Social-review


.
วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี รัฐบาลประกาศให้เป็นวันสำคัญในปี 2542
เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
.
"เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้
ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ
อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ
ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ
จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย
แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก"
.
.
.
จากพระราชดำรัสปี 2505 ถึงภาษาไทยปี 2551
.
ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจในหัวข้อ
"ความรู้ความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับวันภาษาไทยแห่งชาติและปัญหาการใช้ภาษาไทย"
เก็บตัวอย่างจากผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 2,452 ตัวอย่าง
หัวข้อที่ทำการสำรวจก็มีมากมาย สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์ครับ
ที่น่าสนใจ (หรือน่าตระหนก หรือได้แต่ปลงตก หรือว่าปล่อยมันไปตามยถากรรมเถอะ) ได้แก่
.
ร้อยละ 21.5 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีพยัญชนะกี่ตัว....(44 ตัว)
ร้อยละ 86.7 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีสระกี่รูป............(21 รูป)
ร้อยละ 73.7 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีวรรณยุกต์กี่รูป...(4 รูป 5 เสียง)
ร้อยละ 92.4 ไม่ทราบว่าร้อยแก้วคืออะไร (คำประพันธ์ที่ไม่บังคับคณะและสัมผัส เช่น เรียงความ)
ร้อยละ 89.6 ไม่ทราบว่าร้อยกรองคืออะไร (คำประพันธ์ที่บังคับคณะและสัมผัส เช่น กาพย์ กลอน)
.
จำจำนวนพยัญชนะและสระไม่ออกยังไม่เท่าไรครับ ขอให้นึกแต่ละตัวออกแล้วนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องเป็นพอ
แต่วรรณยุกต์มีอยู่เพียง 4 รูป 5 เสียงยังไม่ทราบ แล้วความถูกต้องในการอ่านการเขียน จะเหลือเท่าไร ?
.
นี่คือข้อมูลที่ได้จากกรุงเทพและปริมณฑลซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ที่ได้รับการศึกษามากที่สุดในประเทศจริงๆ หรือ
นี่คือข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไปซึ่งน่าจะผ่านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกันมาแล้วจริงๆ หรือ
ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าลองเอาแบบสอบถามเดียวกันไปถามกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในอินเตอร์เน็ต
เวลาใครบอกให้ใช้คำที่ถูกต้อง เป็นต้องถูกคนพวกนี้ออกมาด่า ขยันหาข้ออ้างให้การใช้คำผิดๆ เป็นสิ่งที่ถูก
โดยอ้างว่า เป็นวิวัฒนาการบ้าง หรือใช้คำว่า ภาษาที่ตายแล้ว ในบริบทผิดๆ ถูกๆ แบบเอาสีข้างเข้าถูบ้าง
.
...วิวัฒนาการจากพื้นฐานห่วยแตกแบบนี้ จะให้ผลผลิตออกมาแบบไหน ?...
.
.
.
วิวัฒนาการทางภาษากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
.
ต้นยุคปี 2540's อินเตอร์เน็ตคาเฟ่เริ่มตั้งไข่ และแพร่หลายสุดขีดเมื่อมีเกมดังๆ ที่เล่นผ่านเครือข่ายเข้ามา
ผู้คนเริ่มสมัครใช้งานกระดานข่าวตามเว็บไซต์ต่างๆ และสมัครใช้โปรแกรมสนทนาสำเร็จรูปต่างๆ มากขึ้น
แต่ยอดผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงอยู่ที่ประมาณ 5% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น
จนกระทั่งปี 2546 บริษัทเอกชนผู้ให้บริการเกมออนไลน์และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเข้ามาทำตลาดมากขึ้น
ผลักดันให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตขณะที่เขียนบทความนี้ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ
.
ต้นยุคปี 2550's เริ่มเห็นผลกระทบจากภาษาที่ใช้ภายในโลกอินเตอร์เน็ต ต่อภาษาภายนอกโลกอินเตอร์เน็ต
ในเกมออนไลน์ มีการใช้ภาษาย่ออย่างแพร่หลาย เพื่อความสะดวกรวดเร็วในระหว่างการควบคุมการเล่นเกม
ในโปรแกรมสนทนา ก็มีการใช้ Emoticon อย่างแพร่หลาย เพราะมองเห็นภาพ เพิ่มอารมณ์การสนทนา
ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อผู้ใช้งานขาดกาลเทศะ แบ่งแยกไม่ออกแล้วว่า อย่างไรคือภาษาพูด อย่างไรคือภาษาเขียน
ซึ่งในช่วงแรกนั้น ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่าความเสียหายน่าจะจำกัดขอบเขตเฉพาะผู้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต
.
