ระลึกอดีตหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : ตอนที่ 2
posted on 15 Jul 2009 10:52 by chubby in Review-Book
.
ในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.1 - 2 ไปแล้ว
ซึ่งเรื่องราวของมานะ มานี ปิติ ชูใจและผองเพื่อนในระดับชั้นนี้ เป็นเรื่องพื้นๆ ใช้คำง่ายๆ สั้นๆ
ในตอนที่ 2 จะกล่าวถึงหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2521 ของชั้น ป.3 - 4 ล่ะครับ
ซึ่งเรื่องราวในระดับชั้นนี้ จะมีรายละเอียดเนื้อหามากกว่าเดิม รูปประโยคก็มีความยาวกว่าเดิม
.
.
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1
.บทที่ 1 ปิติกับยาย
ช่วงนี้เป็นฤดูทำนา พ่อ แม่ และพี่ของปิติ จะไปทำนาแต่เช้า ปิติก็อยากจะไปทำนาเหมือนกัน
แต่เขากลัวพ่อดุ เพราะพ่อบอกว่าเขายังตกกล้าไม่เป็น ปิติจึงต้องอยู่บ้านช่วยยายทำงานแทน
ปิติเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงต้นมะยมหลังบ้าน ทำให้นึกถึงเจ้าแก่ขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหงามาก
ยายเรียกปิติไปช่วยหั่นหยวกกล้วย ปิติแกล้งทำเป็นโดนมีดบาด ยายจึงเล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ
.
บทที่ 2 เจ้าจ๋อจอมซน
ปิติเหงามาก จึงขออนุญาตไปหาวีระ ซึ่งกำลังนั่งผสมปุ๋ยอยู่บนแคร่ใต้ต้นขนุนในสวนหลังบ้าน
วีระส่งไม้คนปุ๋ยให้เจ้าจ๋อ เจ้าจ๋อซึ่งอยากเล่นซนอยู่แล้ว คว้าไม้จากวีระกระแทกลงถังปุ๋ยถี่ยิบ
ทำให้ปิติยิ่งคิดถึงเจ้าแก่และขอให้วีระช่วยหาสัตว์เลี้ยงให้หน่อย วีระรับปากว่าจะช่วยหาให้แน่
ทันใดนั้น ลุงของวีระที่พึ่งกลับจากสหกรณ์การเกษตร เดินเข้ามาเอาองุ่นมาฝากให้ทั้งสองคน
[รู้สึกผมติดใจเรื่องผลองุ่นตั้งแต่ได้เรียนบทนี้ล่ะครับ เป็นผลไม้ที่ติดหูติดตาอย่างบอกไม่ถูก]
.
บทที่ 3 นกเขาเอย
ปิติกำลังจะลาวีระและลุงกับบ้าน ก็ได้ยินเสียงภรรยากำนันใกล้บ้านร้องเพลงกล่อมเด็กแว่วมา
.
เจ้านกเขาเถื่อนเอย...........ให้เจ้าอยู่เรือนเลี้ยงน้อง.
แม่จะไปขายของ..............เลี้ยงน้องเถิดพ่อคุณเอย
นกเขาเอย.......................ขันอยู่แต่เช้าจนเย็น......
ขันเถิดแม่จะฟังเสียงเล่น.....เนื้อเย็นเจ้าคนเดียว......
.แม่จะไปขายของ..............เลี้ยงน้องเถิดพ่อคุณเอย
นกเขาเอย.......................ขันอยู่แต่เช้าจนเย็น......
ขันเถิดแม่จะฟังเสียงเล่น.....เนื้อเย็นเจ้าคนเดียว......
ระหว่างทางกลับบ้าน ปิติคิดถึงเพลงนี้และโก่งคอขันจู้ฮุกกรูดังลั่น โชคดีที่ไม่มีใครเดินผ่านมา
.
บทที่ 4 ยาเสพย์ติดเป็นอันตราย
มานีไม่ได้ไปเที่ยวบ้านชูใจหลายเดือนแล้ว จึงขออนุญาตแม่ แม่ให้ไป แต่ต้องถูเรือนให้เสร็จ
พอถูเรือนเสร็จฝนก็ตกกระหน่ำลงมา ตอนบ่ายฝนหยุด แต่เมฆยังคงหนา มานีจึงรีบวิ่งไปทันที
ระหว่างทางหน้าโรงสี มานีเกือบวิ่งชนชายคนหนึ่งซึ่งยืนขวางทางอยู่ ท่าทางผอมแห้งซอมซ่อ
มานีเห็นแล้วตกใจกลัว แต่ชายคนนั้นยิ้มพลางเอามือขวาล้วงถุง หยิบเปลือกส้มโอเชื่อมส่งให้
มานีกล่าวขอบคุณแต่ไม่ยอมรับขนม รีบวิ่งหนีจนเท้าแพลง กะโผลกกะเผลกไปจนถึงบ้านชูใจ
ย่าของชูใจอธิบายเรื่องยาเสพย์ติด ต่อจากนั้นก็สอนให้มานีฝึกพับกระทงใบตองพร้อมกับชูใจ
[เริ่มฝึกผันอักษรต่ำ หากไม่ตั้งใจเรียนช่วงนี้ ก็จะส่งผลให้เขียนคำอักษรสูง - ต่ำผิดไปจนโต]
.
บทที่ 5 โสนน้อยเรือนงาม
ฝนตกอีกแล้ว มานีหน้าเสีย กลัวกลับบ้านไม่ได้ ย่าบอกว่า ถ้าฝนไม่หยุดจะให้อากางร่มไปส่ง
ย่าของชูใจจึงเล่าเรื่องโสนน้อยเรือนงามให้ฟัง เป็นเรื่องของเจ้าหญิงซึ่งต้องเดินทางจากเมือง
เพื่อแก้คำสาปของเจ้าชายอีกเมืองซึ่งถูกพิษพญานาคโดยที่เก็บร่างไว้ตามคำทำนายของโหร
พระอินทร์แปลงเป็นชีปะขาวแอบมอบยาวิเศษให้เจ้าหญิง ยานี้สามารถรักษาคนตายให้ฟื้นได้
ระหว่างทาง เจ้าหญิงเจอนางคุลาใจร้ายถูกงูกัดนอนตายอยู่ เจ้าหญิงจึงใช้ยาช่วยให้ฟื้นคืนชีพ
เมื่อเจ้าหญิงได้ใช้ยาวิเศษรักษาเจ้าชาย ไอความร้อนจากพิษพญานาคทำให้เจ้าหญิงร้อนมาก
เจ้าหญิงจึงไปทรงน้ำ นางคุลาก็ฉวยโอกาสขโมยเสื้อผ้าข้าวของทั้งหมด ปลอมตนเป็นผู้รักษา
และบังคับให้เจ้าหญิงเป็นทาส เจ้าหญิงไม่มีหลักฐานอื่นใดมาแสดงตน จึงต้องทรงรับกรรมไป
.
บทที่ 6 ครอบครัวของเพชร
เลิกเรียนแล้ววีระแยกทางกับเพื่อนๆ เดินกลับบ้านคนเดียว เขาเดินตามทางเปลี่ยวสายนี้จนชิน
วีระใฝ่ฝันอยากมีรถจักรยานสักคัน แต่ก็เตือนตนเองว่าเขาเป็นแต่เพียงเด็กจนๆ ที่อาศัยลุงอยู่
พอใกล้จะถึงสวนของลุง วีระพบครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง กำลังสร้างกระท่อมหลังเล็กๆ
สอบถามได้ความว่า พวกเขาอพยพจากตำบลอื่น เห็นว่าที่นี่มีป่าน่าจะพออาศัยเผาถ่านขายได้
ทันใดนั้น เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่กำลังช่วยพ่อชื่อ เพชร ก็เดินกระโชกเข้ามาถามวีระว่า
.
"แกจะมาหาเรื่องกับพวกข้าหรือ พ่อกับแม่ของข้ามีบัตรประชาชนนะ"
แม่ของเพชรจึงพูดว่า
"หยุดนะเจ้าเพชร ! เขาพูดดีกับแม่นะ ผิดกับคนที่มาถามเรื่องบัตรประชาชนนั่นมาก"
เพชรจึงยิ้มให้วีระแล้วพูดเบาๆ ว่า
"นึกว่าแกมาขู่แม่ข้าเหมือนเจ้าคนก่อน ข้าจะชกเสียให้คว่ำ"
วีระลาแม่เพชรกลับบ้าน วีระรู้สึกชอบเพชร และคิดว่าถ้าเขาได้เรียนหนังสือคงพูดเพราะกว่านี้
.
บทที่ 7 เพชรอยากเรียนหนังสือ
วีระชวนมานะไปนั่งเล่นใต้ต้นหว้าริมสนามหน้าโรงเรียน และเล่าเรื่องครอบครัวของเพชรให้ฟัง
ลุงของวีระไม่อยากให้ใครทำลายป่า จึงช่วนพ่อเพชรมาเป็นลูกจ้างทำไร่องุ่น พ่อเพชรก็ตกลง
จึงพากันย้ายไปอยู่ในบ้านเล็กๆ ปลายไร่ ใกล้เขตบ้านของวีระ และทำงานตามที่ลุงของวีระสั่ง
เพชรเป็นลูกคนโต มีน้องอีก 4 คน ไม่มีใครได้เรียนหนังสือเพราะต้องเร่ร่อนไม่เป็นหลักแหล่ง
เพชรเคยหนีพ่อไปดูนักเรียนเรียนหนังสือแต่ถ้าพ่อรู้ก็ถูกเฆี่ยนทุกทีเพราะอยากให้ช่วยทำงาน
เมื่อได้อยู่ที่นี่ ตอนค่ำเพชรก็มาให้วีระช่วยสอนหนังสือให้ ลุงสนับสนุนว่าถ้ามีโอกาสก็รีบเรียน
.
บทที่ 8 สุดสาครกับม้านิลมังกร
มานะ มานี ปิติ ชูใจ สมคิดและดวงแก้ว นัดกันไปบ้านวีระวันอาทิตย์และนำเสื้อผ้ามาคนละตัว
เพื่อให้น้องๆ ของเพชร ลุงของวีระหันไปพูดกับปิติว่า
"สุดสาครไม่มีม้านิลมังกรขี่ เดินจากบ้านมาถึงที่นี่อาจจะเหนื่อยมากนะ"
ปิติทำหน้าเหลอ ลุงของวีระจึงเล่าเรื่องสุดสาครให้ฟัง
.
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์.......มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด..
