Review-Book


.
.
Legends of Final Fantasy
.
เรื่อง................เอกยุทธ์ จรูญลัคนาวณิชย์ (Kyle)
.......................ตะวัน กีรตินวนันท์ (BoN)
.......................ธนสรร คุ้มเสน (mastermune)
.......................ธนกร พิกุลกาตเลิศ (Ultimaweapon)
จำนวน.............248 หน้า
ราคา...............199 บาท
ผู้จัดพิมพ์.........สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ
© 1987-2009..Final Fantasy by SQUARE ENIX Co., Ltd.
.
สารบัญ
.
I The Games
Final Fantasy I - Final Fantasy XIV
.
II The Characters
Cloud เมฆหมอกที่หมองหม่น คลายสู่หนทางจรัสแสง
Genesis จากความฝันในวัยเยาว์ สู่หนึ่งวีรบุรุษชั่วกาล
Sephiroth วีรบุรุษผู้สับสน กับกลฉ้อฉลแห่งชะตากรรม
Squall ราชสีห์พายุคลั่ง สู่ความทรงจำที่สดใส
Vaan หนึ่งยากไร้ สู่สลัดอากาศผู้ยิ่งใหญ่ในตำนาน
Vayne หนึ่งผู้ปกครอง สู่จอมราชันย์ที่แท้จริง

.
III The Summons
The King of the Dragons ราชันย์แห่งมังกร
Hell's Inferno and the Flame of Rebirth เปลวเพลิงจากนรกและสวรรค์
Three Fascinating Femme Fatales สามสาวพราวเสน่ห์
The Conveyors of Lighting ทวยเทพแห่งอัสนีบาต
One Slash Kills All จบสิ้นในดาบเดียว
The Great Sea Serpant อสุราแห่งมหาสมุทร
Strength of the Giants ผู้แบกรับพลังพสุธา
Great Epics from the Great Empires ตำนานแห่งอาณาจักร
The Knights of Round เหล่าอัศวินโต๊ะกลม

.
IV The Facts
รวม 99 เกร็ดเรื่องราวจาก Final Fantasy ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
.
.
ในยุค Final Fantasy ไตรภาคสองกำลังเฟื่องฟูอยู่นั้น เจ้าของบล็อกว่างเว้นจากเกมคอนโซล
โดยกำลังติดลมอยู่กับเกม Transport Tycoon Deluxe บนเครื่อง 486 หน้าจอเขียวๆ อยู่ครับ
ช่วงเวลานั้นกำลังเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองโดยภาษาญี่ปุ่นยังไม่วาบเข้ามาในหัวเลย
ผมจึงสนุกอยู่กับ เกมที่เป็นภาษาอังกฤษ (อ่านเองได้, รู้เรื่อง) บนเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า
ความสนใจในเครื่องเกมคอนโซลก็เริ่มกลับมาอีกครั้งหลังห่างเหินไปตั้งแต่ปลายยุคแฟมิคอม
เมื่อเครื่องเกม PlayStation เดินทางมาเปิดตัวถึงจังหวัดชายแดนหลังเขาตอนผมเรียนชั้น ม.6
(ในยุคนั้น ร้านเกม Super Famicom หน้าโรงเรียนยังอยู่ในช่วงเจริญรุ่งเรืองสุดๆ เลยล่ะครับ)
แต่ด้วยราคาค่าตัวของเครื่องเกม บวกกับใกล้สอบเอนทรานซ์ ความสนใจจึงถูกพักเอาไว้ก่อน
2 ปีต่อมา ราคาค่าตัวของเครื่อง PlayStation ก็ลดลงตามกลไกตลาดจนผมเก็บเงินซื้อเองได้
เกมดังๆ ที่ตอนแรกมีแต่ภาษาญี่ปุ่นก็ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นตามกลไกตลาดเช่นกัน
.
เกม (แน่นอนว่าเป็นแผ่น Copy) ที่ผมเลือกมาพร้อมกับเครื่อง PlayStation เครื่องแรกในชีวิต
ก็คือเกม Final Fantasy VII (Eng) ซึ่งเป็น FF ภาคแรกของไตรภาคบนเครื่อง PS1 นี่เองครับ
เป็น First Impression ที่ยากจะลืม และเป็นจุดที่ทำให้ผมติดตามเกมของค่ายนี้มาโดยตลอด
(แต่เอาเข้าจริงๆ อีกเกมที่ทำให้ผมรู้สึกคลั่งไคล้ไม่แพ้กันก็คือ Xenogears จากค่ายเดียวกัน)
จาก Final Fantasy VII สู่ VIII และ IX ก่อนจะห่างหายไป เมื่อเข้าสู่ยุคเครื่อง PlayStation 2
แล้ววัฏจักรของผมก็วนลูปกลับไปยังเกมบนคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ในยุค Ragnarok Online CB
แต่เวลาผ่านไปกว่าทศวรรษ ผมยังเล่น Final Fantasy ผ่านอีมูเลเตอร์ในเครื่องคอมฯ อยู่ครับ
และความสะดวกสบายของอีมูเลเตอร์ในยุคปัจจุบันก็ทำให้มีโอกาสได้เล่นเกมภาคเก่าอีกด้วย
แต่พอพูดถึงหนังสือเกี่ยวกับเกมในบ้านเราแล้ว ก็มักเจอแต่สูตรโกงหรือสอนให้เล่นแบบเมพๆ
จะหาที่มีเรื่องให้อ่านอย่าง Legends of Final Fantasy ที่รีวิวในเอนทรีนี้ ได้ยากเย็นเหลือเกิน
.
.
The Games ส่วนนี้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการพัฒนาเกม Final Fantasy แต่ละภาคๆ
ไล่ตั้งแต่ Final Fantasy I, II, III (Famicom), Final Fantasy IV, V, VI (Super Famicom)
และ Final Fantasy VII, VIII, IX (PlayStation), Final Fantasy X, XI, XII (PlayStation 2)
ว่ามีเรื่องราวเบื้องต้นอย่างไร ระบบการเล่นเป็นอย่างไร รีเมคไปกี่ครั้งและแตกต่างกันอย่างไร
รวมถึง โครงการพัฒนาเกม Final Fantasy XIII, XIV ในอนาคต (PlayStation 3, Xbox 360)
.
.
The Characters ส่วนนี้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของตัวละครในเกม Final Fantasy 6 ราย
วิเคราะห์เจาะลึกว่าเหตุใดตัวละครจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นจากเกมในภาคหลักและภาคเสริม
ไล่ตั้งแต่ความค้าวของบักคลาวด์จอมอุเคะจาก Final Fantasy VII, VII-AC (movie), VII-CC
และแน่นอนเมื่อมี Cloud ก็ต้องมีคู่ขาอย่าง Sephiroth, Genesis จาก Final Fantasy VII-CC
Squall จาก Final Fantasy VIII ที่ผู้เล่นชายเกลียดสุดๆ แต่ทำให้ได้ผู้เล่นหญิงหน้าใหม่เพียบ
Vaan และ Vayne จาก Final Fantasy XII หนึ่งในภาคที่ได้คะแนนล้นหลาม จากหลายสำนัก
.
.
The Summons ส่วนนี้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรื่องเล่าหรือตำนานของสัตว์มายาภายในตัวเกม
ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จากตำนานเรื่องไหนบ้าง แล้วของจริงเป็นอย่างไร ถูกดัดแปลงอย่างไร
ตำนานแต่ละอันมีเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร แต่ละเรื่องมีความหมายหรือความนัยอย่างไรบ้าง
แถมด้วย The Facts 99 ข้อสั้นๆ เกี่ยวกับ Final Fantasy หลายมุมมองที่อาจไม่เคยรู้มาก่อน
.
ส่วนที่ชอบ
- บทความส่วนที่หนึ่ง นำเสนอข้อมูลทางกายภาพของ Final Fantasy แต่ละภาคได้ละเอียดดี
สามารถนำไปใช้เป็น reference หรือหนังสืออ้างอิงในการทำงานต่อเนื่องอื่นๆ ได้อย่างสบาย
- บทความส่วนที่สอง ทำได้ดีมากๆ กับสำนวนการเขียนสนุกสนานน่าอ่านจนวางหนังสือไม่ลง
โดยเฉพาะตัวละครภาค VII ซึ่งเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งภาคหลักและภาคเสริมได้ละเอียดยิบถึงใจ
- บทความส่วนที่สาม ก็รวมประวัติ ตำนาน เรื่องเล่า ที่เกี่ยวข้องกับ Summon ได้ครอบคลุมดี
จนแทบไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นแล้ว เป็นความรู้รอบตัวที่อ่านเล่นได้เพลินดีครับ
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- คำทับศัพท์หลากหลายจากภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ ซึ่งมันก็ถูกต้องทั้งหมดแหละครับ
แต่ไปเจอคำๆ เดียวกัน ทับศัพท์ 2 แบบอยู่ในบรรทัดติดๆ กัน ก็ทำให้ตอนอ่านรู้สึกสะดุดนิดๆ
- บทความส่วนที่สอง ทำได้ดีมากๆ จนรู้สึกว่าตัวละครที่หยิบมาเขียนมีจำนวนน้อยเกินไปครับ
ส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับ FF ยุคหลัง (VII, VII-CC, VIII, XII) แฟนๆ ยุค 8 บิท อาจผิดหวังนิดๆ
.
ประเด็นเก็บตก
- แม้เป็นหนังสืออ้างอิงเรื่องเกม แต่ร้านค้าส่วนใหญ่จัดหนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวด "วรรณกรรม"
แถมเมื่อดูหน้าปกแล้ว พนักงานแทบทุกสาขา ก็จะส่งตรงไปยังหมวดวรรณกรรมเยาวชนทันที
.
.
.