...แต่ดูเหมือนว่าผมจะประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปเสียแล้ว...
.
เมื่อประเมินคร่าวๆ ว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นปัญหาในช่วงปี 2540's เป็นเด็กมัธยมต้นจนถึงเด็กมหาวิทยาลัย
ผู้ใช้งานกลุ่มนี้จะจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จบมหาวิทยาลัย และทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงปี 2550's
ที่ผมประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปนั้น คือ สภาพนักศึกษาในภาคศึกษาศาสตร์/ภาษาศาสตร์/นิเทศศาสตร์
น่าจะเป็นภาคที่เข้มงวดเรื่องการใช้ภาษา กลับมีปัญญาชนที่ใช้ภาษาวิบัติหลุดรอดออกไปจนถึงปีสุดท้ายได้
และอย่างที่กล่าวเอาไว้ตอนต้น คนกลุ่มนี้ใช้แต่ภาษาวิบัติแอ๊บแบ๊วจนลืมไปแล้วว่าภาษาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
.
มะเร็งหรือเนื้อร้ายที่ไม่ยอมรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะหมอไม่ใส่ใจหรือคนไข้ดื้อด้าน ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม
ถ้าปล่อยให้พัฒนาไปจนถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว มันจะกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถรักษาได้
ดังตัวอย่างการใช้ภาษาพื้นๆ แต่ผิดพลาด (อย่างน่าเหลือเชื่อว่าเรียนจบมาได้อย่างไร) ในรายการโทรทัศน์
ยิ่งตอกย้ำผลลัพธ์ในการละเลยเรื่องภาษาวิบัติว่าความเสียหายจะไม่จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตอีกต่อไป
ภาษาไทยที่พนักงานสั่วๆ วิวัฒนาการขึ้นมา จะส่งตรงถึงเด็กและเยาวชนหน้าจอโทรทัศน์ทั่วประเทศครับ
.
สำหรับรายละเอียดของรายการโทรทัศน์ที่กล่าวถึงนั้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Pantip ห้องเฉลิมไทย
.
.
.
ปล.
ผมเคยเขียนถึงความแตกต่างระหว่าง [ภาษาวิบัติ] กับ [ศัพท์สแลง, คำศัพท์ที่ใช้ผิดบ่อยๆ] ไปแล้ว
จึงไม่เขียนซ้ำอีกในบทความนี้นะครับ ท่านสามารถย้อนอ่านได้ในบทความเก่าใน Link ด้านล่างครับ
.
.
.
Related Links

.
.
.
26 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศรายละเอียด
องค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐในระบบ Admissions กลาง
ปีการศึกษา 2553 ซึ่งคราวนี้ได้ตัดองค์ประกอบที่ซ้ำซ้อนออกไป และเน้นสัดส่วนวิชาเฉพาะให้มากขึ้น
.
องค์ประกอบ Admissions 2553
.
1. GPAX .....6 ภาคเรียน (ม.4 - ม.6)...........20%
2. O-NET.....8 กลุ่มสาระ................................30%
3. ความถนัดทั่วไป (GAT)................................10 - 50%
4. ความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT)........0 - 40%
.
ยกเลิก GPA (คะแนนผลการเรียนรายกลุ่มสาระ) ใช้แต่ GPAX (ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม)
เพื่อลดข้อร้องเรียนกรณีโรงเรียนมัธยมวัดชิวชิวปล่อยเกรด ทำให้เด็กของโรงเรียนตึ๋งหนืดวิทยาเสียเปรียบ
ถึงแม้ผลการสอบ Admissions ที่ผ่านมาจะพบว่าค่า GPA สอดคล้องกับผลคะแนน O-NET ก็ตาม
ส่วน GPAX (ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม) เฟ้อหรือไม่นั้น ยังมีความเห็นที่ต่างกันระหว่าง กพฐ. กับ สทศ.
.