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด.....ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน..
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน.........บิดามารดารักมักเป็นผล..........
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน..........เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา.......
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ........ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา......................รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี..........
.ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด.....ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน..
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน.........บิดามารดารักมักเป็นผล..........
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน..........เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา.......
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ........ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา......................รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี..........
[น่าจะเป็นบทกลอนอันที่ 3 ต่อจาก ม้าแก่ กับ ไม้ม้วน ที่ฝังใจใครหลายคนในยุคนั้นเลยครับ]
.
บทที่ 9 คนมีประโยชน์
เพชรมาเรียนหนังสือกับวีระทุกคืน เพชรขยันและตั้งใจเรียนจนสามารถอ่านเขียนได้คล่องขึ้น
วันนี้วีระเล่าเรื่องพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี
เพชรถอนหายใจที่ตนเองยากจนและไม่ได้เรียนหนังสือ คงจะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองไม่ได้
วีระจึงให้กำลังว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้อาจยากจน แต่วันหน้าอาจเป็นเศรษฐีก็ได้
.
หาได้ใช้ประหยัด............รู้ขจัดสิ่งฟุ่มเฟือย......
ตั้งใจหาได้เรื่อย.............รู้จับจ่ายให้พอดี........
ไม่ช้ามีเงินใช้.................พานานไปเป็นเศรษฐี..
บ้านเมืองยามทุกข์มี........ได้อาศัยไทยช่วยไทย
ถ้าบ้านเมืองพินาศ...........เราทั้งชาติอยู่ได้ไฉน..
หวังดำรงไทยเป็นไทย.....จงประหยัดทั่วกันเอย..
.ตั้งใจหาได้เรื่อย.............รู้จับจ่ายให้พอดี........
ไม่ช้ามีเงินใช้.................พานานไปเป็นเศรษฐี..
บ้านเมืองยามทุกข์มี........ได้อาศัยไทยช่วยไทย
ถ้าบ้านเมืองพินาศ...........เราทั้งชาติอยู่ได้ไฉน..
หวังดำรงไทยเป็นไทย.....จงประหยัดทั่วกันเอย..
[เริ่มฝึกอ่าน คำที่มีเสียงอ่านเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน หรือ คำพ้องเสียง]
.
บทที่ 10 ลูกเสือสำรองวีระ
วีระ มานะและปิติ ไปเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน ทั้งสามอยู่หมู่เดียวกันโดยมีวีระเป็นหัวหน้าหมู่
พวกเขายังอยู่ในระดับกลุ่มลูกเสือสำรอง จึงไม่มีกิจกรรมเดินทางไกลแบบกลุ่มลูกเสือสามัญ
ครูให้กลุ่มลูกเสือสำรองปฏิบัติกิจกรรมและค้างคืนอยู่ที่โรงเรียน ทั้งทำกับข้าว และการแสดง
ระหว่างกิจกรรมรอบกองไฟ มีเด็กตะโกนว่างูกัด วีระเอาปากดูดเลือดทิ้ง และผ้ารัดเหนือแผล
ครูกับหมอจากโรงพยาบาลประจำอำเภอวิ่งมา เอาไฟฉายส่องดู พบตะขาบตัวใหญ่อยู่ตรงนั้น
จึงอุ้มลูกเสือคนนั้นไปใส่ยา คนอื่นๆ ต่างนิยมยกย่องวีระว่า เสียสละ กล้าหาญสมเป็นนายหมู่
.
.
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2
.บทที่ 11 พ่อแม่ของวีระ
ครูใหญ่ประกาศชมเชยวีระหน้าเสาธงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียน
เมื่อครูทักว่า เป็นบุญของพ่อแม่ของเธอที่มีลูกดีๆ ทำให้วีระนึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องพ่อแม่ของเขา
ตกเย็น วีระกลับมาถามลุง สรุปใจความได้ว่า พ่อวีระถูกเกณฑ์เป็นทหารและถูกข้าศึกฆ่าตาย
แม่วีระเศร้าโศกมาก และเสียชีวิตหลังให้กำเนิดวีระ 15 วัน ลุงกับป้าไม่มีบุตร จึงรับเลี้ยงดูวีระ
.
บทที่ 12 ต้องช่วยกัน
คืนวันศุกร์ วีระกับเพชรมักเรียนหนังสืออยู่ด้วยกันจนดึก เพราะวันเสาร์วีระไม่ต้องไปโรงเรียน
.
อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์.....มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน..............ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน....
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว........แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล..
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์....................ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี........
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย...........หนังสือไทยก็ไม่รู้ดูบัดสี........
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี...............ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล.....
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า.................จะชักพายศลาภให้สาบสูญ.....
จะขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร..........จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา..........
.จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน..............ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน....
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว........แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล..
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์....................ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี........
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย...........หนังสือไทยก็ไม่รู้ดูบัดสี........
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี...............ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล.....
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า.................จะชักพายศลาภให้สาบสูญ.....
จะขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร..........จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา..........
เพชรรู้สึกโชคดีมากที่ได้พบครอบครัวของวีระ มิเช่นนั้นพ่อของเขาอาจหาเงินในทางไม่ดีก็ได้
วันนี้ทั้งสองอ่านหนังสือเพลินจนดึก เพชรรู้สึกกลัวผีไม่กล้าเดินกลับ จึงเอ่ยปากขอค้างกับวีระ
.
บทที่ 13 ศรีธนญไชยเจ้าปัญญา
เย็นวันเสาร์ ชูใจพาสีเทาไปหามานีและซื้อไอศกรีมไปฝากหนึ่งแท่ง มานีกำลังร้องไห้ตาแดงๆ
เพราะนกแก้วหลุดจากกรงบินหนีไป พ่อมานีกลับจากทำงานพอดี จึงปลอบใจจนมานีรู้สึกดีขึ้น
มานีรับไอศกรีมจากชูใจและบอกพ่อว่าอยากฟังเรื่องศรีธนญไชยตอนใหม่ๆ ที่ตลกมากหน่อย
ปิติได้สัตว์เลี้ยงใหม่แล้ว วีระหากระแตมาให้เลี้ยง เวลาจะไปไหนก็เอากระแตเกาะไหล่ไปด้วย
[เริ่มฝึกผันวรรณยุกต์อักษรกลางเทียบกับอักษรสูง]
.
บทที่ 14 รับเสด็จฯ
สมเด็จพระบรมฯ จะเสด็จมาเปิดโรงพยาบาลพระยุพราช ทั้งอำเภอตื่นเต้นเตรียมงานกันให้วุ่น
ครูสอนให้นักเรียนทำธงชาติกระดาษผืนเล็กๆ ครูไพลินสอนมานี ชูใจ ดวงแก้วรำถวายพระพร
หลังเสร็จพิธีจะมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆ มากมายด้วย เพชรก็มาเที่ยวงานนี้กับลุงและวีระ
.
บทที่ 15 หางานทำ
วันหนึ่ง ครูใหญ่ส่งจดหมายเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และชาวบ้านร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัด
หลังลุงได้อ่านจดหมายที่วีระนำมาให้แล้ว ก็หยิบธนบัตรฉบับละสิบบาทส่งให้วีระไปร่วมทำบุญ
เพชรซึ่งกำลังนั่งคัดเมล็ดฝ้ายตรงนั้นเห็นแล้ว ก็อยากร่วมทำบุญทอดกฐินด้วย แต่เขาไม่มีเงิน
พ่อแม่เขาต้องใช้เงินมาก เพราะน้องเป็นไข้เลือดออก จึงคิดไปรับจ้างล้างชามที่ร้านก๋วยเตี๋ยว
ตกเย็น เพชรคว้าหนังสือ ทำทีไปเรียนกับวีระเช่นเคย ถึงกลางทางก็ซ่อนหนังสือแล้วไปตลาด
ร้านอาหารหนึ่งมีลูกค้าอุดหนุนมาก ต้องการคนล้างถ้วยจานชามหลายคน จึงตัดสินใจรับเพชร
เพชรล้างจานตั้งแต่หนึ่งถึงสามทุ่ม ได้ค่าจ้างมาแปดบาท รุ่งขึ้นก็เอาเงินฝากวีระทอดกฐินด้วย
เขาอิ่มเอิบใจและคิดช่วยพ่อแม่หาเงินสักห้าหกคืน เพชรแอบล้างจานได้สามวัน วีระเริ่มสงสัย
จึงไปตามหาเพชรที่บ้าน พอรู้ว่าเพชรหายไปก็พากันตกใจ แต่ไม่รู้จะไปตามหาเพชรได้ที่ไหน
ลุงจึงบอกให้รออีกหน่อยแล้วค่อยแจ้งตำรวจ จนสามทุ่มเศษเพชรก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา
พอเพชรเห็นทุกคนนั่งรออยู่ก็รู้สึกตกใจ เข้าไปสารภาพผิด และเล่าให้ฟังว่าไปรับจ้างล้างชาม
เขาสัญญาว่าต่อไปจะไม่ปิดบัง และวันนี้เจ้าของร้านแบ่งปลาทอดกรอบราดพริกมาให้เขาด้วย
[เป็นหนึ่งในบทที่ชอบมากที่สุดเลยล่ะครับ จนช่วงนั้นผมคลั่งกินปลาเก๋าราดพริกไปพักใหญ่ๆ]
[เริ่มฝึกอ่านอักษรย่อ]
.
บทที่ 16 เมขลากับรามสูร
ฟ้าแลบฟ้าร้องเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในอากาศ
คนโบราณเล่าเป็นนิทานว่า ยักษ์ชื่อรามสูรมองเห็นแก้วมณีของนางฟ้าชื่อเมขลาก็อยากจะได้
นางเมขลาไม่ยอมให้และโยนแก้วมณียั่วไปมา รามสูรโกรธก็ขว้างขวานใส่เมขลาแต่ก็ไม่โดน
แสงแก้วมณีคือฟ้าแลบซึ่งเป็นประกายแปลบปลาบ เสียงขวานแหวกอากาศคือฟ้าร้องกึกก้อง
[เริ่มฝึกผันวรรณยุกต์อักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ พร้อมกัน]
.
บทที่ 17 เที่ยวชายทะเล
.
ผลิตผลจากไร่กำไรมาก..................ลุงจึงอยากให้บำเหน็จกันถ้วนหน้า............
จึงจัดสรรแบ่งกำไรในอัตรา..............ต่างยินดีปรีดากันทุกคน.........................
