน พัดลม / ปรับอากาศ มีบริการตู้เสบียงและรับส่งอาหาร ไม่อนุญาติให้ขึ้นมาขายของเช่นกัน
เรื่องอาหารบนรถไฟ ขอเตือนไว้ก่อนว่าราคาแพง กินไม่ค่อยอิ่ม และรสชาติไม่เอาอ่าวเท่าไหร่ ห่อข้าวไปเองดีกว่า
สำหรับรถด่วนปรกติ จะมีจำนวนตู้นอนพัดลมพ่วงเล็กน้อย ระหว่าง 3 - 5 โบกี้ ที่เหลือจะเป็นตู้นอนปรับอากาศ
ยกเว้น ด่วนพิเศษ "นครพิงค์" จะเป็นตู้นอนปรับอากาศทั้งหมดที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ภายในจะต่างกับรถอื่นๆ
.
- สำหรับตู้นอนชั้น 1 มีพ่วงเฉพาะระดับรถด่วนขึ้นไปเท่านั้น และมีเพียง 1 โบกี้ต่อขบวน เป็นตู้โดยสารแบบปิด
แบ่งเป็นห้องย่อยๆ แต่ละห้องรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 2 ท่าน เหมาะสำหรับผู้ต้องการความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ
.
Epilogue
.
สิ่งที่น่าขัดใจที่สุดในการโดยสารรถไฟชั้น 3 คือ การที่เราซื้อตั๋วล่วงหน้า แล้วมีชาวบ้านโง่ๆ (ขอโทษที่ใช้คำรุนแรง แต่เหลืออดมาหลายครั้งแล้ว) ซื้อตั๋วโดยไม่สนใจเลขที่นั่งที่ระบุเอาไว้ แต่มานั่งที่ของเราเฉยเลยทั้งวงศาคณาญาติ ทั้งที่ รฟท. เปิดบริการจองตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถชั้น 3 มาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว ทำไมระบบการจัดการยังเฮงซวยแบบนี้ ? จะให้ผมโทษผู้โดยสารที่ยังคิดว่าตู้ชั้น 3 นั้น ใครดีใครได้ ถึงก่อนได้นั่งก่อน เหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่หรือ ? (เพราะผมอธิบายเรื่องระบบการจองตั่วล่วงหน้า ให้คนไม่ซ้ำหน้าฟังไม่รู้กี่รอบแล้ว) ถ้า รฟท. ทำอะไรไม่ได้ ก็ยกเลิกระบบการจองตั๋วชั้น 3 เถอะครับ ผมจะได้หยุดบ่นเสียที !

.
แต่ถึงจะบ่นแค่ไหน ผมยังรักที่จะขึ้นรถไฟไทยครับ !
รถแดงเชียงใหม่ : เห็นใจหรือเห็นแก่ตัว ภาค 1
.
เรื่องแปลกแต่จริง
ที่จังหวัดเชียงใหม่ หัวเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศสยาม ไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่เป็นรูปธรรมจนถึงทุกวันนี้ ! นับถึงพฤษภาคม 2548 ระบบขนส่งหลักในเขตเทศบาลยครเชียงใหม่ มีเพียงรถสองแถวหรือรถสี่ล้อรับจ้างหรือที่เรียกติดปากกันว่า "รถแดง" เท่านั้นเอง รถแดงคืออะไร ? รถแดงคือรถกระบะดัดแปลงติดหลังคาตอนท้ายและจัดให้มีที่นั่ง 2 แถว ผ่านการตรวจสภาพบ้างไม่ผ่านบ้าง และ (ถูกอุปโลกน์ให้) เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ (ที่คนเชียงใหม่จะไม่เสียใจเลย ถ้ามันหายไปจากโลกนี้ซะ ยิ่งเร็วยิ่งดี)
.
เพราะอะไร ?
รถแดงคือการรวมระบบขนส่ง 2 แบบเข้าด้วยกัน คือปริมาณผู้โดยสารแบบรถประจำทาง กับเส้นทางไม่ประจำแบบรถแท็กซี่ ผลออกมาเป็นระบบขนส่งที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่งของโลก, รถประจำทางถึงจะแน่นแต่คุณก็รู้เส้นทางที่แน่นอน, รถแท็กซี่ถึงจะแพงแต่คุณก็ได้รับความสะดวกสบายเป็นส่วนตัว, ส่วนรถแดง คุณก็ได้ข้อเสียของรถประจำทางและรถแท็กซี่รวมกันไงล่ะครับ สรุปว่ามันเป็นระบบขนส่งที่มีเอกลักษณ์สมควรอนุรักษ์ในยุคโลกาภิวัตน์อยู่อีกหรือ ? (รถสามล้อถีบยังดูมีค่าควรอนุรักษ์กว่า)
.