ของแถมท้ายรีวิว
.
.
College Saga
.

.
หากไม่นับเอนทรี ระลึกอดีตกับหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2] [ตอนที่ 3]
ถือว่าหมวดรีวิวหนังสือค่อนข้างอาภัพเอาการเชียวครับเพราะ จขบ. มีเวลาอ่านหนังสือน้อยลง
ซีรีส์ Kunimitsu no Matsuri ครึ่งหลังก็ถูกดองเอาไว้ จนกว่าจะถึงการเลือกตั้ง ส.ส. รอบหน้า
แต่ไม่ต้องห่วงครับ สิ้นปี พ.ศ. 2554 ก็ถึงเวลาเลือกตั้งรอบใหม่แล้ว (หรืออาจเร็วกว่านั้นก็ได้)
สำหรับเนื้อหาในเอนทรีนี้ จะเป็นการรีวิวหนังสือการ์ตูนของ "ภูภู่ฯ" บล็อกเกอร์ชื่อดังท่านหนึ่ง
ซึ่งผลงานที่เขาทำนั้น กลายเป็น Forward mail มากเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเลยทีเดียว
.
.
บั่นทอนปัญญาสามัญประจำบ้าน
.
เรื่อง
           ภูภู่ฯ
ภาพ           ณัฐพล อยู่วิทยา
จำนวน       192 หน้า
ราคา          45 บาท
ผู้จัดพิมพ์    สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์
© 2009      by Phupu / Cartoon Thai Studio
.
สารบัญ
.
1. Introduction
2.
ข้าคือมนุษย์แซงคิว
3.
72 ชม. เชียงรายและพะเยา
4.
ทฤษฎีสินค้าลดราคา
5.
ไปเดินห้างมาครับพี่
6.
ประสบการณ์สยอง...(มั้ง)
7.
นางฟ้า M-78 / บันทึกถึงตัวฉันในปี 2551
8.
ขอบคุณครับ / ค่ะ
9.
มองโลกในแง่ดี
10.
รูนรก กาจั๊วะยกล้อ
11.
ตบไข่ตรวจยาเสพย์ติด
12.
วิธีการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว
13.
วี้~~~กรอ กรอ กรอ~~~วี้
14.
ปิดเทอมใหญ่...เอ่อ...ร้อนรุ่ม
15.
เมื่อไหร่จะมีเมีย
16.
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าน้องสาว
17.
ซื้อเสื้อมือสองอย่างไรให้ lnW
18.
ธรรมชาติกลั่นแกล้ง
19.
พิษณุโลก
20.
สถานะผิดปรกติ (Debuff) ในชีวิตจริง
21.
จอห์นแรมบี้ กับวิธีเอาตัวรอดในวันสงกรานต์
22.
คือว่าเรื่องมันมีที่มา
23.
Super Mother Return

.
.
ส่วนที่ชอบ
- โดยส่วนตัว ผมชอบอ่านแบบหนังสือนี่แหละครับ เพราะบางครั้งขี้เกียจค้นหาในอินเตอร์เน็ต
เรื่องเด็ดๆ มากมายหลายเรื่อง ทั้งประเด็นส่วนตัวและประเด็นส่วนรวมที่ผสมผสานได้น่าสนใจ
- มุขเจ็บแสบแปลบปลาบโดนใจเปรี้ยงๆ สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาพอสมควร
มุขกัดความไร้ระเบียบวินัยที่พบเห็นทั่วไปในสังคม ช่วยระบายความเครียดแก่คนอีกกลุ่มได้ดี
.
ส่วนที่ไม่ชอบ
- การเรียงลำดับตอน และประเด็นส่วนตัวบางตอน ที่ดูกระโดดๆ ไปมา ไม่ค่อยเข้ากันแปลกๆ
- เสียดายผลงานเจ๋งๆ ในโลกไซเบอร์อีกหลายชิ้น ซึ่งไม่ได้นำมารวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย
(อาจเป็นเพราะมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ต้องการทำดีๆ เล่มเดียวไปเลย, ดูยอดขายก่อน
จำนวนหน้ากระดาษต่อเล่มมีจำกัด, ผลงานเจ๋งๆ ที่ถูกใจชาวประชานั้นเสี่ยงคุกไปหน่อย ฯลฯ)
.
ประเด็นเก็บตก
- สาวแว่นสุดยอด !
.
.
.

ของแถมท้ายรีวิว
.
.
"ภูภู่ฯโฟนอิน"
.
อ้างอิง
- Phuphu's Blog
.