ยกเลิก A-NET (การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นสูง)
เนื่องจากซ้ำซ้อนกับ O-NET
O-NET (5+3) ประกอบด้วยกลุ่มสาระ [ไทย/สังคม/อังกฤษ/คณิต/วิทย์] และ พละ/ศิลปะ/การงาน
คะแนนที่จะนำไปใช้ในคือ 5 กลุ่มสาระแรก เนื่องจาก 3 กลุ่มสาระหลังจัดอยู่ในประเภท "ทักษะติดตัว"
โดยคะแนน O-NET ถูกจำกัดสัดส่วนเอาไว้อยู่ที่ 30% เพื่อจะได้ไปวัดฝีมือกันที่วิชาเฉพาะอย่างแท้จริง
.
เพิ่มเติม
ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิจัยเกี่ยวกับผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) 5 กลุ่มสาระ
ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. พบว่าปล่อยเกรด 1,224 โรง ให้เกรดปรกติ 121 โรง กดเกรด 1,238 โรง
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาฯ สพฐ. กล่าวว่า โรงเรียนที่ปล่อยเกรด เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก
นอกจากนี้โรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มปล่อยเกรดจำนวน 793 โรง ไม่มีนักเรียนไปสมัครสอบแอดมิสชั่นอย่างใด
.
.
.
GAT (General Aptitude Test) คืออะไร ?
.
GAT คือ การวัดศักยภาพในการเรียนมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ หรือ [ความถนัดทั่วไป]
ข้อสอบ GAT แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. ความสามารถในการอ่าน เขียน คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา.......50%
2. ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ..........................50%
.
เด็กคนไหนอ่านหนังสือปีละมากกว่า 8 บรรทัด, ไม่ใช้ภาษาวิบัติพร่ำเพรื่อจนไม่รู้ว่าคำที่ถูกต้องเขียนอย่างไร
รู้จักการทำรายงานที่มากกว่าการ copy&paste มาจากกูเกิ้ล, หัดฝึกฝนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมภาษาอังกฤษ, ดูหนังฟังเพลงภาษาอังกฤษ ฯลฯ หรืออะไรก็ได้, ขอให้ทำจริงเถอะน่า
แล้ว GAT จะกลายเป็นตัวแจกแต้มครับ ไม่ต้องไปดิ้นรนติวที่ไหนด้วย เพราะ GAT คือ "ทักษะติดตัว"
.
เด็กคนไหนเอาแต่เล่นเกมจนเมพขิงๆ ไม่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง ใช้แต่ภาษาวิบัติตลอด 24 ชั่วโมง
ภาษาแม่เฮงซวย ดังนั้นภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึง, ขโมยงานจากอินเตอร์เน็ตเป็นนิจ คิดทำอะไรเองไม่เป็น
หรือติดตามข่าวสารโดยไม่พิจารณาว่ามันจริงหรือเปล่า, เชื่อถือ forward mail อย่างไม่ลืมหูลืมตา ฯลฯ
คงต้องเข้าคอร์สอบรมบ่มนิสัย ดัดสันดาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมครับ เดี๋ยวคงมีเปิดติวแถวสยามแน่ๆ lol
.
.

.
PAT (Professional Aptitude Test) คืออะไร ?
.
PAT คือ ความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือที่เรียกกันแต่ก่อนว่า [วิชาเฉพาะ]
ซึ่งเด็กวิศวะ, สถาปัตย์ ฯลฯ ฟาดฟันกันมานานแล้ว คราวนี้แบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจนกว่าเดิม ประกอบด้วย
.
PAT 1 - ความถนัดทางคณิตศาสตร์
PAT 2 - ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
PAT 3 - ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
PAT 4 - ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
PAT 5 - ความถนัดทางครู
PAT 6 - ความถนัดทางศิลปะ
PAT 7 - ความถนัดในการเรียนภาษาต่างประเทศ
.
PAT เป็นของใหม่หรือเปล่า ?
.
คำตอบคือ ไม่ใช่เลยครับ เพราะว่า PAT 3, 4, 6, 7 มีมาตั้งแต่การสอบเอนทรานซ์ในยุคโบราณแล้ว
ที่แยกออกมาใหม่ถอดด้ามหน่อยคือ PAT 1, 2 ซึ่งชื่อบอกยี่ห้อแล้วว่าสำหรับคณะวิทยาศาสตร์โดยตรง
เหตุผลที่เพิ่ม PAT 1, 2 เข้ามานั้น ถามอาจารย์คณะวิทย์หรือดูจำนวนเด็กที่ซ่อมวิชาแคลคูลัสก็ได้ครับ
.