ทุกครั้งที่มีข่าวการนำระบบขนส่งมวลชนเข้ามาใช้ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่
สหกรณ์รถแดงจะต้องออกมาปักหลักประท้วงทุกครั้ง ด้วยข้ออ้างยอดฮิต 2 ประการคือ
1. ทับสัมปทานรถแดงและ 2. ทำให้ครอบครัวผู้ประกอบอาชีพขับรถแดงประสบความเดือดร้อน (คนขับรถแดงจำนวนมาก ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยูในเขตจังหวัดเชียงใหม่เลยครับ)
.
ข้อสงสัยเรื่องที่ 1. เส้นทางรถประจำทางใหม่ ไปทับสัมปทานเส้นทางรถแดงเดิม
- คนเชียงใหม่ ถ้าได้เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ช่วยบอกหน่อยครับ ว่าไอ้รถแดงที่วิ่งๆ อยู่น่ะ มันมีสายอะไรบ้าง ? วิ่งผ่านถนนเส้นไหนบ้าง ? ถ้าคุณขึ้นรถแดงที่ "อ้างว่า" มีเส้นทางประจำและมีป้ายติดไว้ว่าไป ม.ช. มีใครกล้าพูดว่า "มันวิ่งไปตามทางนี้ทุกครั้งชัวร์ๆ" บ้างครับ ? มันไม่วิ่งออกไปรับส่งผู้โดยสารนอกเส้นทางแน่นะครับ ? แน่นะ ? งั้นช่วยบอกเส้นทางที่มันวิ่งแบบ "ชัวร์ๆ" เป็นวิทยาทานให้หน่อยสิ
.
ข้อสงสัยเรื่องที่ 2. ผู้ประกอบการรถแดงเดือดร้อนจากการเข้ามาของระบบขนส่งอื่นๆ
- เดือดร้อนเพราะอะไร ? เพราะรถแดงมันเฮงซวยเสียจนถ้ามีระบบขนส่งชนิดอื่นเป็นทางเลือก ทุกคนพร้อมใจเลิกใช้รถแดงแน่ๆ ใช่ไหม ? สหกรณ์รถแดงเรียกร้องให้เห็นใจผู้ประกอบอาชีพรถแดง 2,700 คน แล้วสหกรณ์รถแดงเห็นใจสภาพการจราจรจากจำนวนนักเรียนนักศึกษาในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ทั้งหมด 50,000 คน กับประชาชนที่เดินทางมาทำงานเช้า-เย็นร่วม 300,000 คนหรือไม่ ?
.
กรณีศึกษาคิวรถแดงในมหาวิทยาลัยเชียงใหม
- อดีต ปีแรกที่ ม.ช. มีรถไฟฟ้าให้บริการ พวกรถแดงก็เล่นตัดราคาค่าโดยสารจนรถไฟฟ้าเจ๊ง พอ ม.ช. รวมค่าบำรุงรถไฟฟ้าอยู่ในค่าเทอม (จ่ายเพียงครั้งเดียวตอนปี 1) เหมือนกับนักศึกษาได้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีอยู่กลายๆ รถแดงก็วิ่งเต้นจนกลายเป็นรถร่วมวิ่งบริการกับรถไฟไฟ้าจนได้ ด้วยเหตุผลสวยหรูว่า "รถไฟฟ้ามีไม่พอให้บริการ" แล้ววัตถุประสงค์แรกสุดในการนำเอารถไฟฟ้ามาใช้เพื่อลดมลพิษ ก็ถูกขว้างทิ้งลงถังขยะโดยสิ้นเชิง (เคยออกทีวีด้วยนะ) กลายเป็นรถแดงวิ่งปล่อยไอเสียครอบคลุมมหา'ลัยหนักยิ่งกว่าเก่าเสียอีก เฮ้อ
.
- ต้นปี 2548 ที่ผ่านมา ม.ช. เพิ่มรถไฟฟ้าบริการรับส่งนักศึกษาฟรี ระหว่างฝั่งสุเทพกับฝั่งส่วนดอก ระยะทางไม่เท่าไร แต่มีส่วนที่วิ่งผ่านถนนใหญ่อยู่ 1 กิโลเมตร (ถนนสุเทพ-แยกตลาดต้นพยอม) โดนรถแดงกดดันให้เลิกวิ่งด้วยเหตุผลเดิมๆ ว่า "ทับสัปทาน" เวรกรรม สัมปทานส้นteen๕'าเหวอะไรกันนักหนา รถไฟฟ้าไม่ได้วิ่งข้ามไปส่งคนที่ชุมชนอื่น หรือว่ามีชาวบ้านปลูกหมู่บ้านอยู่กลาง มช.? ทำอย่างกับรถแดงมันให้บริการดี มีวิ่งให้โบกอยู่เยอะนักเชียว คาดว่ารถไฟฟ้าที่เคยวิ่งไป campus แม่เหียะก็คงเลิกไปเพราะเหตุผลนี้
.