.
ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.1 - 2 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวของมานะ มานี ปิติ ชูใจและผองเพื่อนในระดับชั้นนี้ เป็นเรื่องพื้นๆ ใช้คำง่ายๆ สั้นๆ
ในตอนที่ 2 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.3 - 4 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวในระดับชั้นนี้ จะมีรายละเอียดเนื้อหามากกว่าเดิม รูปประโยคก็มีความยาวกว่าเดิม
ในตอนที่ 3 จะกล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.5 - 6 ล่ะครับ
ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้ จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้น รู้ความอะไรๆ มากขึ้น
"ความแฟนตาซี" ช่วงวัยเด็กในตอนที่ 2 หายไป, "ความจริง" ของชีวิตที่โหดร้ายเข้ามาแทนที่
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 1
.
บทที่ 1 ทุ่ม - โมง
เปิดเทอมใหม่แล้ว พวกเด็กๆ เติบโตสูงใหญ่ขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ สมคิดนั่งหาวหวอดที่โต๊ะ
พลางแก้ตัวกับเพื่อนๆ ว่า ตอนหยุดเทอมไปอยู่กับปู่ที่ภูเก็ต ทำตัวสบายเกินไปจนติดเป็นนิสัย
สามทุ่มก็เข้านอน สองโมงเช้าจึงตื่น ปิติฟังแล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าทำไมจึงเรียกว่าทุ่มหรือโมง
เขาคิดว่าชูใจน่าจะรู้ แต่ชูใจกำลังรู้สึกหงุดหงิดเพราะคิดเลขไม่ออก จึงทำท่ากระฟัดกระเฟียด
จนปิติได้หนังสือ "นิทานโบราณคดี" ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจากห้องสมุด
และเกิดการเสวนาว่า สมัยนี้ไม่ใช้ฆ้องและกลองบอกเวลาแล้ว ทำไมจึงยังใช้ทุ่มกับโมงอยู่ล่ะ
สิ่งใดที่ยังใช้ได้ดีมีประโยชน์ และยังหาของใหม่แทนที่ให้ดีกว่าเดิมไม่ได้ ก็อย่าเปลี่ยนแปลง
สิ่งใดที่มีของใหม่ใช้ได้ดีกว่า ก็ควรจะเปลี่ยนแปลง ฉันคิดว่าทุ่มโมงนี้ยังดีอยู่ อย่าเปลี่ยนเลย
แล้วดวงแก้วก็ชี้ไปที่หลังห้องว่า ไม้กวาดนั่นเก่าแก่กะรุ่งกะริ่งทำไมไม่คิดจะเปลี่ยนใหม่เสียที
[เริ่มฝึกอ่านและจำ คำที่มักอ่านผิดเพราะแยกพยางค์ไม่ถูก]
.
บทที่ 2 จำกับจด
เย็นวันเสาร์ ปิติจูงเจ้านิลไปเที่ยวบ้านวีระ วีระกับเพชรบรรจุน้อยหน่าดิบลงในเข่งเสร็จสิ้นพอดี
วีระถามอายุเจ้านิล ปิติบอกว่าจำไม่ได้ แต่เขาจดลงสมุดไว้แล้ว วีระจึงบอกให้จดในสมองบ้าง
เพราะถ้าจดหรือจำสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ก็นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ จะเสียเวลาจดและจำไปเปล่าๆ
หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่อง "นามปากกา" ว่าคืออะไร ไปจนถึงเหตุผลต่างๆ ที่ผู้คนใช้นามปากกา
[เริ่มฝึกอ่านคำคล้องจองและการเว้นจังหวะในบทร้อยกรอง]
.
บทที่ 3 เกาะหนู เกาะแมว
มานีได้รับจดหมายจากเพ็ญสิริ เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่สงขลา โดยจดหมายฉบับนี้
เขียนเล่าเรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว อ่านจบ เพื่อนๆ ก็สงสัยว่าสุนัขตอนต้นเรื่องหายไปไหน
.
บทที่ 4 ปณิธานของฉัตร
ปิติได้รับจดหมายจากฉัตร เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่เพชรบุรี เล่าถึงหมู่บ้านหุบกะพง
อำเภอชะอำ ที่พระบาทสมเด็กจพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดสรรที่ดินทำกินให้
ฉัตรเล่าว่า มีความสุขเวลาอยู่กับดินและต้นไม้มาก ทำให้เขานึกถึงหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร
ผู้เพาะพันธุ์แตงโมบางเบิด ที่อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ และได้รางวัลแมกไซไซด้วย
[เป็นบทที่ทำให้ผมชอบกินแตงโมไปพักใหญ่ๆ]
[เริ่มฝึกการเขียนจดหมาย คำขึ้นต้น คำลงท้าย]
.
บทที่ 5 สินสมุทร
มีเด็กนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่ชื่อว่าสินสมุทร วีระจึงเปิดหนังสือเล่าเรื่องสินสมุทรให้เพื่อนๆ ฟัง
และเกิดการเสวนาว่า สินสมุทร ควรอยู่กับพระอภัมณีหรืออยู่กับแม่หรือมีทางเลือกอื่นหรือไม่
[บทนี้แอบแฝงการตัดสินใจของเด็กเล็กๆ ที่ครอบครัวต้องแยกทางกันอย่างเจ็บปวดมากครับ]
.
บทที่ 6 บางระจันรำลึก
ชูใจอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เรื่องชาวบ้านบางระจัน เผลอหลับไป เอาเรื่องไปฝันเป็นตุเป็นตะ
ตั้งแต่ พระอาจารย์ธรรมโชติพรมน้ำมนต์ จนถึงดวลกับโจรในสถูปร้างที่เคยผจญภัยตอนเด็กๆ
.
บทที่ 7 น้ำบ่อน้อย
มานีกล่าวตำหนิว่าสกปรก เมื่อเห็นปิติแลบลิ้นเลียกาวที่ฝาซองจดหมายที่เขาจะส่งไปให้ฉัตร
ปิติเถียงกลับว่า ประโยชน์ของน้ำบ่อน้อย มานีไม่รู้อะไร พระฤาษียังแนะนำให้หนุมานใช้เลย
มานียืนยันว่า การเลียกาวปิดซองจดหมายมันไม่น่าดูเลย ควรจะใช้น้ำทากาวปิดซองมากกว่า
ปิติก้มศีรษะรับคำอย่างล้อเลียน ว่าต่อไปนี้กระผมไม่แลบลิ้นเลียซองจดหมายแล้วละครับผม
แล้วมานีก็ขอให้ปิติช่วยเล่าเรื่องน้ำบ่อน้อย ปิติจึงเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตอนหนุมานเผากรุงลงกา
.
บทที่ 8 เที่ยวน้ำตก
วันนี้พวกเด็กๆ รวมถึงจันทรมาเที่ยวน้ำตก เนื่องจากไกลหมู่บ้านพอสมควรจึงไม่ได้มาบ่อยนัก
มานีมองเบื้องล่างเห็นเรือกสวนไร่นาเขียวชอุ่ม พื้นที่ที่เคยว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยผักนานาชนิด
คุณทวีป เกษตรอำเภอที่พวกเด็กๆ รักใคร่นับถือเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือชาวบ้านเพิ่มพูนรายได้
ทำให้ราษฎรในแถบอื่นๆ อพยพมาอยู่บริเวณเชิงเขามากขึ้น ปลายปีที่แล้วก็มีงานมงคลสมรส
ระหว่างคุณทวีปกับครูไพลิน จากนั้นปิติกับมานีเริ่มพูดคุยถึงครอบครัวในอนาคตของแต่ละคน
เพื่อนๆ คนอื่นทยอยขึ้นมาถึงด้านบน ชูใจประคองจันทรขึ้นมา เจ้านิลกินน้ำจนถุงข้าวเกือบตก
เล่นน้ำสักพักฝนโปรยปรายลงมา เด็กๆ ไปหลบฝนใต้ชะง่อนผาก่อนกลับบ้านอย่างเบิกบานใจ
[เริ่มฝึกการเขียนร้อยแก้วเป็นร้อยกรอง การฝึกเขียนรายละเอียดให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม]
.
บทที่ 9 เพลงเกี่ยวข้าว
วันอาทิตย์กำนันจะเกี่ยวข้าวและนิมนต์สมภาร พระ เณร ที่วัดมาฉันเพลที่บ้าน เพื่อนบ้านรู้เข้า
ก็ตั้งใจไปลงแขกเกี่ยวข้าวด้วยน้ำใสใจจริงเป็นจำนวนมาก เพราะว่ากำนันเป็นคนมีอัชฌาสัยดี
ก่อนวันงาน กำนันมาปรารภกับป้าสะใภ้ของวีระว่าอยากได้แม่งานทำข้าวปลาอาหารเลี้ยงแขก
ป้าสะใภ้รับอาสาอย่างยินดี วีระขี่จักรยานไปแจ้งข่าวให้เพื่อนๆ ทราบ เพราะนานทีปีหนถึงจะมี
ยายของปิติเล่าว่าก่อนนี้มีการลงแขกช่วยเหลือการงานกันเสมอ แต่สภาวะข้าวยากหมากแพง
คนส่วนใหญ่ขัดสนยากจน จำเป็นต้องดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอดก่อน
การคบค้าสมาคมและช่วยเหลือเจือจุนกันจึงลดน้อยลงมาก ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องพึ่งพากัน
[เริ่มสอนให้รู้จักการเล่นคำในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ ว่าจะต้องอ่านเนื้อหาภายในประกอบด้วย]
.
บทที่ 10 ยิ้มพิมพ์ใจ
วันนี้บ่ายสอง ครูพานักเรียนไปวัดและอาราธนาพระอาจารย์ปุญฺญธมฺโมมาบรรยาธรรมะให้ฟัง
ท่านคุยถึงเรื่องยิ้มพิมพ์ใจ ยิ้มเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แต่มีคุณค่ามาก และต้องเป็นยิ้มที่จริงใจ
[เริ่มสอนการอ่านจุดใต้พยัญชนะในชื่อพระหรือบทสวดมนต์]
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2
.
บทที่ 11 เยาวชนคนดี
ปิติได้รับการคัดเลือกจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ (นพค.) เป็นตัวแทนเยาวชนระดับจังหวัด
ไปร่วมงานชุมนุมเยาวชนที่กรุงเทพฯ ปิติรู้สึกตื่นเต้นมาก และซักซ้อมกิจกรรมไว้หลายอย่าง
พวกผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ต่างซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่เอี่ยมที่จำเป็นแก่ปิติ จนเขาตื้นตันใจมาก
เมื่อถึงกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ นพค. พาเยาวชนไปทัศนศึกษาตามที่ต่างๆ สนุกสนานเพลิดเพลิน
และให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ชาติอยู่รอดปลอดภัย
สิ่งที่ปิติประทับใจที่สุดคือการได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช
ถึงวันสุดท้าย ปิติได้รับรางวัลที่สองประเภทบุคคล และรางวัลขวัญใจอันดับหนึ่งประจำงานปีนี้
.
บทที่ 12 เกียรติศักดิ์นักรบไทย
วีระกับมานะกำลังทำหมวกปีกทรงสูงมียอดแหลมอย่างขะมักเขม้นเพื่อใช้ประกอบนิทรรศการ
เจ้าพระยาจักรีหรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี
ชูใจเปิดอ่านหนังสือ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ทรงประพันธ์เกี่ยวกับพระยาจักรีไว้เป็นโคลงสี่สุภาพ
.
.....ทัพอะแซหวุ่นกี้..........มารอน รานแฮ
สองฟากฝั่งสาคร.............ค่ายล้อม........
พลสามหมื่นสลอน...........ดูดาษ............
ปรปักษ์แห่ห้อม...............แม่น้ำลำแคว...
.
[เป็นบทกลอนที่ค่อนข้างยากพอสมควร และกลอนบรรทัดแรกผมยกให้เป็นบทกลอนอันที่ 4
ต่อจากม้าแก่ ไม้ม้วน สุดสาคร ซึ่งฝังอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของคนรุ่นนั้นอย่างแน่นอนครับ
]
[มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ ท้าวเทพสตรี ใน ป.4 เล่ม 2 มาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี ใน ป.5 เล่ม 1]
[ฝึกสังเกตและพิจารณาโคลงกลอนที่มักแยกคำ ตัดสระ ตัดคำ สลับที่ของคำ, คำคล้องจอง]
.
บทที่ 13 บุญบั้งไฟ
ดวงแก้วได้รับจดหมายจากบุญโฮม เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่มหาสารคาม
เธอเดาว่าเพื่อนๆ ของดวงแก้วต้องสงสัยเรื่องชื่อเธอแน่ๆ จึงอธิบายว่าบุญโฮมแปลว่าบุญรวม
บุญโฮมเล่าถึงประเพณีบุญบั้งไฟ เทียบกับการปล่อยจรวดของอเมริกา (!) และงานเส็งกลอง
[การอ่านและเขียนวันเดือนปีแบบไทยด้วยเครื่องหมายไปยาลน้อย]
.
บทที่ 14 กรรมของนายประกัน
ครูไพลินคลอดบุตรแล้วเป็นหญิง พวกเด็กๆ พูดถึงเรื่องเพลงกล่อมเด็ก ปิติจำได้แต่ท่อนแรก
ที่ขึ้นต้นด้วย เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก สมคิดได้ฟังแล้วก็สงสัยว่าทำไมไม่ฟักเอง
ย่าของชูใจยกถาดมันเทศเผามาให้กินพอดี จึงเล่านิทานว่าทำไมกาจึงต้องเลี้ยงลูกนกกาเหว่า
.
บทที่ 15 ไทยช่วยไทย
ชูใจได้รับจดหมายจากศรีอร เพื่อนทางไปรษณีย์จากโรงเรียนที่แม่ฮ่องสอน เขียนมาไม่มาก
เพราะศรีอรพึ่งหนีภัยน้ำป่ามาพักพิงที่ศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาที่ดอยแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง
พวกเขาติดอยู่นาน จนวันที่ห้ามีเรือหางยาวเอาอาหารและยา ซองจดหมายและแสตมป์มาส่ง
พวกเด็กๆ จึงช่วยกันคิดเขียนคำขวัญเชิญชวนให้บริจาคสิ่งของแก่ผู้ประสบภัยไว้ที่โรงอาหาร
โดยครูใหญ่ประสานงานกับทางอำเภอให้ช่วยหากล่องและลังมาใส่สัมภาระที่ได้รับบริจาคมา
.
บทที่ 16 ศึกถลาง
พวกเด็กๆ แสดงละครศึกถลางที่โรงเรียน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร
ปิดท้ายด้วยเพลง ไทยรวมกำลัง เป็นหนึ่งในเพลงชาตินิยมที่โรงเรียนนิยมมากในช่วงเวลานั้น
[รูปแบบบทนี้ กลายเป็นต้นแบบผลงาน Fanfic Final Fantasy VIII ของผมในอีกสิบปีต่อมา]
.
บทที่ 17 เฒ่าเจ้าปัญญา
มานีเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด พบหนังสือแปลกชื่อราชาผู้ชอบเรื่องโกหก จึงหยิบมาอ่าน
เกี่ยวกับราชาที่ชอบฟังเรื่องโกหก ประกาศว่าใครเล่าเรื่องโกหกได้ถูกใจ มีรางวัลให้อย่างงาม
แต่คนแล้วคนเล่า ไม่มีใครเล่าเรื่องโกหกให้ราชายอมรับได้ จนถูกเฆี่ยนหลังลายไปตามๆ กัน
สุดท้าย มีตาแก่คนหนึ่งจูงลามาบอกว่า ราชาขโมยทองของตนไปหลายลัง ราชาบอกว่าโกหก
ตาแก่บอกว่า ราชาเชื่อว่าเป็นเรื่องโกหกเช่นนั้นจงตกรางวัลแก่ข้า ราชาไม่ยอมแพ้ พูดใหม่ว่า
เออ ข้านึกได้แล้วว่าขโมยทองของเจ้าไปหลายลังจริง ตาแก่บอกว่าราชายอมรับแล้วว่าขโมย
ดังนั้นเอาทองคืนเร็วๆ ข้าจะรีบเดินทาง ราชาเสียรู้ สั่งให้เอาทองบรรจุลังแล้วรีบๆ ไล่ตาแก่ไป
.
บทที่ 18 หลงเชื่อ
บ้านหลังเล็กๆ ที่ปลูกอยู่ใต้ต้นไทรริมสระน้ำหลังบ้านปิติ เป็นบ้านของแม่ม่ายชื่อว่า นางสร้อย
นางสร้อยมีลูกห้าคน ลูกคนโตจบชั้น ป.6 แล้ว ก็ออกมาช่วยแม่ทำมาหากินอย่างขยันขันแข็ง
ครอบครัวของปิติให้ความช่วยเหลือครอบครัวนางสร้อยมาตลอด จนเธอให้ความเคารพนับถือ
หลังบ้านนางสร้อยเป็นทุ่งหญ้า ปิติชอบพาเจ้านิลไปกินหญ้าที่นั่น ก็สังเกตเห็นหญิงชายคู่หนึ่ง
อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางสร้อย ไปมาหาสู่ที่บ้านนางสร้อย ปิตินึกว่าเป็นญาติจึงไม่ได้สนใจ
วันหนึ่ง ปิติเลิกเรียนกลับถึงบ้าน เห็นนางสร้อยนั่งร้องไห้อยู่กับยาย พอเห็นปิติก็น้ำตาฟูมฟาย
เล่าเรื่องให้ฟังยืดยาวว่า นางไม่รู้จักว่าสองคนนั้นมาจากไหน เอาเงินมาให้นางสร้อยหลายครั้ง
แรกๆ นางสร้อยไม่ยอมรับ แต่สุดท้ายก็หลงคารมเพราะเขาพูดเก่งมากจนเกิดความน่าเชื่อถือ
เขาชวนนางสร้อยไปทำงานโรงงานเครื่องกระป๋อง นางสร้อยตายใจให้ลูกชายคนโตไปทำงาน
พอทำงานได้ครบเดือน ก็ส่งเงินมาทางธนาณัติ เป็นจำนวนถึงสามพันบาท นายสร้อยดีใจมาก
.
นางสร้อยเตรียมขายบ้านอพยพไปทำงานกับลูก พอดีเมื่อเช้าลูกของนางกลับมาอย่างร้อนรน
บอกว่าโรงงานนั้นแท้จริงแอบผลิตเหรียญกษาปณ์ปลอม ลูกนางสร้อยเกลียดงานผิดกฏหมาย
เมื่อคืนเขาหาช่องทางหนีออกมาได้ ยามไล่ตามมาสามคน ตำรวจเห็นจึงเข้ามาระงับเหตุการณ์
ยามตีหน้าตายใส่ร้ายว่าลูกนางสร้อยขโมยของ โชคดีที่ตำรวจรู้มาบ้างว่าเจ้าของโรงงานทุจริต
เมื่อฟังเรื่องจากลูกของนางสร้อย จึงใช้วิทยุขอกำลังเสริมล้อมโรงงานจับของกลางได้ทั้งหมด
นางสร้อยกลัวว่า หน้าม้าสองคนจะตามมาล้างแค้นลูกชาย ปิติจึงรับว่าจะไปปรึกษานายอำเภอ
เกษตรอำเภอพาไปพบสารวัตรใหญ่ ไม่ช้าก็ทราบข่าวตำรวจทางกรุงเทพฯ จับกุมได้หมดแล้ว
เลิกเรียนวันหนึ่งปิติบอกว่าวันนี้ยายทำปลานิลชุบแป้งทอดกับน้ำจิ้มรสเด็ด ทุกคนตามไปทันที
ปิติหันมาถามว่า เธอไม่คิดหรือว่า นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อนๆ พากันหัวเราะและตอบว่า
เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่พวกเราเชื่อ เพราะเธอมีปลานิล และมียายที่ทำอะไรให้เรากินจริงๆ