PAT 3, 4, 6 เด็กวิศวะ, สถาปัตย์ ฯลฯ ต่างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าระบบการสอบจะเปลี่ยนอย่างไร
PAT 5 ซึ่งเปิดสอบมาพักใหญ่ๆ แล้วนั้น มีการปรับปรุงสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรง
PAT 7 มีให้เลือก 6 ภาษา คือ ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, จีน, บาลี, อาหรับ ไม่ต่างจากของเดิมนัก
.
รูปแบบการสอบ GAT และ PAT
.
สอบได้ถึงปีละ 3 ครั้ง !!! ช่วงประมาณเดือนมกราคม, พฤษภาคม, ธันวาคม (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)
เริ่มสอบได้ตั้งแต่ชั้น ม.5 โดยนักเรียนจะสมัครสอบทุกครั้งก็ได้ถ้าอึดพอ (ค่าสมัครวิชาละ 100 บาท)
คะแนนสอบแต่ละครั้งมีอายุ 2 ปีนับตั้งแต่วันสอบ ให้เลือกครั้งที่คะแนนดีที่สุดในการ Admissions
ขณะนี้ยังไม่มีคณะใดใช้ PAT เกินสองวิชา แต่ถ้านักเรียนอยากลองของ จะลงสอบมากกว่านี้ก็ได้ครับ
.
สัดส่วนการสอบ GAT และ PAT
.
.

.
ประกาศ
.

ทาง สทศ. จะทำการจัดสอบ GAT และ PAT (เฉพาะ PAT 1, PAT 2, PAT 3)
ให้แก่นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 ขึ้นไปเป็นครั้งแรกในช่วงกลางเดือนมกราคม 2552 นี้
นักเรียนที่สนใจ ให้ติดตามรายละเอียด และกำหนดการสอบเพิ่มเติมได้ที่ www.niets.or.th
.

.
สรุป
.
ข้อสอบ GAT เป็นสิ่งที่เตรียมตัวยากกว่า เพราะไม่ผูกติดกับความรู้ในวิชา แต่เป็นสิ่งที่ฝึกมาตั้งแต่เด็ก
ข้อสอบ PAT เป็นสิ่งที่เตรียมตัวง่ายกว่า โดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือว่าทบทวนในห้องเรียน

มีความเห็นเพิ่มเติมว่า PAT 2 ควรแยกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ออกจากกัน เพื่อคัดเลือกเด็กให้ตรงกับสาขา
มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรเพิ่ม PAT ด้านวิชาสังคม สำหรับเด็กที่สอบคณะนิติศาสตร์/สังคมศาสตร์

.
ความเห็นส่วนตัว
.
การลดอัตราส่วน O-NET ทำให้เก็งกันได้เลยว่าตลาดกวดวิชาจะเปิดหลักสูตร GAT, PAT มากขึ้น
แต่ติดตรงที่สาขาวิชาหลักมากกว่าครึ่งใช้ข้อสอบ GAT ซึ่งทำตำรากวดวิชายาก เพราะเป็นทักษะติดตัว
อีกทั้งข้อสอบ PAT หลายตัวนั้นเป็นภาคปฏิบัติ ซึ่งใช้ติวเตอร์คนละกลุ่มกับโรงเรียนกวดวิชาตามปรกติ
สำหรับเด็กสถาปัตย์ที่เสียเปรียบมาหลายปี ระบบใหม่เปิดโอกาสให้สอบ PAT 4 ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง
นักเรียนจะรู้ตัวเร็วกว่าเดิม 1 ปีว่า มีความสามารถเพียงพอและเหมาะสมที่จะเดินมายังทางสายนี้หรือไม่
จากเดิมที่มีโอกาสสอบเพียงครั้งเดียว และถ้าพลาด หรือพบว่าตัวเองไม่ถนัด ก็ต้องรอ'ซิ่วไปอีก 1 ปีเลย
.
Edit เพิ่มเติม
อ่านรายละเอียดตัวอย่าง GAT ของประเทศออสเตรเลียที่ความเห็น 23 ครับ หลายอย่างน่าสนใจมาก
ถ้า GAT ของเราสามารถค้นหาเด็กที่มีศักยภาพ (นอกเหนือจากการท่องจำ-ทำเกรด) ได้แบบนี้ล่ะก็เจ๋ง

.