เงินยังเหลือลุงว่าพาหลานเที่ยว.........ดูทะเลน้ำเขียวเล่นสักหน........................
คมนาคมดีมีรถยนต์........................ทุกแห่งหนไปได้สบายกระไร..................
.
วีระว่าอยากพาเพื่อนไปด้วย.............ลุงก็ช่วยรับรองดูแลให้...........................
เพชร มานะ มานี และชูใจ................ปิติก็ได้ไปเที่ยวด้วยกัน..........................
ป้าหาของฝากน้องให้พร้อมสรรพ.......รถมารับเช้าวันเสาร์ไม่แปรผัน..................
ออกแล่นฉิวลิ่วสู่ที่หมายพลัน............ต่างสุขสันต์ลุงหลานสำราญใจ.................
ลุงชี้ให้หลานดูแนวภูเขา..................กั้นเขตเรากับพม่าเป็นทิวใหญ่...................
ยาวเป็นพืดสูงเด่นแลเห็นไกล...........เกือบสุดใต้ของประเทศเขตพรมแดน..........
.
ถึงประจวบคีรีขันธ์ตะวันบ่าย.............พบน้องชายป้าสะใภ้ใจดีแสน...................
ให้พักบ้านหลังใหญ่ไม่ขาดแคลน......อยู่สบายเหมือนแม้นอยู่บ้านตน................
เป็นหมู่บ้านเรียงรายริมชายหาด.........ดูสะอาดเรียบร้อยทุกแห่งหน...................
เขาเลี้ยงชีพด้วยประมงกันทุกคน.......ไม่มีใครขัดสนเพราะหมั่นเพียร.................
.
เด็กตื่นเต้นเห็นทะเลช่างกว้างใหญ่.....อ่าวโค้งไกลเห็นเรือเกลื่อนเหมือนภาพเขียน
นกนางนวลโผผินบินวนเวียน.............บ้างหันเหียนเป็นหมู่อยู่แสนไกล...............
ลุงพาหลานเดินเลียบเลาะริมหาด.......คลื่นซัดสาดกระเซ็นฟองละอองใส............
เก็บเปลือกหอยสีสวยฝากใครใคร......บ้างวิ่งไล่ปูลมล้มทับกัน..........................
.
เด็กเด็กว่าน้ำทะเลรสเค็มเหลือ..........ยังกับเกลือเจือปนในน้ำนั่น......................
ลุงจึงเล่านิทานดึกดำบรรพ์...............เทวดาสาปสรรเค็มระคน.........................
มีภูเขาหลายลูกคนถูกสาป................เพราะใจบาปหยาบคายร้ายสับสน.............
แบ่งดินแดนเป็นทวีปทั่วสกล..............ทั้งผู้คนผิวพรรณต่างกันไป.....................
.
แล้วลุงพาหลานลงอาบน้ำเล่น...........ที่ว่ายน้ำไม่เป็นเล่นใกล้ใกล้....................
บ้างดำผุดดำว่ายสบายใจ.................เป็นครู่ใหญ่จึงกลับบ้านกินข้าวปลา............
ได้ลิ้มลองของทะเลกุ้งปูหอย............แสนอร่อยรสเลิศเป็นหนักหนา.................
กินเสร็จช่วยเก็บกวาดสะอาดตา.........แล้วลงนั่งสนทนาที่หาดทราย..................
.
แสงจันทร์ผ่องส่องพื้นทะเลกว้าง.......ดูเวิ้งว้างห่างไกลน่าใจหาย......................
เรือหาปลาแลลิบอยู่เรียงราย............มองคล้ายดวงประทีปประดับทะเล.............
ลุงเล่าว่าเรือหาปลาเวลากลับ............มากมายเหมือนกองทัพใช่แสร้งเส............
ปลาติดโป๊ะอวนแหเอามาเท.............เป็นสินค้าส่งเร่ขายทั่วไทย......................
.
วันรุ่งขึ้นถึงเวลาจะลาจาก.................เจ้าของบ้านมีของฝากถุงใหญ่ใหญ่...........
ทั้งปลาหมึกกุ้งแห้งแบ่งให้ไป............ลุงขอบใจขวนหลานกล่าวคำลา................
แล้วขึ้นรถกลับถึงบ้านเวลาบ่าย..........ลุงส่งหลานทุกรายแสนหรรษา................
ทั้งพ่อแม่ย่ายายต่างปรีดา................ได้กุ้งปลาเป็นของฝากมากทุกคน.............
.
เด็กเด็กต่างเล่าเรื่องไปเที่ยวเตร่.........ชายทะเลแสนสุขทุกแห่งหน...................
ต่างขอบคุณน้ำใจลุงเหลือล้น.............ขอให้ผลผลิตดีทุกปีเอย........................
จึงจัดสรรแบ่งกำไรในอัตรา..............ต่างยินดีปรีดากันทุกคน.........................
เงินยังเหลือลุงว่าพาหลานเที่ยว.........ดูทะเลน้ำเขียวเล่นสักหน........................
คมนาคมดีมีรถยนต์........................ทุกแห่งหนไปได้สบายกระไร..................
.
วีระว่าอยากพาเพื่อนไปด้วย.............ลุงก็ช่วยรับรองดูแลให้...........................
เพชร มานะ มานี และชูใจ................ปิติก็ได้ไปเที่ยวด้วยกัน..........................
ป้าหาของฝากน้องให้พร้อมสรรพ.......รถมารับเช้าวันเสาร์ไม่แปรผัน..................
ออกแล่นฉิวลิ่วสู่ที่หมายพลัน............ต่างสุขสันต์ลุงหลานสำราญใจ.................
ลุงชี้ให้หลานดูแนวภูเขา..................กั้นเขตเรากับพม่าเป็นทิวใหญ่...................
ยาวเป็นพืดสูงเด่นแลเห็นไกล...........เกือบสุดใต้ของประเทศเขตพรมแดน..........
.
ถึงประจวบคีรีขันธ์ตะวันบ่าย.............พบน้องชายป้าสะใภ้ใจดีแสน...................
ให้พักบ้านหลังใหญ่ไม่ขาดแคลน......อยู่สบายเหมือนแม้นอยู่บ้านตน................
เป็นหมู่บ้านเรียงรายริมชายหาด.........ดูสะอาดเรียบร้อยทุกแห่งหน...................
เขาเลี้ยงชีพด้วยประมงกันทุกคน.......ไม่มีใครขัดสนเพราะหมั่นเพียร.................
.
เด็กตื่นเต้นเห็นทะเลช่างกว้างใหญ่.....อ่าวโค้งไกลเห็นเรือเกลื่อนเหมือนภาพเขียน
นกนางนวลโผผินบินวนเวียน.............บ้างหันเหียนเป็นหมู่อยู่แสนไกล...............
ลุงพาหลานเดินเลียบเลาะริมหาด.......คลื่นซัดสาดกระเซ็นฟองละอองใส............
เก็บเปลือกหอยสีสวยฝากใครใคร......บ้างวิ่งไล่ปูลมล้มทับกัน..........................
.
เด็กเด็กว่าน้ำทะเลรสเค็มเหลือ..........ยังกับเกลือเจือปนในน้ำนั่น......................
ลุงจึงเล่านิทานดึกดำบรรพ์...............เทวดาสาปสรรเค็มระคน.........................
มีภูเขาหลายลูกคนถูกสาป................เพราะใจบาปหยาบคายร้ายสับสน.............
แบ่งดินแดนเป็นทวีปทั่วสกล..............ทั้งผู้คนผิวพรรณต่างกันไป.....................
.
แล้วลุงพาหลานลงอาบน้ำเล่น...........ที่ว่ายน้ำไม่เป็นเล่นใกล้ใกล้....................
บ้างดำผุดดำว่ายสบายใจ.................เป็นครู่ใหญ่จึงกลับบ้านกินข้าวปลา............
ได้ลิ้มลองของทะเลกุ้งปูหอย............แสนอร่อยรสเลิศเป็นหนักหนา.................
กินเสร็จช่วยเก็บกวาดสะอาดตา.........แล้วลงนั่งสนทนาที่หาดทราย..................
.
แสงจันทร์ผ่องส่องพื้นทะเลกว้าง.......ดูเวิ้งว้างห่างไกลน่าใจหาย......................
เรือหาปลาแลลิบอยู่เรียงราย............มองคล้ายดวงประทีปประดับทะเล.............
ลุงเล่าว่าเรือหาปลาเวลากลับ............มากมายเหมือนกองทัพใช่แสร้งเส............
ปลาติดโป๊ะอวนแหเอามาเท.............เป็นสินค้าส่งเร่ขายทั่วไทย......................
.
วันรุ่งขึ้นถึงเวลาจะลาจาก.................เจ้าของบ้านมีของฝากถุงใหญ่ใหญ่...........
ทั้งปลาหมึกกุ้งแห้งแบ่งให้ไป............ลุงขอบใจขวนหลานกล่าวคำลา................
แล้วขึ้นรถกลับถึงบ้านเวลาบ่าย..........ลุงส่งหลานทุกรายแสนหรรษา................
ทั้งพ่อแม่ย่ายายต่างปรีดา................ได้กุ้งปลาเป็นของฝากมากทุกคน.............
.
เด็กเด็กต่างเล่าเรื่องไปเที่ยวเตร่.........ชายทะเลแสนสุขทุกแห่งหน...................
ต่างขอบคุณน้ำใจลุงเหลือล้น.............ขอให้ผลผลิตดีทุกปีเอย........................
[ถือเป็นบทกลอนที่ยาวเอาเรื่องสำหรับเด็ก ป.3 ทีเดียวครับ แม้หลายท่านอาจลืมบทนี้ไปแล้ว
แต่ความรู้สึกนึกคิดถึงกุ้งหอยปูปลาและชายทะเลตอนผม 8 ขวบ สงสัยจะเป็นเพราะบทนี้แน่ๆ
เพราะบ้านผมอยู่บนดอย ยุคโน้นอาหารทะเลสดๆ หาลำบาก เรื่องเที่ยวทะเลยิ่งไม่ต้องพูดถึง]
.
บทที่ 18 ผู้กล้าหาญ
เจ้าของร้านพอใจการทำงานของเพชร จึงตามให้ทำงานอีก และเพิ่มค่าจ้างเป็นครั้งละสิบบาท
ลุงรู้จักมักคุ้นกับเจ้าของร้าน และเห็นว่าเพชรอ่านหนังสือได้บ้างแล้ว สมควรทำงานช่วยที่บ้าน
จึงอนุญาตให้ไปทำงานได้เฉพาะคืนวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 21.00 น.