.
บทที่ 19 ปลามหากาฬ
พวกเพื่อนๆ ตกลงพาชูใจไปฝึกว่ายน้ำในแม่น้ำ ระหว่างที่กำลังสนุก จันทรก็ร้องขึ้นมาสุดเสียง
เพชรรีบวิ่งไปยังกอหญ้ารกๆ ริมน้ำที่จันทรยืนอยู่ แล้วขว้างฉมวกทันที น้ำแดงฉานด้วยสีเลือด
ปรากฏว่าเป็นปลาชะโดดุร้ายตัวใหญ่ จันทรแวะทำแผลที่บ้านปิติ ส่วนเพชรก็ได้อาหารมื้อเย็น
.
บทที่ 20 ความสามัคคี
เกิดเหตุนักเรียนห้อง ป. 5/1 กับ ป. 5/2 เกิดความบาดหมางกัน จากการประกวดแปลงเกษตร
โดยในเช้าวันหนึ่ง แปลงพืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับของห้อง ป.5/1 ล้มหักเสียหายทั้งหมด
เพื่อนคนหนึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นการกลั่นแกล้งของนักเรียนห้อง ป.5/2 ที่มีแปลงอยู่ติดกัน
และพืชพันธุ์เป็นรองพวกเขาเพียงนิดเดียว ถ้าห้อง ป.5/1 ไม่มีงานส่ง ป.5/2 ต้องชนะแน่นอน
นักเรียนห้อง ป.5/2 ปฏิเสธ จึงถูกหาว่าปากแข็งจนเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ปิติและหัวหน้าชั้น
ไปสอบถามภารโรง ภารโรงก็ไม่รู้ว่าใครทำ ควรจะช่วยกันสืบหาสาเหตุก่อน ไม่ควรด่วนปักใจ
ครูประจำชั้นปลอบโยนไม่ให้เสียใจ และกำชับให้ภารโรงคอยดูแลแปลงเกษตรของทุกๆ ห้อง
แต่นักเรียนหลายคนจ้องจะทะเลาะไม่เลิก แถมยังลามปามไปถึงครูประจำชั้นห้อง ป.5/2 ด้วย
ปิติกลับไปสำรวจแปลงเกษตรอีกครั้ง พบขนสัตว์ที่หนามกุหลาบ และการกลบเกลื่อนร่องรอย
หลังเลิกเรียน ปิติชวนเพื่อนไปแอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มีเด็ก ป.1 เดินมาสองคน
คนหนึ่งพูดว่า "เอ็งรู้ไหมเขาทะเลาะกันใหญ่ ข้าชอบใจจัง เดี๋ยวข้าจะทึ้งต้นไม้ของพวก ป.5/2
พรุ่งนี้เขาจะได้ทะเลาะกันอีก สนุกดี
" เพื่อนของปิติจึงออกไปจับตัวเอาไว้และให้เล่าความจริง
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 1
.
บทที่ 1 น้องของปิติ
พวกเด็กๆ เริ่มรู้สึกว่าเวลาที่จะเล่นหัว หรือสนุกสนานกับเรื่องไร้สาระเช่นแต่ก่อนน้อยลงเรื่อยๆ
วีระกับมานะสำเร็จชั้นประถมศึกษาแล้ว เตรียมศึกษาต่อชั้นมัธยม พวกเด็กๆ จึงห่างเหินกันไป
น้องปิติอายุ 5 ขวบ ตามยายไปฟังเทศน์ที่วัด แล้วสัปหงกโงกเงกจนเคลิ้มหลับตามประสาเด็ก
พอยายบอกให้ทำตามคำพระเทศน์ น้องปิติก็เลยปฏิบัติตามแบบผิดๆ เพราะฟังมาไม่จบความ
[ฝึกอ่านออกเสียงพยัญชนะที่ออกเสียงใกล้เคียงกัน, ภาษาแต่ละท้องถิ่นที่เรียกแตกต่างกัน]
.
บทที่ 2 คำอำลา
วันนี้ มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถม 6 ประจำปี พ.ศ. 2526
.
.....จำใจจำจากโอ้.......จำลา.............
ไกลห่างสถานศึกษา.....หม่นเศร้า.......
เคยเรียนเล่นทุกครา.....แสนสุข ยิ่งเอย
ฝังจิตคิดค่ำเช้า............หมั่นตั้งกตัญญู
.
ครูอาจารย์ยิ่งล้ำ...........พระคุณ........
สอนสั่งทั้งการุณย์.........ทั่วหน้า.........
เป็นศิษย์ท่านมีบุญ........เหลือเอ่ย......
จนตราบสิ้นดินฟ้า.........ไป่ได้ลืมเลือน
.
เพื่อนเอยต่อแต่นี้..........จำไกล กันนา
ทั้งรุ่นน้องอาลัย............ยิ่งล้น..........
คืนวันล่วงลับไป............เหินห่าง.......
ถึงจักลาลับพ้น.............อย่าร้างไมตรี
.
[น่าจะเป็นบทกลอนอันที่ 5 ที่ฝังอยู่ในใจหลายคนต่อจากม้าแก่ ไม้ม้วน สุดสาคร พระยาจักรี]
.
บทที่ 3 ประธานนักเรียน
โรงเรียนเปิดเรียนภาคต้นได้เดือนเศษๆ มานี ชูใจ ดวงแก้ว จันทร ปิติ สมคิด อยู่ห้องเดียวกัน
เพชรเรียนชั้น ป.5 วีระไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำอำเภอ มานะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
เพราะลุงกับป้าของมานะไม่มีบุตร จึงขอให้มานะไปอยู่เรียนหนังสือด้วย ส่วนทางโรงเรียนนั้น
มีการเลือกตั้งประธานนักเรียนใหม่ ป้ายโฆษณาหาเสียงเริ่มเต็มโรงเรียนตลอดช่วง 2 สัปดาห์
หัวหน้าชั้นของปิติได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน (เป็นตัวละครที่จะมีชื่อเรียกอยู่ในเล่มที่ 2)
.
บทที่ 4 แรกนาขวัญ
มานะเขียนจดหมายมาแสดงความยินดีที่มานีได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง ได้เป็นรองประธาน
มานะยังเล่าเรื่องพิธีแรกนาขวัญที่สนามหลวง การเสี่ยงทายพระโค การแย่งเมล็ดข้าวเปลือก
.
บทที่ 5 ฤาษีแปลงสาร
เรื่องราวของพระรถ-เมรี กับพระฤาษีที่แปลงสารเพื่อช่วยเหลือพระรถเสน ลูกของนางสิบสอง
มานีถามว่า พระฤาษีเปิดจดหมายนางยักษ์ออกอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เสียมารยาทหรือ
ยายตอบว่า เป็นธรรมเนียมที่ผู้ใหญ่ต้องสอดส่องดูแลทุกข์สุขของผู้น้อย เมื่อพบทุกข์ก็ปัดเป่า
ถ้าพระฤาษีไม่เปิดสารอ่านดูและแก้ไข พระรถเสนก็ตายไปแล้ว จะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ไม่ได้
[เป็นละครไทยจักรๆ วงศ์ๆ เช้าวันอาทิตย์เรื่องต้นๆ ที่ผมพอจะจำความได้ในช่วงเวลานั้นครับ]
.
บทที่ 6 ขุนดาบผู้เกรียงไกร
เรื่องของพระยาพิชัยดาบหัก, ตั้งแต่วีระขึ้นเรียนชั้นมัธยมก็ไม่ค่อยได้พบหน้าเพชรเท่าไรแล้ว
ได้ยินแม่เขาบอกว่า เพชรย้ายไปรับล้างจานที่ร้านใหม่ รายได้ดีกว่าเดิม บางวันได้ถึงสองร้อย
.
บทที่ 7 พระมหากรุณาธิคุณ
ข่าวแพร่สะพัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เสด็จพระราชดำเนินยกช่อฟ้าพระอุโบสถหลังใหม่
ครูใหญ่แจ้งให้ทราบว่า โรงเรียนได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงร่วมกับโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ
ครูไพลินออกความเห็นว่า การแสดงประเภทฟ้อนรำ แสดงมามากแล้ว น่าจะเปลี่ยนการแสดง
เป็นการอ่านทำนองเสนาะ คณะกรรมการตัดสินใจให้แต่ละห้อง ส่งตัวแทนที่ดีที่สุดมาหนึ่งคน
ห้อง ป.6/1 เห็นพ้องต้องกันว่าจะส่งจันทร ซึ่งมีเสียงแจ่มใสกังวานไพเราะมากสุดเป็นตัวแทน
บทร้อยกรองที่กำหนดให้อ่าน คือ "โคลงสยามานุสสติ" ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6
ครูใหญ่ ยังให้จันทรฝึกร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง
ตอนจันทรซ้อมใหญ่ที่โรงเรียนนั้น ห้องประชุมเงียบกริบก่อนเสียงปรบมือจะตามมาดังกึกก้อง
ต่อมาครูใหญ่แจ้งว่าจันทรได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แพทย์หลวง
รับตัวผ่าตัดรักษาขาที่กรุงเทพฯ ไม่ช้าจันทรก็จะกลับมาเดินได้เป็นปรกติ หายจากความพิการ
.
บทที่ 8 เพื่อนของเพชร
เวลาตีหนึ่งเศษ พ่อกับแม่ของเพชรวิ่งมาปลุกลุงของวีระ บอกว่าจนป่านนี้เพชรยังไม่กลับบ้าน
ไปตามหาที่ร้านอาหารทุกร้านก็ไม่พบ และแจ้งความไว้แล้ว นานแล้วที่วีระไม่ได้เล่นกับเพชร
เพราะเขาต้องเรียนหนักขึ้น วีระลุกจากที่นอนมาฟังเรื่องราวด้วย แม่ของเพชรก็เอาแต่ร้องไห้
นางเล่าว่า มีคนขับจักรยานยนต์เอาเงินมาให้ 300 บาท บอกว่าลูกชายฝากมาให้ จะสอบถาม
สองคนนั้นก็รีบขึ้นจักยานยนต์ขับหนีไป วีระพลิกดูที่ธนบัตร พบตัวเลขเล็กๆ เรียงอยู่สามแถว
.
๓๕ - 14 - ๗
๓๖ - 22 - ๓๔    ่
๓๕ -  2  - ๗      ้