.
ของแถม
.
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 509 คน
พบว่า 71.9% ส่งเด็กไปเรียนเสริม/เรียนพิเศษ โดยวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ
ภาษาอังกฤษ 69%, คณิต 56.9%, ฟิสิกส์ 33.6%, ไทย 33%, เคมี 32.4%
.
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน (บาท)
.
39.6%.........1,001 - 3,000
20.7%.........3,001 - 5,000
...9.9%.........5,001 - 7,000
...7.0%.......>9,000
18.6%........<1,000
.
.
.
ของแถมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเอนทรี่นี้
.
ข่าวช็อคสำหรับ(บาง)คนในวงการเกม เมื่อ Final Fantasy XIII ประกาศลงเครื่อง XBOX 360
ทำให้ FF หลุดจากการเป็นเกม Exclusive หรือเกมที่สร้างขึ้นเพื่อลงเครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
สำหรับคนเล่นเกม หลายคนรู้สึกยินดี เพราะจะได้มีทางเลือกในการเล่นเกมที่ตนให้ความสนใจสะดวกขึ้น
รวมทั้งผู้ที่เล่นอย่างเดียว (โดยไม่สนใจว่าเกมโปรดของตนจะลงเครื่องไหน) ก็ไม่ได้ผลกระทบอะไรมาก
การที่ผู้บริโภค (แผ่นแท้ในต่างประเทศ) มีทางเลือกเพิ่ม ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตเกมก็เพิ่มขึ้นในทันที
.
สำหรับคนเล่นเครื่อง บางคนรู้สึกเสียหน้า เพราะอวดอ้างสรรพคุณและถือหางเครื่องของตนเอาไว้ก็มาก
เลยเถิดถึงการแช่งชักหักกระดูกผู้ผลิตเกมหน้าตาเฉย แล้วเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องของคุณค่าทางจิตใจแทน
(จากรูปธรรมสู่นามธรรมเพียงชั่วข้ามคืน นับว่าข่าวนี้มีผลกระทบต่อ "บางคน" รุนแรงจริงๆ นะครับ)
ไม่ว่าฮาร์ดแวร์เจ๋งขนาดไหน สุดท้ายก็เห็นกันแล้วว่าสิ่งที่ทำให้เราดื่มด่ำกับการใช้งานนั้นอยู่ที่ซอฟต์แวร์
ส่งผลให้ราคาหุ้นในส่วนแผนกผู้ผลิตเครื่องเกมเทพเจ้า เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยประการฉะนี้~
.
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้เล่นเครื่อง ไม่ได้เล่นหุ้น ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ไม่เดือดร้อนอะไรกับข่าวนี้

.
หมายเหตุ
.
เนื้อหาใน Entry จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเขาปราสาทพระวิหารและอาณาจักขอม (ขะแมร์) เป็นหลัก
ท่านใดอ่านแผนที่ไม่เป็น ไม่เชื่อกรมแผนที่ทหาร ไม่เชื่อกระทรวงการต่างประเทศ ไม่สนใจประวัติศาสตร์
แต่กลับปักใจเชื่อแป๊ะลิ้มและ ASTV ว่าเกิดการขายแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว, ก็กรุณาออกไปให้ไกลๆ เลยครับ
โดยเฉพาะ กลุ่มที่ "เลือกพูดถึงเฉพาะประวัติศาสตร์บางส่วน" ที่เป็นประโยชน์ต่อความรักชาติของตนเอง
อย่างเช่นกรณี 36 แผนที่ชีวิตพ่อ, กรณีโหวต TIME 100, กรณีเครื่องบินพระที่นั่ง, กรณีนาร์กิส ฯลฯ
* แก้ไขครั้งล่าสุดวันที่ 3 กรกฏาคม 2551 โดยจะแก้ไขก็ต่อเมื่อสิ่งที่ให้มาเป็นข้อมูล, ไม่ใช่ความคิดเห็น
.
การเกิดของอาณาจักรขอม
.