คืนหนึ่ง แขกอุดหนุนที่ร้านมากกว่าปกติ เจ้าของร้านจึงขอให้เพชรทำงานต่ออีกสักหนึ่งชั่วโมง
เพชรดีใจที่ได้เงินเพิ่มอีกห้าบาท สี่ทุ่มเศษเขากลับบ้าน พอพ้นตลาด บ้านเรือนปิดไฟกันเงียบ
เขาเดินตัดไปทางด้านหลังไปรษณีย์ แต่ก่อนข้ามสะพานก็มองเห็นเงาตะคุ่มของผู้ชายสองคน
เพชรยืนนิ่ง แอบดู ไม่กล้ากระดุกกระดิก เพราะกลัวว่าสองคนนั้นจะเป็นขโมยคอยดักปล้นเงิน
จนระฆังที่สถานีตำรวจบอกเวลา 23.00 น. ชายทั้งสองคน ลอดรั้วเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์
คนหนึ่งหิ้วปี๊บ คล้ายๆ ปี๊บน้ำมันก๊าดเข้าไปด้วย จากนั้นเพชรก็ได้ยินเสียงคนร้องอย่างเจ็บปวด
เขาไม่รอช้า วิ่งไปสถานีตำรวจโดยเร็ว ก่อนกลับมาพร้อมกับตำรวจสามนายและจับคนร้ายได้
คนร้ายทั้งสองตกเป็นผู้ต้องหาวางเพลิงสถานที่ราชการ นายตำรวจคนหนึ่งมาส่งเพชรถึงที่บ้าน
รุ่งขึ้น นายอำเภอและสารวัตรใหญ่ พร้อมนักข่าวหนังสือพิมพ์ มอบรางวัลให้เพชรสองพันบาท
[เป็นหนึ่งในบทที่ชอบมากที่สุดต่อจากบทที่ 13 เลยล่ะครับ เล่มนี้เพชรบทบาทโดดเด่นมากๆ]
.
บทที่ 19 เก็บหอมรอมริบ
ชื่อเสียงของเพชรเลื่องลือไปไกล ใครรู้เรื่องก็ชื่นชมยินดีอยากจะรู้จักเพชร จึงมาที่ร้านอาหาร
อาหารขายดีขึ้นจนเจ้าของร้านเพิ่มค่าแรงให้เป็นครั้งละยี่สิบบาท แต่เพชรก็ไม่หลงระเริงลืมตัว
ตั้งแต่ปิติรู้ข่าวเกี่ยวกับเพชร ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เขามักจะไปนั่งอยู่ใต้ต้นพิกุลข้างจอมปลวก
เขาคิดถึงตัวเองว่า ตัวเองโตแล้วแต่ก็ถูกยายตำหนิอยู่เสมอว่า เป็นคนเกียจคร้าน นอนตื่นสาย
การงาน ถ้าไม่เตือนก็ไม่ทำ ชอบสนุกสนานเฮฮาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง บ้างครั้งก็เป็นคนพาล
เขาจึงตัดสินใจว่าจะปรับปรุงตนเองเสียแต่วันนี้ โดยการลงมือทำทันทีจนยายเขารู้สึกแปลกใจ
สายวันเสาร์ ปิติกำลังล้างคอกหมูอย่างขมีขมัน วีระก็จูงจักรยานที่ซื้อจากเงินที่เก็บออมเอาไว้
ปิติก็คิดอยากจะเลี้ยงปลานิลขายเก็บเงินบ้าง จากนั้น ยายปิติก็ชมเพชรว่าเหมือนพลายชุมพล
.
บทที่ 20 พลายชุมพลปราบจระเข้
ปิติ เพชร ช่วยยายเลือกพริกเสร็จ วีระก็กลับมาพร้อมมานะ มานี ชูใจ ดวงแก้วและสมคิดพอดี
ทุกคนทำความเคารพยาย มานีบอกอย่างดีใจว่านกแก้วกลับมาแล้ว พร้อมกับคู่ของมันมาด้วย
ยายเห็นเด็กๆ มากันเยอะแยะ จึงจะผัดหมี่ให้กินเป็นมื้อกลางวัน หลังจากเล่าเรื่องพลายชุมพล
พลายชุมพล เป็นบุตรขุนแผนกับนางแก้วกิริยา ฉลาดกล้าหาญ รู้ว่าสิ่งใดเกินกำลังของตนเอง
.
.
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 1
.บทที่ 1 เล่นต่อคำ
ระหว่างปิดเรียน ทุกคนดีใจที่ปิติเอาการเอางาน ขยันขันแข็ง ไม่ต้องจำจี้จ้ำไชเหมือนแต่ก่อน
เวลาขออนุญาตไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ พ่ออนุญาตเสมอ เพราะเห็นว่าปิติมีความประพฤติดีขึ้น
เย็นวันหนึ่ง วีระ มานะ มานีและชูใจ มาเที่ยวบ้านปิติ เขาพาไปดูกระโจมนอนเล่นใต้ต้นมะเดื่อ
ชูใจบอกว่าอยากได้กระโจมบ้าง เพื่อนๆ พูดรับรองแข็งขันว่าว่างๆ จะระดมกำลังไปช่วยทำให้
ชูใจระลึกถึงความห่วงใยและการเอาอกเอาใจจากเพื่อนเสมอเพราะเธออยู่กับยายเพียงลำพัง
จากนั้นทุกคนก็เล่นต่อคำกัน ก่อนปิติจะวิ่งกลับไปหายายซึ่งกำลังทำขนมตะโก้เลี้ยงพวกเด็กๆ
[นึกถึงสมัยเด็กๆ มีบ้านของเล่นประกอบด้วยเสาพลาสติกต่อกันง่ายๆ แล้วมีผ้าพลาสติกคลุม]
.
บทที่ 2 วัดร้างกลางป่า
บ่ายวันหนึ่ง วีระ มานะ มานี ชูใจ เพชรและปิติขออนุญาตผู้ใหญ่ไปเที่ยวชายทุ่งเชิงเขาที่เดิม
เพชรถือฉมวกและสวิงติดไปด้วย เผื่อมีโอกาสหาปลาให้แม่ทำอาหาร มานีเห็นก็ทำหน้าสลด
เพชรรู้สึกฉงน เขาคิดว่าบางครั้งเราจำเป็นต้องฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีวิต แต่เพชรอยากเอาใจมานี
จึงสัญญาว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ ระหว่างอยู่ในป่า มานีก็เดินขนาบข้างเพราะกลัวเพชรเผลอใช้ฉมวก
สักครู่ เพชรก็เสนอความคิดไปเที่ยววัดร้างที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาเคยมาจับไก่ป่ากับพ่อครั้งหนึ่ง
เมื่อไปถึง พวกเด็กผู้ชายรู้สึกพอใจมาก วิ่งสำรวจกันชุลมุน ในขณะที่พวกเด็กผู้หญิงรู้สึกกลัว
เพชรเห็นฐานเจดีย์ด้านหนึ่งเป็นช่องมีเถาวัลย์ปกคลุมอยู่ จึงใช้ฉมวกตัดและเรียกเพื่อนๆ มาดู
วีระเดินนำเข้าไปก่อน เมื่อทุกคนเข้าไปหมด อิฐกองมหึมาหน้าปากอุโมงค์ก็ถล่มปิดช่องทันที
แต่วีระยังคงสงบนิ่งไม่แตกตื่น เขาตามรอยมดภายใต้แสงสลัวๆ หาทางออกจากอุโมงค์จนได้
แต่ก็เจองูเห่าทันที ทุกคนตกใจแทบสิ้นสติ เพชรคืนสติก่อนใคร และใช้ฉมวกฆ่างูเห่าจนตาย
.
บทที่ 3 ที่งานสงกรานต์
มานะ มานีและชูใจไปเที่ยวงานสงกรานต์ที่วัด จากนั้นก็มานั่งพักให้หายเหนื่อยอยู่ใต้ต้นพิกุล
มานีเห็นถุงกระดาษวางอยู่ จึงหยิบมาคลี่จะใส่เปลือกถั่วลิสง พบว่ามีเงินปึกใหญ่อยู่ในกระเป๋า
จึงนำเอาไปให้เจ้าหน้าที่ประกาศหาเจ้าของ สักครู่ก็มีผู้หญิงวิ่งกระหืดกระหอบมาขอรับเงินคืน
ผู้หญิงคนนั้นบอกรายละเอียดได้ถูกต้องจึงได้กระเป๋าคืน และให้เงินตอบแทนแก่วีระร้อยบาท
ปิติได้ยินเสียงประกาศยกย่องชมเชยชื่อมานะ มานีและชูใจ จึงวิ่งมาแสดงความยินดีกับเพื่อน
พอเดินห่างจากกลุ่มคน ปิติก็กระซิบว่า มีคนถือฉมวกของเพชรที่ฆ่างูจงอางและทิ้งไว้ที่วัดร้าง
มาสอบถามหาเจ้าของพร้อมมีเงินรางวัล ปิติแกล้งทำเฉย เพราะอาจเป็นพวกในอุโมงค์มาตาม
มานะ มานีและชูใจเห็นด้วย จึงชวนกันไปบ้านวีระ เพื่อบอกให้วีระและเพชรระวังตัวเอาไว้ก่อน
[ข้อสังเกต งานสงกรานต์ในหนังสือไม่ได้พูดถึงการเล่นน้ำอย่างบ้าคลั่งแบบยุคนี้แต่อย่างใด]
.
บทที่ 4 จดหมายจากสุพรรณบุรี
ปิดภาคเรียน ดวงแก้วกลับบ้านที่สุพรรณบุรี เธอเขียนจดหมายถึงมานี เล่าเรื่องต่างๆ มากมาย
อย่างเช่น ชีวิตความเป็นอยู่ที่อำเภออู่ทอง เจดีย์ยุทธหัตถี หรือตอนเที่ยวถ้ำละว้าที่กาญจนบุรี
[คลับคล้ายคลับคลาว่า ตอนช่วง ป.4 นั้นมีกิจกรรมเพ็นเฟรนด์แบบที่ส่งเป็นจดหมายกันจริงๆ]
.