สรุป
ถ้าคุณคิดว่า รถแดงก็เหมือนกับรถแท็กซี่ที่คนขับก็จอดรับคนอื่นๆ อีก เพราะที่นั่งมันเหลือ ตามนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาล ก็ขออนุโมทนาที่ท่านเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่มันคงไม่ใช่เหตุผลมัดมือชกไม่ให้มีระบบขนส่งชนิดอื่นเป็นทางเลือกให้ประชาชนครับ เพราะถ้ารถแดงยังเอาแต่ใจตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้จนประชาชนเหลืออดขึ้นมา ตีน 3,000 คู่ คงได้เจอดีกับตีน 300,000 คู่แน่ๆ ครับ
.
Update
กลางเดือนมิถุนายนนี้ เทศบาลนครเชียงใหม่จะเปิดให้บริการรถประจำทางจำนวน 2 (หรือ 3) สายให้ได้ (หลังจากเลื่อนแล้วเลื่อนอีก) ตามแผนการเดิม มีรถประจำทางจำนวน 2 สายที่ผ่านใกล้ๆ บ้านผม และผ่านสถานที่สำคัญทั่วเมืองเชียงใหม่ จนผมสามารถเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวได้เลย แต่รายละเอียดการจัดการเดินรถจะเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ ก็ต้องรอดูว่า รัฐบาล เทศบาล จะมีน้ำยาขนาดไหน
รถแดงเชียงใหม่ : เห็นใจหรือเห็นแก่ตัว ภาค 2
.
งานนี้คงต้องขอเกริ่นย้อนอดีตยาวหน่อยนะครับ เพื่อจะให้ชี้ให้เห็นถึงภาพการกระทำของรถแดงทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างชัดเจน
.
รถเมล์ขวัญเวียงคืออะไร ?
รถเมล์ขวัญเวียง คือ รถโดยสารประจำทางขนาดกลาง ของนาย อำนาจ อักษรวนิช (รู้สึกจะมีพาวเวอร์อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์)
โดยได้ยื่นเรื่องขอสัปทานเดินรถประจำทางจากเทศบาลนครเชียงใหม่ 1 สาย จำนวนรถโดยสารทั้งหมด 15 คัน ได้เลขรถคือ ปอ.10
ซึ่งการขอสัมปทานรถเมล์ดังกล่าวนั้น เป็นหนึ่งในข้อสัญญาที่เจ้าของโครงการให้ไว้แก่ผู้ซื้อยูนิตต่างๆ ในโครงการหมู่บ้านขวัญเวียง
.
เกิดอะไรขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ?
เมื่อ 2 ปีก่อนรถเมล์ขวัญเวียง (เส้นทางเริ่มมาจากหางดง ทางใต้ของเทศบาลนครเชียงใหม่) เปิดให้บริการจำนวน "5 คัน" ย้ำ "5 คัน"
สหกรณ์รถแดงออกมายึดข่วงประตูท่าแพประท้วง พร้อมประกาศเผาบัตรสมาชิกพรรคใครรักใคร (ทำไมต้องพรรคใครรักใคร หือ ?)
ด้วยข้ออ้างเดิมๆ คือผู้ประกอบการรถแดง 3 พันคันและครอบครัวรวม 1 หมื่นคนจะลำบาก จนน้องสาว "นาย.ก" ต้องลงมาคุยด้วย
.
รถเมล์ขวัญเวียงตอนนี้เป็นอย่างไร ?
จากการประท้วงเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ปัจจุบันรถขวัญเวียงต้องเดินรถเพียง 5 คัน จากจำนวน 15 คัน แถมขาดทุนอีกปีละ 2 ล้านกว่า
แน่นอนครับ ทุกวันนี้รถแดงมันก็ยังวิ่งทับสัมปทานรถขวัญเวียงอยู่ดี ! สะท้อนประสิทธิภาพของของสหกรณ์เดินรถล้านนาชัดเจนยิ่ง
ดังนั้น ท่านใดที่บ่นๆ ว่ารถเมล์ขวัญเวียงมีน้อย โปรดไปถามหาความรับผิดชอบจากไอ้พวกรถแดง *** ที่เห็นแก่ตัวกันเอาเองเถิดครับ
.
ขาดทุนขนาดนี้ ทำไมยังทู้ซี้วิ่งต่อ ?