.
รุ่งเช้าวีระแวะไปหาปิติ มานี ชูใจที่โรงเรียนเดิม แล้วเล่าเรื่องของเพชรให้ฟัง ทุกคนรู้สึกตกใจ
ก่อนวีระจะกลับโรงเรียนของเขา ปิติขอจดตัวเลขสามแถวเพื่อเอาไว้ดู ในช่วงเวลาพักกลางวัน
พวกเด็กๆ ไขปริศนาตัวเลขออก จึงเล่าเรื่องให้ครูใหญ่ฟัง ครูใหญ่รีบรุดไปที่สถานีตำรวจทันที
ครูใหญ่กับตำรวจอีกสองนายช่วยเหลือเพชรออกมาได้ พร้อมจับกลุ่มคนร้ายขโมยวัวควายได้
ลูกเจ้าของร้านอาหาร ที่พึ่งเข้าไปเรียนชั้นเดียวกับเพชร ได้ล่อลวงเพชรให้ไปช่วยเฝ้าวัวควาย
เพชรถูกนำตัวไปยังโรงเลื่อยร้างซึ่งกลุ่มคนร้ายซ่อนวัวควายไว้ เขาแสร้งพอใจกับงานเฝ้ายาม
จนเหล่าร้ายตายใจ ก่อนพวกนั้นจะกลับไปที่ตัวอำเภอ เขาก็ฝากเงินค่าจ้างสามร้อยบาทให้แม่
โดยเพชรแอบเขียนปริศนาตัวเลขไว้บนธนบัตร ผู้ใหญ่ต่างชมเชยปิติ มานี ชูใจที่ไขปริศนาได้
.
บทที่ 9 สำคัญที่คำพูด
ดวงแก้วชอบอ่านหนังสือวรรณคดี เธออ่านจบหลายเรื่องแล้ว และวันนี้ก็ไปที่ห้องสมุดเช่นเคย
ครูบรรณารักษ์แนะนำเรื่องสามก๊ก อ่านแล้วติดใจแต่มีหลายตอนที่ใช้สำนวนโวหารเข้าใจยาก
ดวงแก้วถามถึงตอนขงเบ้งยกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างการลักส้มมาพูดตอนเจอหน้าลกเจ๊ก
ครูจึงอธิบายให้ฟังว่าเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเพื่อบอกเป็นนัยว่าตนเหนือกว่าโดยไม่ต้องพูดตรงๆ
ครูยังเล่าเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับนางสร้อยดอกหมากอันเป็นตำนานการก่อสร้างวัดพนัญเชิง
ซึ่งเป็นตัวอย่างของคำพูดซึ่งไม่ก่อประโยชน์ หรือคำพูดที่ไม่ดูกาลเทศะ จนเกิดความเสียหาย
.
บทที่ 10 สังข์ศิลป์ชัย
มานีมาถึงโรงเรียนแต่เช้าเห็นนิพัทธ์เพื่อนนักเรียนชายนั่งหน้าเศร้าอยู่คนเดียว มานีเห็นใจมาก
เพราะพ่อกับแม่ของนิพัทธ์หย่าร้าง แยกกันอยู่นานหลายเดือนแล้ว น้องสาวของเขาอยู่กับพ่อ
ตัวเขาอยู่กับแม่ ตั้งแต่พ่อแม่แยกทางกัน การเรียนของเขาก็เลวลงเรื่อยๆ จนครูต้องปลอบใจ
มานียื่นหนังสือเรื่องสังข์ศิลป์ชัยให้นิพัทธ์อ่านทำให้เขาได้ความคิดดีๆ ที่จะลองแก้ไขปัญหานี้
.
.
.