บทที่ 5 ฟังเรื่องสนุก
วีระกำลังนั่งคัดกล้วยไข่ใส่เข่งส่งให้แม่ค้า มานะ มานี ชูใจเดินมา ปิติกับเจ้าจ๋อรั้งท้ายแต่ไกล
เจ้าจ๋อจับลูกไก่ถอนขนจนตายไปหลายตัวแล้ว วีระคว้าโซ่จากปิติเอาเจ้าจ๋อไปผูกไว้ที่ต้นขนุน
ลุงเล่าว่าความเป็นอยู่ในครอบครัวเพชรดีขึ้นมาก ขณะนี้สามารถซื้อที่ดินจากลุงได้แปลงหนึ่ง
มานีบอกว่า อยากให้ลุงช่วยเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เธอได้อ่านมาจากจดหมายของดวงแก้ว
[เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เริ่มฝึกการอ่านร้อยกรองที่ใช้คำเก่าแก่โบราณในการเปรียบเทียบ]
.
บทที่ 6 เพื่อนใหม่
ฟังเรื่องขุนช้างขุนแผนจบแล้ว เด็กๆ ลาลุงกลับบ้าน วีระชวนเพื่อนๆ ไปเดินเล่นที่ริมบึงชายทุ่ง
ริมบึงฝั่งตรงข้าม มีชายสวมกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวสีกากียืนอยู่ มองดูไปทางป่าสงวน
วิระกระซิบว่า เขาเห็นชายคนนี้มายืนที่นี่บ่อยๆ ปิติออกความเห็นว่าอาจเป็นพวกลักลอบตัดไม้
แต่จริงๆ แล้วชายคนนี้เป็นเกษตรอำเภอ ชื่อทวีป พึ่งย้ายมาที่นี่เมื่อต้นเดือน ยังไม่ได้แต่งงาน
ทวีปให้พวกเด็กๆ เรียกเขาว่าอาแทนคำว่าท่าน เพราะไม่ชอบให้ใครทำท่าพินอบพิเทามากไป
อาทวีปให้คำแนะนำดีๆ แก่พวกเด็กๆ มากมาย รวมถึง วิธีใช้กะปิดัดนิสัยถอนขนไก่ของเจ้าจ๋อ
[การใช้ไม้ยมกแต่เดิมนั้น จะเว้นช่องทั้งหน้า-หลัง แต่ MS Word ทำให้เกณฑ์ข้อนี้หย่อนไป]
.
บทที่ 7 บันทึกของชูใจ
ปีนี้ มานี ชูใจ ปิติ ดวงแก้ว สมคิดและเพื่อนๆ ขึ้นชั้น ป.4 ครูประจำชั้นคนใหม่เป็นชายชื่อกมล
วันนี้ครูกมลสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักเขียนบันทึกประจำวัน และให้เขียน 1 สัปดาห์เป็นการบ้าน
.
วันที่ 7 สิงหาคม
วันนี้คุณครูให้อภิปรายปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เศรษฐกิจในครอบครัวดีขึ้น
วันที่ 8 สิงหาคม
คุณครูกมลมาโรงเรียนแต่เช้า เอาหนังสือพิมพ์มาติดไว้ให้นักเรียนอ่าน
ครูใหญ่ประกาศว่าวันนี้ตอนสายๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอจะมาตรวจสุขภาพนักเรียน
วันนี้ครูจัดกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อให้พวกเราอ่านและเขียนคำได้เร็วขึ้นโดยเขียนกลอนง่ายๆ
ปิติเขียนได้ตลกมาก เขาเขียนว่า
.
คิดถึงเจ้าแก่.........แหงแก๋ตายไป
เราแสนเสียใจ......ไม่มีม้าขี่........
ต้องเดินด้วยขา.....เมื่อยล้าเต็มที.
เจ้าแก่แสนดี........ไม่น่าตายเลย.
.เราแสนเสียใจ......ไม่มีม้าขี่........
ต้องเดินด้วยขา.....เมื่อยล้าเต็มที.
เจ้าแก่แสนดี........ไม่น่าตายเลย.
วันที่ 9 สิงหาคม
อาไปเยี่ยมญาติที่ป่วยอีกตำบล ไม่มีรถยนต์ผ่าน ต้องไปตามทางเกวียน ตำบลนั้นก็กันดารน้ำ
ถึงมีน้ำก็ขุ่น ต้องเตรียมสารส้มไปด้วย วันนี้เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้าน อาไม่อยู่บ้าน ย่าชักกลัว
วันที่ 10 สิงหาคม
ครูให้แบ่งกลุ่มเขียนบทความถวายพระพรและบทสดุดีวันแม่ซึ่งประกวดกันในวันมะรืนนี้ด้วย
เรารีบกลับบ้าน วันนี้งดเย็บกระทงหนึ่งวัน เพราะเราเขียนบทถวายพระพรไม่เก่ง ใช้เวลานาน
วันที่ 11 สิงหาคม
วันนี้พวกเราเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะใจมัวแต่พะวงถึงผลงานที่ต้องประกวดกัน
กลับมาถึงบ้าน พบอานั่งยิ้มคอยอยู่ เราดีใจจัง อายังนึ่งเผือกไว้ให้เราจิ้มน้ำตาลกินด้วย
วันที่ 12 สิงหาคม
วันนี้วันเสาร์ แต่พวกเราก็ไปโรงเรียน จัดนิทรรศการวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันแม่
ตอนสายประกาศผลประกวดบทกลอน กลุ่มของเราชนะที่หนึ่ง ปิติถึงกับเต้นแร้งเต้นกา
วันที่ 13 สิงหาคม
วันนี้ซักผ้า รีดผ้าและเย็บกระทง อ่านหนังสือทบทวนความรู้และเตรียมตัวเรียนวันจันทร์
.
บทที่ 8 จันทร
จันทรอยู่ที่โรงเรียนเดียวกับมานีและชูใจ ขาข้างหนึ่งพิการลีบเล็ก เธอจึงเดินกะโผลกกะเผลก
เช้าวันหนึ่ง มานีกับชูใจเห็นจันทรกำลังเดินขึ้นสะพานชันๆ จึงเข้าไปช่วย แต่กลับถูกตวาดกลับ
เพื่อนร่วมชั้นของจันทรเล่าว่าเธอไม่ยอมพูดจาเล่นหัวกับใคร ทำท่าจองหองจนอิดหนาระอาใจ
ทุกคนเบื่อหน่าย ในที่สุดก็ไม่มีใครสนใจไยดีจันทรเลย มานีกับชูใจคิดว่าต้องมีสาเหตุแน่นอน
ตอนพักกลางวัน ทั้งสองพยายามพูดจาดีๆ กับจันทรจนเธอยอมเผยความอัดอั้นตันใจที่เก็บไว้
พ่อแม่เธอตาย น้ารับเลี้ยงไว้ตามบุญตามกรรม ลูกของน้ากลั่นแกล้ง ก็ไม่ได้รับความยุติธรรม
น้าเขยก็ใจอำมหิต ใช้ให้เธอปีนต้นไม้จนตกลงมาขาพิการ มานีจึงคิดหาช่องทางช่วยเหลือเธอ
หลังปรึกษากับเพื่อนๆ ในที่สุดลุงของวีระตกลงซื้อเข่งและชะลอมจากน้าของจันทรเป็นประจำ
เพื่อนๆ ก็ช่วยอุดหนุน น้าของจันทรฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าจันทรเป็นคนช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
น้าสาวและน้าเขยเปลี่ยนไปเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขจันทรมากขึ้น ไม่กดขี่ข่มเหงเหมือนแต่ก่อน
[เริ่มฝึกการใช้ คำพูดโดยนัย เพื่อหลีกเลี่ยงคำที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความน้อยใจ เสียใจ หรือดูถูก]
.
บทที่ 9 ความใฝ่ฝันของปิติ
วันนี้เกษตรอำเภอมาช่วยปิติขุดลอกสระแต่เช้า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างชอบเกษตรอำเภอคนนี้
ระหว่างพักทานอาหารกลางวัน เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับปลานิลให้เด็กๆ ฟังก่อนกลับไปขุดสระต่อ
เมื่อน้ำเข้าเต็มบ่อและแน่ใจว่าไม่มีศัตรูของปลา อีกสี่ห้าวันเกษตรอำเภอจึงจะนำปลามาปล่อย
ปิติคุยโขมงกับเพื่อนๆ ว่าเขาจะเลี้ยงปลานิลขายในราคาย่อมเยาว์ และเก็บเงินซื้อลูกม้าสักตัว
.
บทที่ 10 คนังเงาะน้อย
เรื่องของคนไทยเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในป่าทางภาคใต้
[เริ่มฝึกอ่านคำที่เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน]
.
บทที่ 11 ลูกกวาดมหาภัย
ข้าวของเงินทองของนักเรียนในห้องหายมากขึ้นทุกที ถึงแม้ครูกมลจะตักเตือนแต่ก็ไม่เป็นผล
ปิติสงสัยนักเรียนคนหนึ่ง จึงแกล้งเอาธนบัตรฉบับละสิบบาททิ้งไว้ใต้โต๊ะ และคอยแอบซุ่มอยู่
เมื่อเพื่อนคนนั้นเปิดโต๊ะ ปิติกระโจนออกจากที่ซ่อน รวบตัวเพื่อคนนั้นไว้ได้เพราะแข็งแรงกว่า
ปิติคาดคั้นหาเหตุผล ได้ความว่าเพื่อนติดลูกกวาดชนิดหนึ่งมาก วันไหนไม่ได้กินจะทุรนทุราย
เงินค่าขนมที่ได้มาไม่พอ จึงต้องขโมยของของ ปิติรับตัวอย่างลูกกวาด และบอกว่าอย่าทำอีก
เลิกเรียน ปิติเอาลูกกวาดไปให้ครูกลมดู ครูกมลสะดุ้ง รีบพาเขาไปหาสาธารณสุขอำเภอทันที
หลังตรวจสอบ พบว่าเป็นลูกกวาดใส่ยาเสพย์ติด สาธารณสุขอำเภอ ขอปิติให้ช่วยสืบหาที่ขาย
วันรุ่งขึ้น ปิติกลับไปบอกเพื่อนคนนั้นว่าลองชิมลูกกวาดแล้วชอบมาก อยากให้เพื่อนพาไปซื้อ
แล้วจะแบ่งขนมให้ครึ่งหนึ่ง เพื่อนคนนั้นดีใจ รับเงินแล้วแอบพาปิติไปร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง
ปิติกลับมารายงายครูกมล ครูคืนเงินให้ปิติสิบบาทและยื่นให้อีกสิบบาท บอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปอีก
วันรุ่งขึ้น ก็ให้เพื่อนไปซื้ออีก พอเพื่อนซื้อเสร็จ ก็มีชายแปลกหน้าสองคน วิ่งพรวดไปหลังร้าน
เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แอบตามปิติมานั่นเอง ส่วนเพื่อนคนนั้นก็มีรถพยาบาลมารอรับไป
.