เพราะคุณอำนาจได้รับการขอร้องจาก "ผู้ใหญ่" หลายท่านให้ช่วยทนอีกหน่อย เพื่อเชียงใหม่จะได้พูดว่า "(ตูก็) มีรถเมล์ (นะเฟ้ย)" ได้
เขาจึงยอมทนกับกฏหมู่ของพวกรถแดงที่ไม่ปฏิบัติตามกฏอะไรสักอย่าง (นอกจากเรื่องร้องผลประโยชน์ให้ระบบขนส่งห่วยๆ ของตน)
แม้เขาจะมีเงินทุนจากธุรกิจอื่นๆ ไม่ได้ประกอบอาชีพเดินรถเป็นหลัก แต่เขาก็จะยอมทนแบกรับภาระในส่วนนี้จนถึงปี 2550 เท่านั้น
.
ส่งท้ายด้วยคำพูดจากคุณอำนาจ
"ที่จริงผมให้คำปรึกษาเรื่องเส้นทางกับเทศบาลฯ อยู่ด้วยนะ เดิมเคยจะใช้เส้นทางที่เป็นสัมปทานเดิมของรถเมล์เหลือง แต่ถ้าจะให้เชื่อมกัน จะต้องจัดใหม่ให้เอื้อประโยชน์ในการเดินทางของประชาชน ส่วนเรื่องรถติด ผมว่าที่ทำให้รถติดเป็นรถอื่นมากกว่ามั้ง ? รถเมล์ต้องวิ่งในทาง จอดตามป้าย ไม่วิ่งขวางหรอกครับ แล้วเส้นทางที่ตกลงกันใหม่เหมาะกับขนาดของรถเมล์ที่ไหน อย่างเส้นทางฟ้าฮ่าม ถนนเล็กขนาดนั้นให้รถเมล์เข้าไปวิ่งได้อย่างไร เส้นทางนั้นควรให้รถแดงวิ่งมากกว่า ทำอย่างนี้ยิ่งทำให้รถเมล์บริการประชาชนได้ไม่ดี ไปที่นอกเมืองใครเขาจะขึ้น ขึ้นแล้วต้องมาต่อรถสองแถวอีก ทำไมไม่ปล่อยให้รถเมล์วิ่งเต็มสายในเส้นทางที่ประชาชนต้องการ นี่เส้นทางก็ไม่เอื้อแถมยังตัดตอนที่เข้าเมืองอีก ขาดทุนแน่นอน และประชาชนก็เดือดร้อนยิ่งกว่าเก่า แถมทำลายภาพลักษณ์ของรถเมล์ที่ประชาชนสนับสนุนให้เกิด ถ้าไม่เอื้ออย่างนี้นะ ผมว่าอย่าวิ่งดีกว่า ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาและไม่อยากสนับสนุนรถเมล์"
.
ถ..ถ..ถ..ถูกต้องนะคร้าบบบบบ~
คนเชียงใหม่แทบทุกคน (ยกเว้นไอ้พวกรถแดง) ต้องการให้มีรถเมล์ และเส้นทางนำร่อง 2 เส้น ในฐานะที่ผมเคยเรียนผังเมืองมาบ้าง
ขอบอกว่าสุดยอดมากครับ แล้วของใหม่นี่มันห่าอะไรกัน ? ให้ไอ้พวกรถแดงที่ต่อต้านรถเมล์เป็นคนกำหนดเส้นทางรถเมล์เนี่ยนะ ???
คำเดียวสั้นๆ "ฉิบหายครับ" นี่มันเป็นการวางยาของไอ้พวกรถแดงที่จะทำให้รถเมล์ตายซากชัดๆ (ผมจะลงรายละเอียดต่อในภาค 3)
.
อ้างอิง : พลเมืองเหนือ ปีที่ 4 ฉบับที่ 190
.
โปรดติดตามต่อได้ในรถแดงภาค 3 ว่าด้วยตัวเลขและการดำเนินงานเป็นรูปธรรมแบบจะจะ พร้อมแนวทางเดินรถใหม่ที่เฮงซวยสุดๆ
(แต่หน้าไม่อาย อ้างว่าเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ถุย !) จนไม่สามารถคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ว่า รถแดงมันโครตจะเห็นแก่ตัวเลย
ก่อนจะขึ้นภาค 3 ผมก็ฝากถามอีกทีครับว่า พวกเราควรเห็นใจกิจการที่เห็นแก่ตัวและไร้ประสิทธิภาพ ทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือไม่ ?
เราจะยอมผู้ให้ประกอบการรถแดง 3,000 ครอบครัวสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนในเขตเทศบาล 300,000 ครอบครัว อีกนานเท่าไร ?