.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 2
.
บทที่ 11 บันทึกของปิติ
.
.
5 กันยายน 2526
วันนี้ตอนบ่ายชักง่วงนอนเพราะเมื่อคืนดูลิเกแก้บนที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกับพี่ชายถึงตี 1
พอครูออกจากห้อง ว่าจะงีบสักหน่อย ชูใจเอาจดหมายจากมานะมาให้อ่าน ก็เลยหายง่วง
6 กันยายน 2526
กำลังเรียนเพลินๆ ยายเจิมบ้านติดรั้วโรงเรียนก็เปิดวิทยุดังลั่นเหมือนมีงานอะไรบางอย่าง
มานีกับชูใจเห่อลูกสาวครูไพลินมาก เราชอบเหมือนกัน แต่ไม่เห่อมากเหมือนพวกผู้หญิง
7 กันยายน 2526
ตอนสายๆ เสียงดนตรีดังลั่นอีกแล้ว มีข่าวมาว่า ยายเจิมย้ายไปอยู่กับลูกสาวที่ท้ายตลาด
บ้านหลังนี้ ให้พวกนักดนตรีจากกรุงเทพฯ เช่าอยู่ ตายละวา คงหนวกหูจนหูหนวกก็คราวนี้
เพื่อนบางคนเต้นยึกยักเหมือนตัวลูกน้ำจนหัวหน้าพูดห้ามจึงหยุด มานีบอกว่าปวดประสาท
8 กันยายน 2526
วันนี้เพื่อนๆ ชักอาละวาด พอครูไม่อยู่ในห้อง ก็ปีนกรอบหน้าต่าง ตะโกนด่าพวกนักดนตรี
เราแปลกใจว่า ทำไมนักดนตรีกลุ่มนี้ถึงชอบร้องเพลงต่างประเทศชนิดที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
แผดเสียงไม่เป็นภาษาคนเลย, ครูใหญ่คงเจรจาสำเร็จ ตลอดทั้งวันไม่มีเสียงดนตรีดังอีก
9 กันยายน 2526
ตอนบ่ายเสียงดนตรีเจ้ากรรมดังขึ้นอีก ดูเหมือนจงใจจะแกล้งเรา เพราะว่าเสียงดังกว่าเก่า
ครูประจำชั้นรีบไปแจ้งครูใหญ่ เพื่อนตัวโตๆ หลายคนไม่พอใจมาก ร้องตะโกนด่าท้าทาย
แต่พวกนั้นคงไม่ได้ยิน เพราะเสียงดนตรีกลบหมด เพื่อนคนหนึ่งขว้างก้อนหินทับกระดาษ
ถูกหลังคาสังกะสีเสียงดังปัง เสียงดนตรีหยุดไปพักแล้วดังอีก ห้องอื่นชะโงกมาดูเป็นแถว
เพื่อนคนหนึ่งชื่อวุฒิ มาสารภาพว่า เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกนักดนตรีโกรธ เมื่อเย็นวาน
เขาผ่านบ้านหลังนั้นเห็นนักดนตรีนั่งอยู่ 2 - 3 คนจึงร้องเพลงด่า เกือบจะวิ่งหนีแทบไม่ทัน
11 กันยายน 2526
วันเสาร์ไปร่วมกับเจ้าหน้าที่จัดกิจกรรมที่ศูนย์เยาวชน เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับยาเสพย์ติด
เดี๋ยวนี้การโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิมไม่ค่อยได้ผล เพราะว่าคนไม่เชื่อตามเหมือนแต่ก่อน
จึงเปลี่ยนจากการเชื้อชวนด้วยคำพูด เป็นการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คนดูนิยมคล้อยตาม
14 กันยายน 2526
วันนี้มานี (ท่านรองประธานนักเรียน) ทำชื่อเสียงอีกแล้ว ก็กรณีพิพาทกับนักดนตรีจอมวุ่น
ครูใหญ่ไปเจรจา พวกนักดนตรีจะเลิกซ้อมดนตรีตอนกลางวัน ตอนที่พวกเราเรียนหนังสือ
แต่มีข้อแม้ว่าคนร้องเพลงด่าจะต้องไปขอโทษพวกเขาที่บ้าน วุฒิได้ยินก็ตกใจจนหน้าซีด
มานีขันอาสาไปเป็นเพื่อน พอถึงที่บ้านแต่ละคนโผล่มายังกับมนุษย์สมัยหินหรือพวกฮิปปี้
มานีเป็นคนพูดก่อน พูดดีมากจนพวกนั้นใจอ่อน วุฒิขอโทษด้วย หัวหน้าวงดนตรีร่างใหญ่
บอกให้วุฒิร้องเพลงนั้นอีกที วุฒิร้องเสียงสั่นๆ พอหัวหน้าวงรู้ว่าวุฒิแต่งเองยิ่งรู้สึกชอบใจ
คว้าเครื่องอัดเทปมาอัด บอกว่าถ้าเรียนจบ อยากเป็นนักดนตรีก็ยินดีรับ เป็นอันว่าสงบศึก
เลิกเรียนแวะหาน้องเล่าเรื่องให้คุณอาทวีปฟัง คุณอาบอกว่ารู้จักบ้านเช่าที่ทำเลเหมาะกว่า
15 กันยายน 2526
เมื่อเช้าแวะบอกนักดนตรีให้ไปดูบ้านใหม่, ถึงโรงเรียน เพื่อนๆ บอกว่าจันทรกำลังกลับมา
16 กันยายน 2526
เจ้าวุฒิบอกว่า พวกนักดนตรีย้ายบ้านแล้ว เขาฝากขอบใจเราที่แนะนำบ้านที่ทำเลดีกว่าให้
แต่ยายเจิมไม่ชอบใจแน่เพราะทำให้ขาดรายได้ วันนี้ไปทัศนศึกษาโรงงานผลไม้กระป๋อง
.
.
[ฝึกคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ ภาษาปาก การใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ต่อข้างหลังคำอุทาน]
.
บทที่ 12 นักเล่านิทาน
ชูใจเล่าเรื่องอีสป หนึ่งในนั้นมีเรื่องอีสปเลือกเครื่องปรุงอาหารที่ดีที่สุดและเลวที่สุด นั่นคือลิ้น
มานีเล่าเรื่องสุนทรภู่ ซึ่งต่างก็มีช่วงชีวิตทั้งดีและเลวเนื่องจากคำพูดของตนเองเหมือนกับอีสป
มีนักเรียนคนหนึ่งตั้งคำถามได้น่าสนใจว่า อีสปเป็นคนต่างประเทศ เราเป็นคนไทย เราได้อ่าน
นิทานอีสป และรู้จักอีสป แล้วชาวต่างประเทศรู้จัก หรือเคยอ่านนิทานของสุนทรภู่บ้างหรือไม่
.
บทที่ 13 โต้วาที
การโต้วาทีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ในญัตติ "การอ่านยากกว่าการเขียน"
ฝ่ายเสนอ : มานี วุฒิ ชูใจ...............................ฝ่ายค้าน : ปิติ ดวงแก้ว เกรียงไกร
.
บทที่ 14 พืชไมตรี
จันทรกลับมาแล้ว วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อนๆ จะหมุนเวียนกันพาจันทรไปเลี้ยงอาหารที่บ้าน
ระยะนั้นเป็นเวลาโรงเรียนปิดเรียนภาคต้น มานะได้รับอนุญาตจากลุงและป้ากลับมาเยี่ยมบ้าน
พวกเด็กๆ ชวนกันไปเที่ยวน้ำตกเหมือนเมื่อปีกลาย ต่างกันที่จันทรเดินได้เองโดยไม่ต้องพยุง
มีผู้คนมาทำไร่ทำสวนในบริเวณนี้หนาแน่นขึ้น ขากลับ พวกเขาลองเดินตามลำธารอีกทางหนึ่ง
พวกเด็กๆ พบเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมานะและวีระ กำลังต้อนวัวฝูงใหญ่ บริเวณริมลำธาร
และบังคับให้วัวกินน้ำ ปิติลองสอบถามได้ความว่า มีเศรษฐีมาจับจองที่เหนือต้นน้ำทำไร่ลำไย
เขาขุดร่องและอ่างเก็บน้ำจนท้ายลำธารช่วงบ้านเขาแห้งขอด พ่อเขาพยายามไปคุยกับเศรษฐี
แต่คนงานไม่ยอมให้พบเลย พ่อกลุ้มใจมากจนล้มป่วย คิดขายวัวทั้งหมด และย้ายไปอยู่ที่อื่น
พวกเด็กๆ คิดหาทางช่วยเหลือวัฒนา โดยมานีจะลองหาจังหวะคุยกับเศรษฐี ตอนออกตรวจไร่
คุยไปคุยมาจึงรู้ว่าเขาไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเสียใจและสัญญาว่าจะรีบเปิดทางน้ำให้
แถมรับซื้อขี้วัวจากวัฒนาเพื่อนำไปใช้กับไร่ลำไยของเขาด้วย และจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน
.
บทที่ 15 วาจาสิทธิ์
คำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์มิได้หมายถึงคำพูดที่มีปาฏิหาริย์ แต่เป็นคำพูดของบุคคลที่ลั่นวาจาว่าจะทำ
และมุ่งมั่นพยายามทำให้ได้ตามคำพูดของตน เช่น ตำนานของพระร่วงตอนส่งส่วยน้ำให้ขอม
พระดำรัสของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนชนไก่กับพระมหาอุปราชเมื่อครั้งทรงพระเยาว์
.
บทที่ 16 เรื่องขำขัน
เรื่องขำขันเกี่ยวกับภาษาไทยที่พ้องรูปพ้องเสียง มีความหมายหลายอย่างจนฟังแล้วเข้าใจผิด
โดยต้องดูส่วนอื่นๆ เช่น ผู้ใหญ่, ราก, หัว-ศีรษะ, กิโล (เมตร-กรัม), ชอบ..., ...น่าดู, ตา ฯลฯ
.
บทที่ 17 ร่วมแรงร่วมใจ
เช้าวันหนึ่ง ปราการ ประธานนักเรียนผู้เข้มแข็ง ยืนที่ระเบียงหน้าโรงเรียนดูเพื่อนๆ มาโรงเรียน
ช่วงนี้นักเรียนใช้จักรยานเป็นพาหนะมาโรงเรียนมากขึ้นเพราะน้ำมันขาดแคลนจึงต้องประหยัด
ปิติเดินมาทักจึงได้รู้ว่าเขากำลังคิดจัดระเบียบรถจักรยานซึ่งตอนนี้จอดระเกะระกะอยู่ใต้ต้นไม้
ปราการเอ่ยว่า โรงเรียนคงไม่มีงบประมาณ เพราะถ้ามี ครูใหญ่ซึ่งมองเห็นปัญหาคงทำไปแล้ว
เขาบอกให้ปิติคิดก่อนนำเสนอครูใหญ่ และตัดสินใจตรงกันว่าจะใช้ไม้ไผ่กับหญ้าคาทำโรงรถ
ครูใหญ่ฟังข้อเสนอแล้ว ก็สนับสนุนด้วยความยินดี แล้วให้ปราการไปฝึกษาครูฝ่ายการงานต่อ
ฝ่ายนักเรียนก็มีทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และเฉยๆ มานีต้องไปเกลี้ยกล่อมกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
เช่นเดียวกับฝ่ายผู้ปกครองก็มีทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าลูกถูกบังคับให้ทำงาน
แต่ลูกหลานก็พยายามอธิบายเรื่องราวให้พ่อแม่เข้าใจ และยินยอมให้มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว
.
วันเสาร์ ปราการนัดทุกคนไปที่เชิงเขา ตั้งแต่เวลา 7.30 น. เพื่อเริ่มงานตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ร้อน
งานนี้ดูเหมือนนักเรียนดำเนินการเองโดยลำพัง แต่จริงๆ แล้วครูทุกคนแอบสังเกตอยู่โดยรอบ
"ปราการ ไม้ไผ่จะครบจำนวนแล้ว นัดให้รถมาขนตอนไหนล่ะ" เขาหน้าซีด เพราะลืมเสียสนิท
"ฉันจะให้วัวของฉันลากไปให้" เสียงหนึ่งดังขึ้น วัฒนานั่นเอง เขาปล่อยให้วัวกินหญ้าที่เชิงเขา
แล้วแอบขึ้นมาดูนักเรียนตัดไม้ไผ่ พอเห็นพวกปิติ เขาก็จำได้ และแอบเข้ามาช่วยทำงานด้วย
บ่ายสามโมง งานสำเร็จเรียบร้อย ได้ไม้ไผ่ครบ วันรุ่งขึ้นปราการพาอีกกลุ่มหนึ่งไปตัดหญ้าคา
แต่งานนี้ผู้ปกครองและนักเรียนเก่าเป็นคนทำเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าไม่ชำนาญจะบาดมือ
สองสัปดาห์ต่อมา วัสดุทุกอย่างเตรียมพร้อม และหนึ่งเดือนต่อมา โรงจักรยานก็เสร็จสมบูรณ์
[ฝึกสร้างคำใหม่ด้วยการเพิ่มคำข้างหน้าหรือข้างหลัง การรวมคำ การเขียนสำนวนแบบไทยๆ]
.
บทที่ 18 แม่จ๋า
เพชรกลับบ้านกับจันทร เพราะแม่ของเขารบเร้าให้ซื้อตะกร้าหาของป่าใบใหม่แทนใบเก่าที่พัง
เขาถอนหายใจพลางพูดว่าไม่อยากให้แม่ทำงาน เพราะตั้งแต่ป่วยคราวก่อนก็ไม่ค่อยแข็งแรง
เพชรกลับบ้านและบอกว่า ผมซื้อตะกร้าใบใหม่มาให้แม่ แต่ไม่อยากให้แม่หาของป่าบนภูเขา
เขายืนกรานซ้ำๆ ในที่สุดแม่ของเพชรก็บอกว่า จะขึ้นไปอีกครั้งเดียว และจะไม่ขึ้นไปอีกแล้ว
สองสัปดาห์ต่อมา ในวันที่ฝนตกหนัก แม่ของเพชรถูกงูกัดตายขณะหาของป่าเป็นครั้งสุดท้าย
[เนื้อหาในหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มสุดท้ายก่อนจบระดับประถมศึกษาหนักหน่วงจริงๆ ครับ]
.
บทที่ 19 ศึกทรพี
รามเกียรติ์ ตอนศึกทรพี เป็นเรื่องของหัวหน้าฝูงควายชื่อทรพา ซึ่งจะพ้นคำสาปของพระอิศวร
เมื่อตนถูกลูกชายสังหาร แต่ยามใดก็ตามที่ตัวเมียในฝูงตกลูกเป็นเพศผู้ ทรพาก็จะฆ่าทิ้งทันที
นางนิลาจึงหลบหนีทรพาไปคลอดลูกชื่อทรพี และฝากฝักให้เทวดาในถ้ำช่วยปกป้องคุ้มครอง
ทรพีรอจนวันที่ขนาดรอยเท้าของตนเองใหญ่เท่าพ่อ จึงออกไปท้าดวล เมื่อทรพีฆ่าทรพาตาย
ก็หลงระเริงในอำนาจของตนมาก ออกท้าเทพยดารายทางไปทั่ว แต่ไม่มีใครอยากลดตัวไปสู้
ทรพีย่ามใจว่าตนเองเก่งกาจมากถึงขั้นท้าพระอิศวร ซึ่งพระองค์ย่อมไม่ลดตัวลงมาสู้กับควาย
หากสาปให้ทรพีตายด้วยเงื้อมมือของพาลี วานรเจ้าเมืองขีดขิน ทั้งนี้ พาลีใช้วิธีหลอกล่อทรพี
ให้แสดงสันดานของตนเองออกมา จนเทวดาเลิกปกป้องคุ้มครอง และถูกพาลีฆ่าตายในที่สุด
.
บทที่ 20 ทางชีวิต
.
โรงเรียนประกาศผลสอบปลายภาค ป.6 แล้ว ปรากฏว่านักเรียนสอบได้ถึง 97.90 เปอร์เซ็นต์
วันรับประกาศนียบัตรก็เป็นวันที่น่าประทับใจเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา มีการกล่าวคำอาลัยกัน
ปิติ มานี และชูใจ ไปสมัครเรียนต่อชั้น ม.1 ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ที่วีระไปเรียนก่อน
สมคิดไปอยู่กับปู่ที่ภูเก็ตและเรียนต่อที่นั่น ในขณะที่ดวงแก้วกลับไปเรียนต่อที่บ้านสุพรรณบุรี
จันทรไม่ได้เรียนต่อแต่โชคดีที่กิจการของน้าเธอเจริญรุ่งเรืองจนขยับขยายร้านให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
นักทัศนาจรมาแวะมากขึ้น จันทรจึงไม่ได้ไปไหน ขลุกอยู่ที่ร้าน ช่วยค้าขายอย่างขยันขันแข็ง
จันทรว่าจะไปสมัครเรียนต่อการศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำ ที่โรงเรียนประจำอำเภอที่ทุกคนเรียนอยู่
ขณะนั้นมีลูกค้ามาซื้อของ จันทรรีบไปต้อนรับ เพื่อนๆ ทุกคนจึงร่ำลากันแยกย้ายกันกลับบ้าน
ชูใจไปถึงบ้าน เห็นประตูหน้าต่างปิดเงียบเชียบ มีแต่สีเทานอนอยู่ที่เชิงบันไดเอาหางปัดไปมา
เห็นกระดาษเสียบอยู่ที่สายยู คลี่มาดูก็พบว่า คุณอาประสบอุบัติเหตุถูกรถชน อยู่โรงพยาบาล
ย่าสั่งให้ชูใจหุงข้าวทำกับข้าวไว้ ค่ำๆ ย่าจะกลับมา ไม่ต้องตามไป ชูใจอ่านแล้วก็ลังเลครู่หนึ่ง
ชูใจรู้สึกว้าเหว่ กระสับกระส่าย ใจคิดสารพัด ถ้าหากอาเป็นอะไรไป เธอกับยายจะอยู่อย่างไร
.
ตั้งแต่วันนั้นมา ย่านำเงินเก็บออกมาลงทุนทำอาหารและขนมแห้งไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆ
ส่วนใหญ่ฝากไว้ที่ร้านจันทร ชูใจกลับบ้านก็ช่วยย่าเตรียมวัตถุดิบต่างๆ จนเพื่อนทักว่าผอมซูบ
ย่ามีฝีมือทางทำอาหาร ใครๆ ก็ติดใจรสมือ อาหารและขนมที่ชูใจนำไปฝากขายจึงหมดทุกวัน
บรรดาครอบครัวเพื่อนสนิทของชูใจ ก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเจือจุนมิได้ทอดทิ้ง ลุงของวีระส่งกล้วย
มะพร้าว ใบตองมาให้ย่าเกือบทุกวัน มานีแบ่งไข่ไก่และผักสวนครัวมาให้ทุกวัน ปิตินำปลานิล
และผักในไร่มาให้ทุกวันเหมือนกัน เพชรมาช่วยขูดมะพร้าวและหาบของไปขายตามร้านต่างๆ
เหตุการณ์ดีขึ้นทุกวัน ย่ามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจนคิดว่าจะเปิดร้านอาหารที่ตลาด เพื่อเก็บเงินให้ชูใจ
เย็นวันหนึ่ง เลิกเรียนแล้ว เพื่อนๆ มาช่วยย่าทำงานที่บ้านชูใจ ขณะนั้นมีรถคันหนึ่งแล่นมาจอด
รถสวยงามสะดุดตาจนทุกคนมองดูเป็นตาเดียว หญิงคนหนึ่ง อายุสามสิบเศษ แต่งกายหรูหรา
ท่าทางเป็นคนมีเงิน เดินลงมาจากรถเข้ามาภายในบริเวณบ้าน เธอหยุดมองมานีและชูใจนิ่งอยู่
.
วีระถามอย่างสุภาพว่า "คุณต้องการพบใครครับ"
ผู้หญิงคนนั้นย้อนถามเบาๆ ว่า "คนไหนชื่อชูใจจ๊ะ"
"ฉันเองค่ะ" ชูใจตอบพลางเพ่งพิศดูหน้าหญิงคนนั้น