บทที่ 12 สุวรรณสาม
เพชรหยุดเรียนหลายวันแล้ว เพราะพ่อกับแม่ล้มป่วยเป็นไข้จับสั่น เขาจึงคอยดูแล
วีระจึงพูดถึงนิทานเรื่องสุวรรณสาม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกที่มีความกตัญญูกตเวที
.
ดาบสตาบอด...........ลูกยอดกตัญญู
สุวรรณสามเลี้ยงดู.....บิดามารดร.....
ถึงแม้ยากไร้............ฤาให้อาทร.....
หาอาหารป้อน...........แสนสุขฤดี.....
.สุวรรณสามเลี้ยงดู.....บิดามารดร.....
ถึงแม้ยากไร้............ฤาให้อาทร.....
หาอาหารป้อน...........แสนสุขฤดี.....
[ในยุคนั้นสตาร์วอร์สกำลังฉาย จึงเกิดเรื่องฮาว่า ดา-บส-ตา-บอด กลายเป็น ดาบ-สตา-บอด]
[เริ่มฝึก การอ่านแยกคำในประโยค คำประสม คำเปลี่ยนแปลงบางส่วนแต่ความหมายคงเดิม]
.
บทที่ 13 นกเจ้าฟ้า
เรื่องเกี่ยวกับนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร พบครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในโลกที่บึงบรเพ็ด นครสวรรค์
[เริ่มฝึก คำราชาศัพท์]
.
บทที่ 14 รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
เกษตรอำเภอ ขี่จักรยานแวะมาที่บ้านมานะ เข้ามาดูเล้าไก่ และให้คำแนะนำปรับปรุงสวนครัว
พวกเด็กๆ รู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเครื่องบินที่บินผ่านมา เขาก็สามารถตอบคำถามให้เด็กเข้าใจได้
พวกเด็กๆ นึกว่าเกษตรอำเภอจะรู้หรือว่ามีแต่หนังสือเรื่องการเกษตร เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า
เราอาจเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่เราก็เรียนรู้สิ่งอื่นๆ ไว้ประดับสติปัญญาด้วยเผื่อจะได้ใช้
[เริ่มฝึก คำที่ออกเสียงสั้นและมี ก ด บ สะกด ผันได้เพียงบางเสียง คำที่มีหลายความหมาย]
.
บทที่ 15 ยอดนักสืบ
ปิติเดินผ่านที่ว่าการอำเภอ เห็นคนกำลังมุงดูตำรวจหาร่องรอยหลักฐานการงัดเข้าไปลักทรัพย์
ปิติสังเกตเห็นจุดเด่นของรอยเท้าคนร้าย คือ นิ้วก้อยสั้นกุดและรอยที่ส้นเท้าเบากว่าปลายเท้า
เขาคิดว่าคนร้ายอาจจะมีนิ้วก้อยพิการหรือขาดด้วนหรือโค้งงอ และคงจะเดินเขย่งเท้าข้างขวา
ตกเย็น ปิติเอาแตงกวาหนึ่งตะกร้าไปวางขายที่ตลาด มานีเอาไข่ไก่สองโหลมาวางขายเช่นกัน
เมื่อขายของหมด มานีกำลังซื้อผงซักฟอกที่แม่สั่ง ปิติสังเกตเห็นชายมอซอคนหนึ่งอยู่ในร้าน
ปิติมองเรื่อยไปถึงเท้า เขาก็ตกใจ เมื่อเห็นนิ้วก้อยเท้าขวาสั้นกุด มานีซื้อของเสร็จเดินออกมา
เห็นปิติจ้องชายคนดังกล่าว มานีจึงมองดูบ้าง พอเห็นชายคนนั้น มานีรีบชวนปิติเดินไปยังที่อื่น
แล้วกระซิบว่า ชายคนนั้นติดยา เคยให้ขนมฉันแต่ฉันไม่รับ (ย้อนกลับไป ป.3 เล่ม 1 บทที่ 3)
ปิติเล่าเรื่องรอยเท้า ที่เขาเห็นจากเหตุการณ์หน้าที่ว่าการอำเภอ ทั้งสองตัดสินใจไปหาครูกมล
ครูกลลทราบเรื่อง จึงพาปิติไปหาสารวัตรใหญ่ สารวัตรใหญ่ชมเชยปิติว่า เป็นเด็กที่ช่างสังเกต
ตำรวจก็สังเกตเห็นเหมือนกัน ที่ปิติเห็นเขายืนถือถุงอยู่นั้น เขากำลังรอรถเมล์หนีเข้าไปจังหวัด
สารวัตรมองดูปิติอย่างพินิจ แล้วยิ้มด้วยความเอ็นดูพลางพูดว่า "ปิตินี่โตขึ้นเป็นตำรวจคงจะดี"
[บทกลอน 20 ไม้ม้วน กลับมาอีกครั้งท้ายบทเรียน]
.
.
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 2
.บทที่ 16 เจ้าโตเป็นเหตุ
เวลา 20 นาฬิกาเศษ มานะ มานีกำลังนั่งทำการบ้านเพียงลำพัง ได้ยินเสียงเจ้าโตร้องแปลกๆ
จึงลงไปดูโดยไม่บอกพ่อแม่, เงาต้นกล้วยสั่นไหว ค้างคาวบินพึ่บพั่บ นกแสกร้องเสียงแหลม
ทำให้มานีรู้สึกกลัว มานะก็รู้สึกกลัว แต่พอเห็นน้องรู้สึกกลัวก็ต้องทำเป็นใจกล้าจูงมือเดินต่อ
พอมาถึงมุมรั้วสุดสวนกล้วย ก็เห็นอะไรดำๆ กำลังกลิ้งขลุกขลักชนใต้ต้นชมพู่จนสั่นสะเทือน
มานีร้องตกใจสุดขีดทรุดตัวเหมือนจะเป็นลม มานะยังพอมีสติตะโกนร้องเรียกว่าพ่อช่วยด้วย
พ่อกับแม่กระโจนลงมาจากบ้านพร้อมไฟฉาย ภาพที่เห็นคือหัวเจ้าโตติดในกระป๋องอาหารไก่
.
บทที่ 17 เสียงตามสาย
ปู่ของสมคิดป่วย ลุงโทรเลขจากภูเก็ตมาบอกพ่อของสมคิด ปู่กับย่าเขาทำอาชีพเลี้ยงหอยมุก
มีนักเรียนถามว่าโทรเลขมาจากภูเก็ตได้อย่างไร ครูกมลก็พานักเรียนไปยืนที่หน้ามุขโรงเรียน
และชี้ให้ดูสายโทรเลขที่ขึงอยู่ตามเสา วันรุ่งขึ้น ครูให้นายไปรษณีย์โทรเลขมาบรรยายพิเศษ
เลิกเรียนแล้ว มานีกับชูใจไปขอกระป๋องนมเปล่า และซื้อสายป่านมาดึงให้ตึงทำเป็นโทรศัพท์
[เริ่มฝึกการย่อประโยคให้สั้นลง]
.
บทที่ 18 ลูกน้อยหอยสังข์
เช้านี้ถึงเวรสมคิดต้องรายงายความรู้ที่ไปศึกษาค้นคว้า เขาโชคดีที่พ่อกลับจากเยี่ยมปู่ที่ภูเก็ต
ได้หอยทะเลกับรูปปลาทะเลแปลกๆ มารายงาน ครูกมลหยิบหอยสังข์ขึ้นมาเล่าเรื่อง สังข์ทอง
[เริ่มฝึกการอ่านไม่ออกเสียง]
.
บทที่ 19 เจ้านิล
ปลานิลของปิติขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นมากมาย พ่อกับพี่ๆ ช่วยกันขุดบ่อปลานิลเพิ่มขึ้นอีกสองบ่อ
เกษตรอำเภอมาช่วยดูแลอยู่เป็นนิจ ปลาตัวโตยาวเกือบหนึ่งฟุต น้ำหนักเกือบจะครึ่งกิโลกรัม
ปิติจับปลาไปขายหลายครั้งแล้ว ได้เงินครั้งละ 40 - 70 บาท นำไปฝากออมสินได้ 550 บาท
บางวันยายทอดปลานิลไปถวายเพลอุปัชฌาย์ บางวันก็ขอปลาทอดของยายไปกินกับเพื่อนๆ
ครูไพลินชมว่าอาหารถูกหลักโภชนาการ แต่เพื่อนๆ มักล้อเลียนว่า ปิติเป็นเพชฌฆาตปลานิล
วันหนึ่งปิติอ่านหนังสือพิมพ์ที่ห้องสมุด พบว่าตนถูกรางวัลสลากออมสินเป็นเงิน 10,000 บาท
เขาคิดว่าอาจเป็นเพราะบทกลอนให้กำลังใจของมานีก็ได้จึงคิดซื้อขนมปังหวานเพื่อตอบแทน
พ่อกับแม่ของปิติรักษาสัญญา อนุญาตให้ปิติซื้อม้า โดยให้ไปซื้อกับเกษตรอำเภอในวันเสาร์
เกษตรอำเภอพาขึ้นรถเมล์ไปต่างอำเภอ เจ้าของบ้านเป็นแขกนุ่งโสร่งโพกหัว ผิวดำ จมูกโด่ง
ปิติเลือกลูกม้าสีดำตัวหนึ่ง เขาแสดงความรักความเอ็นดู กระทั่งลูกม้ายอมออกห่างจากแม่ม้า
เขาตั้งชื่อว่าเจ้านิลเพราะ 1. ใช้เงินจากการขายปลานิล 2. ขนมันสีดำ 3. เขาชอบม้านิลมังกร
พ่อปิติทำคอกให้เจ้านิลอยู่ เป็นเพิงชั่วคราว ใต้ต้นกระท้อน มุงสังกะสี มีมุ้งไนลอนกันยุงด้วย
[เริ่มเรียนรู้ เครื่องหมายขีดระหว่างตัวเลข คำบอกลักษณะ การฝึกอ่านในใจให้เร็วและรู้เรื่อง]
.
บทที่ 20 คำไทย
วันอาทิตย์ วีระชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้าน ลุงกำลังสาละวนทำความสะอาดกรอบรูปพระแก้วมรกต
ปิติประคองรูปพระแก้วมรกตก็เห็นแผ่นทองคำเปลวติดอยู่ด้านหลัง ลุงจึงพูดถึงเรื่องคำพังเพย
เช่น ปิดทองหลังพระ กิ้งก่าได้ทอง ฯลฯ จากนั้นเด็กๆ ก็เล่นทายคำปริศนากันก่อนกินข้าวโพด
สมคิดนั่งลงกัดข้าวโพดต้มที่กำลังร้อนจัด จนเผลอสบถออกมา ชูไจทำปากเบะ เพราะไม่ชอบ
.
บทที่ 21 นิทานขำขัน
เด็กๆ นั่งทำงานเงียบๆ เพราะไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกัน วีระกลัวเหงาก็เลยเล่านิทานให้ทุกคนฟัง
.
ตาเหลวตกปลาเก่งจนไม่มีใครกล้าเทียบ วันหนึ่งยืมเรือเพื่อนลำใหญ่ไปตกปลาในหนองใหญ่
ได้ปลาไหลตัวมหึมา เอาชำแหละแจกเพื่อนแล้วยังเหลืออีกมาก จึงเอาไปแลกข้าวได้เต็มเรือ
ระหว่างทาง ตาเหลวหิวข้าว จะหุงข้าวก็ไม่มีไม้ขีดไฟ ล่องเรือมาถึงต้นยางใหญ่ที่มีเสือซุ่มอยู่
ตาเสือแวววาวเหมือนไฟสุมขอน ตาเหลวรีบเอาเรือไปผูกไว้กับหางเสือเพราะนึกว่าเป็นรากไม้
เอาไต้แหย่เข้าไปที่ตาเสือ เสือตกใจวิ่งหนีลากเรือขึ้นไปบนฝั่งจนเรือยาวขึ้นกว่าเดิมสองศอก
รุ่งเช้า ตาเหลวออกไปหาผลไม้กิน กลับมาเห็นไก่ป่าจิกกินข้าวเกือบหมดลำ ตาเหลวโกรธจัด
ทำห่วงดักไก่ติดไว้กับกระทงเรือ ไก่ป่าไม่รู้ว่าจะมีอันตรายจึงกลับมาทีเรืออีกจนติดบ่วงทั้งฝูง
ตาเหลวโห่ร้องจนไก่ป่าตกใจ บินหนีลากเอาเรือลงน้ำ ตาเหลวฆ่าไก่ฉีกกระเพาะได้ข้าวคืนมา
ตาเหลวกลับถึงบ้าน ให้ภรรยาเอาเรือไปคืนเพื่อน เพื่อนสัมผัสแล้วโวยวายว่าไม่ใช่เรือของตน
เพราะยาวกว่าเดิมสองศอก ภรรยาตาเหลวรู้สึกอัปยศอดสูจึงพายเรือกลับเพื่อให้ตกลงกันเอง
ระหว่างทางเกิดพายุจัด คัดวาดเรือไม่ไหว ชนตลิ่งโครมใหญ่หดสั้นเข้าไปสองศอกเหมือนเดิม
ภรรยาตาเหลวดีใจมาก พายเรือกลับไปคืนเจ้าของ เจ้าของเห็นเรือยาวเท่าเดิม จึงรับคืนโดยดี
.
[เปรียบเทียบเสียงคำในอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ]
.บทที่ 22 เพลงพวงมาลัย
ใกล้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม เด็กนักเรียนตื่นเต้นเพราะว่าเป็นวันชาติและวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พวกเด็กๆ วางแผนการทำงาน แต่งเพลงพวงมาลัย ซ้อมฟ้อนรำ เขียนคำขวัญและเรียงความ
.
บทที่ 23 ห้องสมุดโรงเรียน
กลางวันวันศุกร์ พวกเด็กๆ มักชวนกันไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด ชูใจนั่งอ่านเรื่อง กระต่ายน้อย
มานีบอกว่า เคยอ่านนิทานอีสปเรื่องราชสีห์กับหนู แต่เรื่องนี้กระต่ายมากัดบ่วงให้ราชสีห์แทน
.
[สังเกตการผันอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ ควรถือคำที่เป็นอักษรกลางหรือ อ เป็นหลัก]
.บทที่ 24 ไม้สารพัดประโยชน์
ครูกมลพานักเรียนไปชมนิทรรศการอุตสาหกรรมในครอบครัว ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ว่าการอำเภอ
จากนั้นครูกมลมอบหมายงานให้นักเรียนเขียนรายงานที่กำหนดไว้และทำตัวอย่างผลิตภัณฑ์
วันเสาร์และวันอาทิตย์ มานี ชูใจ ปิติ ดวงแก้ว และสมคิดไปช่วยคิดทำงานอยู่ที่บ้านของมานี
สมคิดอยากทำหลายอย่าง แต่ชูใจทักว่าจับปลาสองมือไม่ดี ในที่สุดก็ตกลงว่าจะทำกำไลมือ
และป้ายคำขวัญจากไม้ไผ่ ใช้เศษไม้ไผ่เรียงเป็นประโยคว่า "ไม้ไผ่เป็นไม้สารพัดประโยชน์"
ขณะเขียนรายงาน เกษตรอำเภอก็แวะมาพอดี เลยช่วยเด็กๆ คิดประโยชน์ของไม้ไผ่เพิ่มเติม
.
บทที่ 25 ท่องเมืองไทย
เมื่อวันเสาร์และวันอาทิตย์ พ่อพาสมคิดไปเยี่ยมปู่ที่ภูเก็ต ลุงกับวีระไปดูพันธุ์ไม้ที่เชียงใหม่
เพชรกับแม่ของเขากลับไปเยี่ยมบ้านที่อุบลราชธานี แต่ละคนมีเรื่องเล่าและของฝากกลับมา
สมคิดเล่าถึงอนุสาวรีย์ท้าวเทพสตรีและท้าวศรีสุนทร (ตามต้นฉบับ) หาดสุรินทร์ โรงงานมุก
เพชรเล่าถึงพระธาตุก่องข้าวน้อย วีระเล่าถึงพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
.
บทที่ 26 เกียรติของปิติ
ปิตินั่งอ่านหนังสือเรียนอยู่ใต้ต้นมะรุมหลังบ้าน นกกิ้งโครงสองตัวกำลังจิกตีกันอยู่บนต้นมะรุม
แล้วก็บินลงมาตีกันต่อบนหลังเจ้านิล เจ้านิลตกใจวิ่งเตลิด ปิติวิ่งตามเจ้านิลจนถูกแก้วบาดเท้า
แผลของปิติอักเสบ รู้สึกตะครั่นตะครอเพราะอาการไข้ แต่ปิติก็ฝืนตัวเองไปโรงเรียนเพื่อสอบ
ข้อสอบมีหลายหมวดหลายข้อทำให้ปิติปวดหัวมากขึ้น ขณะนั้นครูใหญ่เชิญครูกมลออกไปพบ
เพื่อนๆ ส่งหนังสือและกระดาษคำตอบให้ปิติลอก แต่ปิติไม่ยอมลอกเพราะเขาไม่อยากทุจริต
ถึงจะสอบตกก็ยังมีความภูมิใจว่าไม่ได้ทุจริตคดโกง เขาจะรู้สึกละอาดอดสูมองหน้าใครไม่ได้
[เป็นหนึ่งในบทเรียนที่มีอิทธิพลต่อวิธีการเรียนของผมมาก โดยยอมตก ไม่ยอมลอกมาแล้ว]
[เริ่มฝึกอ่านคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ]
.
บทที่ 27 ความลับ
วันนี้ชูใจมาโรงเรียนสายมาก เนื่องจากควายที่บ้านหายไป อาออกตามหาตั้งแต่เช้ายังไม่กลับ
ย่าจึงให้ชูใจวิ่งไปแจ้งตำรวจ มานีสังเกตเห็นชูใจกระสับกระส่ายเหมือนมีเรื่องอะไรอยากบอก
ระฆังพักกลางวันดัง ก็เหลือแต่ มานี ชูใจ ปิติ ส่วนสมคิดพาดวงแก้วไปรับธนาณัติที่ไปรษณีย์
นับว่าโชคดี เพราะชูใจไม่อยากให้สองคนนั้นรู้ มานีถามว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเชียวหรือ
และให้ปิติไปตามวีระ มานะ และเพชรมาที่นี่ด่วน ชูใจเล่าว่า เธอเห็นรอยเท้าม้ารอบคอกควาย
เหมือนกับรอยเท้าม้ารอบอุโมงค์ในวัดร้างที่เคยผจญภัยกัน (ย้อนกลับไป ป.4 เล่ม 1 บทที่ 2)
เธอจำเป็นต้องเล่าเรื่องดังกล่าวให้ตำรวจฟัง ชูใจทำท่าจะร้องไห้ที่เธอผิดสัญญากับคนในกลุ่ม
ทุกคนปลอบโยนชูใจให้สบายใจขึ้นว่า ความลับส่วนตัวบางครั้งก็ต้องเปิดเผยถ้าถึงคราวจำเป็น
พอเลิกเรียน เด็กๆ ตรงไปที่บ้านชูใจทันที อาเล่าให้ฟังว่าตำรวจไปที่สถูปร้าง แต่ก็ไม่พบอะไร
พวกมิจฉาชีพใช้เล่ห์ทำให้ชาวบ้านกลัวไม่กล้าเข้าใกล้สถูป จึงยึดเป็นที่พักพิงได้เป็นเวลานาน
.
บทที่ 28 หนุมาน
เย็นวันหนึ่ง เมื่อเพชรทำงานเสร็จ ก็หยิบรูปหนังตะลุงที่สมคิดนำมาฝากจากปักษ์ใต้ขึ้นมานั่งดู
จังหวะเดียวกับวีระกำลังร้องรำทำเพลงซ้อมเต้นโขน เป็นตัวหนุมานในงานประจำปีของอำเภอ
แต่เพราะเนื้อเรื่องยาวมาก วีระจึงเล่าให้เพชรฟังเฉพาะตอนหนุมานลองดีพระฤาษีที่เขาแสดง
.
[เด็กมัธยมมีตารางธาตุ เด็กประถมก็มีตารางภาษาไทยให้เรียนตั้งแต่ 30 ปีก่อนแล้วนะครับ!]