.
ขณะนั้นย่าเดินมาที่ระเบียงหน้าบ้าน พอหญิงนั้นเห็นย่าก็รีบขึ้นบันไดไปนั่งลงกราบแล้วร้องไห้
ย่ารับไหว้ มองหญิงคนนั้นครู่หนึ่ง จึงเรียกชูใจ "ชูใจ ขึ้นมานี่ มากราบแม่ นี่แหละ แม่ของเจ้า"
ชูใจหูอื้อยืนตะลึงเฉยอยู่ คนอื่นๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นเหลือจะกล่าว มานีรุนหลังชูใจให้ขึ้นไปบนบ้าน
ย่าน้ำตาคลอ พูดเสียงเครือบอกชูใจว่าว่าแม่รักชูใจมาก แต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่ได้อยู่และเลี้ยงดู
พ่อของชูใจซึ่งเป็นพี่ชายของอา พาชูใจมาที่นี่ตั้งแต่อายุสองเดือน พอครบขวบ พ่อก็ป่วยตาย
ย่าไม่คิดว่าแม่ชูใจจะกลับมา จึงบอกว่าพ่อแม่ตายแล้ว แต่แม่ก็กลับมา จะมารับเจ้าไปอยู่ด้วย
ก็ไปอยู่กับเขาเถิด เขามั่งมีศรีสุข เจ้าจะได้สบาย มีอนาคตดี ได้ร่ำเรียนสูงๆ แต่ชูใจร้องไห้โฮ
กอดย่าแน่น บอกว่า ชูใจไม่ไป จะอยู่กับย่ากับอาที่นี่ตลอดไป แม่ชูใจพยายามคว้าตัวมากอด
แต่ชูใจปัดมือ ถอยหนี "แม่ของฉันตายไปแล้ว ฉันไม่มีแม่ มีแต่ย่ากับอา ย่าเลี้ยงฉันมา 13 ปี
ต่อไปนี้ฉันจะเลี้ยงย่า กลับไปเถิด แม่เคยอยู่อย่างไรก็อยู่ไป อย่านึกว่ามีฉัน
" ชูใจพูดแบบนั้น
.
แม่ของชูใจร้องไห้ปานใจจะขาด ยาและอาจะปลอบอย่างไรชูใจก็ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ไป
เป็นเวลานานร่วมชั่วโมง แม่ของชูใจเห็นว่าการอ้อนวอนของตนไม่มีประโยชน์จึงเริ่มสงบใจลง
เปิดกระเป๋าถือ หยิบธนบัตรสีม่วงส่งให้ย่าใบหนึ่งเพื่อใช้จ่าย และบอกฝากชูใจไว้กับย่าและอา
เพราะเธอคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก เธอโอบกอดชูใจและให้เรียกแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากไป
รถยนต์คันนั้นลับตาทุกคนรู้สึกเหมือนฝันไป ชูใจยืนนิ่งอยู่นาน มานีค่อยๆ ดึงชูใจกลับเข้าบ้าน
ชูใจถามย่าว่าแม่กลับไปไหน จึงพูดเหมือนเราจะไม่ได้พบกันอีก ย่าบอกว่าแม่อยู่ต่างประเทศ
ถ้าชูใจเรียนเก่ง ได้เรียนต่อที่ประเทศที่แม่อยู่ ก็อาจจะได้พบกันอีก และทุกคนก็ทำงานต่อไป
ทางชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจและการกระทำของตนเอง
ต่างมุ่งมาดปรารถนาให้ตนมีความสุขประสบความสำเร็จในชีวิต ทุกคนจะสมหวังมากหรือน้อย
อยู่ที่ความตั้งใจอันแน่วแน่ ศึกษาและพัฒนาตนเองไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง
.
บทความชุด "ระลึกอดีตกับหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย" ก็คงต้องจบลงตรงนี้ล่ะครับ
.
.
.

ของแถมท้ายเอนทรี
.
หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : 30 Years Later Parody Part 3
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 1
.
บทที่ 8 เที่ยวน้ำตก หมีแพนด้า
บทที่ 9 เพลงเกี่ยวข้าว
ยายของปิติเล่าว่าก่อนนี้มีการลงแขกช่วยเหลือการงานกันเสมอ แต่สภาวะข้าวยากหมากแพง
คนส่วนใหญ่ขัดสนยากจน จำเป็นต้องดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอดก่อน
ชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อยขายที่ดินทำกินของตนเองและเปลี่ยนไปเป็นหนุ่มสาวโรงงานหมด
เมื่อเศรฐกิจตกต่ำถูกลอยแพ เกษตรกรจำต้องกลับไปเช่าที่ดินที่เคยเป็นของตนเองเพื่อทำนา
รากหญ้าถูกกดขี่สารพัด เพื่อให้ประเทศชาติที่รักได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2
.
บทที่ 13 บุญบั้งไฟ
บุญโฮมเล่าถึงประเพณีบุญบั้งไฟที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เน้นผลแพ้ชนะยิ่งกว่าแต่ก่อน
ใช้วัสดุสมัยใหม่เพื่อบรรจุเชื้อปะทุได้มากขึ้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุมีคนหัวแบะตายมากขึ้นทุกปี
บทที่ 14 กรรมของนายประกัน
การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 บริษัทประกันต้องจ่ายเบี้ยประกันจนอ่วม
จนต้องมีการพิจารณาแพคเกจประกันสุขภาพกันใหม่ในยุคที่โรคภัยต่างๆ ระบาดอย่างรวดเร็ว
บทที่ 15 ไทยช่วยไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 1
.
บทที่ 8 เพื่อนของเพชร...กูรักมึงว่ะ
บทที่ 9 สำคัญที่คำพูด อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 2
.
บทที่ 11 บันทึกของปิติ
.
5 กันยายน 2526
วันนี้ตอนบ่ายง่วงนอน เพราะเมื่อคืนเล่น DotA จนดึก เจอคนชื่อ Maneelity ฝีมือร้ายกาจมาก
6 กันยายน 2526
กำลังเรียนเพลินๆ เสียงปืนยิงกันก็ดังขึ้นจากบ้านยายเจิม ทุกคนต่างรู้สึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
7 กันยายน 2526
เจ้าวุฒิที่อยู่ใกล้บ้านยายเจิมบอกว่า แกยกบ้านให้คนอื่นเช่าเป็นร้านเกม เพราะอยู่ติดโรงเรียน
มีเด็กจากหมู่บ้านอื่นโดดเรียนมาเล่นเกม Shooting กันสนั่นหวั่นไหวที่ร้านนี้เกือบตลอดทั้งวัน

8 กันยายน 2526
วันนี้มีตำรวจเดินทางมาตรวจที่ร้านเกมดังกล่าว เสียงเล่นเกมเงียบหายไป เรียนอย่างสบายใจ
9 กันยายน 2526
ตอนบ่ายเสียงปืนในเกมยิงกันสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง สงสัยเมื่อวานจ่ายส่วยเรียบร้อย
11 กันยายน 2526
เมื่อวันเสาร์ไปที่ศูนย์เยาวชน เห็นมีบริษัทเกมออนไลน์มาโฆษณาชวนเชื่อว่าเกมเขาไม่มีบอท
14 กันยายน 2526
วันนี้มานี (ท่านรองประธานนักเรียน) ทำชื่อเสียงอีกแล้ว ก็กรณีพิพาทร้านเกมน่ารำคาญนั่นล่ะ
เลิกเรียนก็ไปที่ร้าน ล็อกอินเข้าไปในเกม Shooting ที่เด็กกำลังเล่นกันอยู่ ก่อนโชว์สเต็ปเทพ
จนเด็กในร้านแตกกระเจิงไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นเปลี่ยนไปเล่น DotA พร้อม Kills 485 Deaths 0
จนเด็กในร้านแตกกระเจิงไปอีกครึ่งหนึ่ง ร้านเกมเงียบเชียบในพริบตา เจ้าของร้านอ้าปากค้าง

15 กันยายน 2526
เมื่อเช้าเห็นชาวเกาหลีกลุ่มหนึ่งมาทาบทามให้มานีร่วมแข่งขัน StarCraft ในทัวร์นาเมนต์หน้า
16 กันยายน 2526
เจ้าวุฒิบอกว่าเจ้าของร้านเกมหนีไปเปิดร้านที่อื่นแล้ว วันนี้ไปทัศนศึกษาดูการทำงานของ GM
.