.บทที่ 29 นักดับเพลิง
วันนั้นเป็นวันเสาร์ เวลา 14 นาฬิกาเศษ ขณะที่พวกเด็กๆ กำลังจับปลานิลอยู่อย่างสนุกสนาน
มีคนตะโกนลั่นว่าไฟไหม้ พวกเด็กๆ วิ่งออกไปดูที่หน้าบ้าน เห็นเพลิงกำลังลุกโหมไหม้ตลาด
เด็กทั้งหกวิ่งไปที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ใหญ่ ทั้งนายอำเภอ สารวัตรใหญ่
ครูใหญ่ ครูไพลิน เกษตรอำเภอและอีกหลายคนก็ช่วยกันขนข้าวของหนีไฟไหม้เป็นที่วุ่นวาย
หลังเพลิงสงบ เกษตรอำเภอเหนื่อยมาก พอเดินเข้าไปในบริเวณโรงเรียนซึ่งเป็นที่พักชั่วคราว
ก็เป็นลมล้มพับไป พวกเด็กๆ รีบวิ่งไปบอกครูไพลิน ครูไพลินช่วยทายาและผายปอดให้ (??)
หลังจากนั้นเกษตรอำเภอก็ฟื้นสติขึ้นมา ปิตินึกขึ้นมาได้ว่าทั้งสองคนยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
จึงแนะนำให้เกษตรอำเภอกับครูไพลินรู้จักกัน หลังจากนั้นทั้งสองก็สนทนาปราศัยเป็นอย่างดี
.
บทที่ 30 งานกาชาด
ทางโรงเรียนให้นักเรียนทุกชั้นทำสิ่งของต่างๆ เพื่อจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมในงานกาชาด
ผู้แทนนักเรียนให้นักเรียนหญิงทำดอกไม้ประดิษฐ์ ขนมแห้งบรรจุถุงปลาสติก (ตามต้นฉบับ)
นักเรียนชายให้ทำผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น ส่วนการแสดงบนเวที ให้ทุกชั้นส่งหนึ่งรายการ
นักเรียนในชั้นของครูกมล ทำขนมกล้วยฉาบกับข้าวเม่าหมี่ และคิดชื่อแปลกๆ ให้น่าสนใจขึ้น
เช่น เหรียญทองชวนลิ้ม สาวน้อยเลือกคู่ ม้วนเสื่อนางพระยา น้ำค้างทอง ล้อรถพระอาทิตย์
วีระต้องแสดงท่าหนุมานผาดโผนตอนลองดีฤาษีอีก ชูใจกับสมคิดและเพื่อนอีก 10 คนรำเซิ้ง
มานีกับดวงแก้วได้รับคัดเลือกให้ขายของประจำร้าน ปิติได้รับคัดเลือกให้เฝ้าต้นกัลปพฤกษ์
.
[ตารางกลุ่มพยัญชนะภาษาไทยในบทที่ 28 ยังสามารถนำมาใช้แบ่งกลุ่มตัวสะกดได้อีกด้วย]
..
.
โปรดติดตามต่อ : ตอนที่ 3
.
.
.
ของแถมท้ายเอนทรี
.
หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย : 30 Years Later Parody Part 2
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 1
.
บทที่ 3
ปิติกำลังจะลาวีระและลุงกับบ้าน ก็ได้ยินเสียงเพลงของบีโธเฟ่นและโมสาร์ตกล่อมเด็กแว่วมา
ได้ยินเขาว่ากันว่า จะช่วยทำให้คลื่นสมองของเด็กเป็นระเบียบ โตมาเป็นอัจฉริยะอะไรนี่แหละ
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2
.
บทที่ 13 ศรีธนญไชยเจ้าปัญญา
เย็นวันเสาร์ ชูใจพาสีเทาไปหามานีและซื้อไอศกรีมไปฝากหนึ่งแท่ง มานีกำลังร้องไห้ตาแดงๆ
เพราะนกแก้วหลุดจากกรงบินหนีไป พ่อมานีกลับจากทำงานพอดี จึงปลอบใจจนมานีรู้สึกดีขึ้น
มานีรับไอศกรีมจากชูใจและบอกพ่อว่าอยากฟังเรื่องศรีธนญไชยตอนใหม่ๆ ที่ตลกมากหน่อย
พ่อจึงเล่าตอนที่ศรีธนญไชยเป็นใหญ่เป็นโต ปกครองบ้านเมืองซึ่งกำลังระส่ำระสาย แตกแยก
เนวิลล์ ขุนศึกที่ทำให้เขาได้ครองบ้านเมืองก็คิดการใหญ่ ซ่องสุมกำลังเพื่อครองแผ่นดินนี้บ้าง
ศรีธนญไชยรอจังหวะที่ขุนศึกเนวิลล์พลาดท่าพ่ายอุดร เจ้านายเก่าของเขาในสมรภูมิแห่งหนึ่ง
ม้าศึก 4000 ตัวของเนวิลล์พังพินาศย่อยยับ ฐานอำนาจที่สั่งสมมาพังครืนลงไปภายในไม่กี่วัน
ถึงอุดรจะชนะ แต่ขุมกำลังยังไม่พร้อม เช่นเดียวกับเนวิลล์ ต้องมาจัดกระบวนทัพของตนใหม่
ที่ปรึกษาของศรีธนญไชยสั่งการให้วังหน้าดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มก๊วนใหม่ที่กำลังตั้งไข่ทันที
ศรีธนญไชยจะสามารถตัดตอนขุมกำลังต่างๆ เพื่อปูทางสู่การครองแผ่นดินอีกครั้ง ได้หรือไม่
พ่อของมานีบอกว่าไว้เล่าต่อวันหลัง ไอศกรีมที่ชูใจซื้อมาฝากจะละลายหมดแล้ว รีบๆ กินเสีย
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 1
.
บทที่ 4 จดหมายจากสุพรรณบุรี
ข้าพเจ้าเตะบอลอาชีพไม่ได้เงินเดือนเลย ผู้บริหารบอกว่าจะเอาเด็กพลศึกษามาเล่นแทนฟรีๆ
กองเชียร์ซึ่งให้กำลังใจพวกข้าพเจ้า ก็มีคนใกล้ชิดผู้บริหารบอกว่าจะจัดตั้งกองเชียร์ขึ้นมาเอง
บทที่ 7 บันทึกของชูใจ
วันนี้ครูกมลสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักเขียนบันทึกประจำวัน และให้เขียน 1 สัปดาห์เป็นการบ้าน
วันจันทร์ - วันอาทิตย์
สัปดาห์นี้โรงเรียนปิดเนื่องจากการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เรียนพิเศษก็ปิดร้านเกมก็ไม่ให้ไป ห้างก็ไม่ให้เดิน เด็ก ป.4 อย่างหนูไม่รู้ทำอะไร จบการบันทึกแต่เพียงเท่านี้
บทที่ 11
ข้าวของเงินทองของนักเรียนในห้องหายมากขึ้นทุกที ถึงแม้ครูกมลจะตักเตือนแต่ก็ไม่เป็นผล
ปิติสงสัยนักเรียนคนหนึ่ง จึงแกล้งเอาธนบัตรฉบับละสิบบาททิ้งไว้ใต้โต๊ะ และคอยแอบซุ่มอยู่
เมื่อเพื่อนคนนั้นเปิดโต๊ะ ปิติกระโจนออกจากที่ซ่อน รวบตัวเพื่อคนนั้นไว้ได้เพราะแข็งแรงกว่า
ปิติคาดคั้นหาเหตุผล ได้ความว่าเพื่อนติดเล่นเกมออนไลน์มาก วันไหนไม่ได้เล่นจะทุรนทุราย
เงินค่าขนมที่ได้มาไม่พอจึงต้องขโมยของของ ปิติสอบถามชื่อเกมและตัวละครก่อนปล่อยไป
ในคืนนั้น ปิติล็อกอินเข้าไปในเกมและนำตัวละครที่เขาแอบเล่นไว้จนเทพไปถล่มเพื่อนคนนั้น
จนตัวละครของเพื่อนคนนั้นไม่เป็นอันเล่นเกมอย่างปกติสุข แล้วเขาก็ล็อกเอาท์ หนีปิติไปเลย
จากนั้นข้าวของเงินทองของนักเรียนในห้องก็ไม่หาย เพื่อนคนนั้นเลิกเล่นเกมออนไลน์ไปเลย
.
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 2
.
บทที่ 17
บทที่ 18 ลูกน้อย
เช้านี้ถึงเวรสมคิดต้องรายงายความรู้ที่ไปศึกษาค้นคว้า เขาโชคดีที่ติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
จึงเข้าเว็บ Google ค้นหาข้อมูล โดยการ Copy & Paste และทำปกรายงานให้สวยเอาไว้ก่อน
บทที่ 19 เจ้านิล
ปลานิลของปิติขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นมากมาย พ่อกับพี่ๆ ช่วยกันขุดบ่อปลานิลเพิ่มขึ้นอีกสองบ่อ
ปิติจับปลาไปขายหลายครั้งแล้วนำเงินไปซื้อหวยออนไลน์ จนในที่สุดเขาถูกรางวัลแจ๊คพ็อต
เลยไปถอยคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ แถมยังตั้งชื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่นี้ว่า "นิลจัง" เพราะ
1. ใช้เงินที่ได้จากการขายปลานิล 2. ลงวินโดวส์แบล็คอิดิชั่น 3. ใช้เคสสีดำทะมึนดูอลังการ
บทที่ 25 ท่องเมืองไทย
พวกเด็กๆ มองดูโฆษณาท่องเที่ยวเมืองไทยในโทรทัศน์ ต่อด้วย ข่าวน้ำมันยังขึ้นราคาพรวดๆ
รถไฟไม่เคยแจ้งว่าจะหยุดเดินรถล่วงหน้า สนามบินไม่มีความปลอดภัย ม็อบสารพัดสีปิดถนน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลายพันธุ์ พ่อแม่เลยไม่ยอมให้ออกนอกบ้านไปเที่ยวที่ไหน
เด็กๆ ปิดโทรทัศน์แล้วก็เข้านอน พลางคิดว่าพรุ่งนี้จะไปถอดน็อตเสาไฟฟ้าหรือปาหินที่ไหนดี
บทที่ 26 เกียรติของปิติ
ระหว่างทำข้อสอบ ปิติสงสัยเหลือเกินว่าตอนนี้เหลือเด็กกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะไม่ยอมลอกข้อสอบ
เขารู้สึกว่าตนเองกลายเป็นแกะดำ ขณะที่คนอื่นๆ ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เกรดออกมาดูสวยงาม
.
To be continued : Part 3
.
Tags: book, thai language, ภาษาไทย, หนังสือ, หนังสือเรียน44 Comments