อาณาจักรขอม (อาณาจักรขะแมร์ - Khmer Empire) เรืองอำนาจอยู่ในช่วง พ.ศ. 1345 - 1974
สืบเนื่องต่อจาก อาณาจักรฟูนาน (พ.ศ. 611 - 1093 ) และอาณาจักรเจนละ (พ.ศ. 1093 - 1345)
จุดศูนย์กลางของอาณาจักรตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาปัจจุบัน อาณาเขตครอบคลุมภาคอีสานของไทยทั้งหมด
และภาคกลางบางส่วน ดูได้จากสถาปัตยกรรมของขอมที่หลงเหลืออยู่ เช่น ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี
ปรางค์สามยอด ลพบุรี และซากปราสาทที่กระจัดกระจายตั้งแต่สระแก้ว นครราชสีมา ไล่ไปจนถึงร้อยเอ็ด
ทั้งหมดเป็นปราสาทหินทรายและศิลาแลง ซึ่งต่างจากอาณาจักอื่นในบริเวณเดียวกันซึ่งใช้ไม้และอิฐก่อสร้าง
.
การล่มสลายของอาณาจักรขอม
.
อาณาจักรขอม ถูกอาณาจักรอยุธยาซึ่งเกิดขึ้นในภายหลัง (พ.ศ. 1893 - 2310) ทำสงครามรุกรานเข้ามา
ปราสาทรอบๆ อาณาจักรเริ่มถูกละทิ้ง เมื่อกรุงศรีอยุธยาเข้ามามีอิทธิพลเหนือพื้นที่นี้ในช่วงปี พ.ศ. 1974
* อาณาจักรของก็ย้ายเมื่องหลวงไปเรื่อยๆ (ข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่าขอมย้ายเมืองหลวงออกไปก่อนนานแล้ว)
แต่ในตำราเรียนคลั่งชาติ มิได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด นอกจากการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า 2 ครั้ง
ปราสาททั้งหลายในกัมพูชาถูกปล่อยทิ้งรกร้าง จนกระทั่งชาวตะวันตกเข้ามาสำรวจจนเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา
หลังจากนั้นเข้าสู่ช่วงการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกซึ่งล่องเรือมาพร้อมแสนยานุภาพทางทหารที่สูงกว่า
.
ยุคล่าอาณานิคม
.
ต้นรัตนโกสินทร์ เราอาศัยความได้เปรียบจากการที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องพบศึกหนักทั้งภายในและภายนอก
จนมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก ครอบคลุมลาวทั้งประเทศ และบางส่วนของกัมพูชา พม่า มาเลเซียในปัจจุบัน
ฝรั่งเศสและอังกฤษต่างจ้องมองตาเป็นมัน ไทยเราก็จำต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้
ในปี พ.ศ. 2450 เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปครั้งที่ 2 ทรงลงนามสัตยาบันกับประธานาธิบดีของฝรั่งเศส
เพื่อการแลกเปลี่ยนดินแดนระหว่าง [เสียมเรียบ, พระตะบอง, ศรีโสภณ] กับ [จันทบุรี, ตราด, ด่านซ้าย]
(เสียมเรียบ คือ ที่ตั้งของนครวัดนครธม ซึ่งเป็นศูนย์กลางเก่าของอาณาจักรขอมที่ได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้น)
.
เส้นเขตแดนเจ้าปัญหา
.
จากการแลกเปลี่ยนดินแดนในปี พ.ศ. 2450 โดยรัชกาลที่ 5 เพื่อรักษาเอกราชของประเทศไทยเอาไว้นั้น
ทำให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารต้องอยู่ในเขตแดนของประเทศกัมพูชาตามการกำหนดเขตแดนโดยฝรั่งเศส
กระทั่งปี พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังต้องทำเรื่องอนุญาตฝรั่งเศสในการขึ้นไป
บนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นหนึ่งในหลักฐานเด็ดทำให้ประเทศไทยแพ้คดีเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
ซึ่งคดีดังกล่าวหมดอายุความไปตั้งแต่ พ.ศ 2515 แล้วแต่กรณีดังกล่าวยังคงเป็นเชื้อปะทุอยู่ได้ตลอดเวลา
เพราะหลักกู อยู่เหนือการตัดสินใจตามประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
.
การปลุกปั่นชาตินิยม
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองได้โดยปราศจากความรุนแรง
แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารการปกครองประเทศอย่างหนัก เช่น การเกิดกบฎวรเดชในปี พ.ศ. 2476
ต่อมา รัชกาลที่ 7 ประกาศสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และเสด็จประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์
สิ้นสุดระบอบราชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดความปั่นป่วนไปทั่วประเทศ เพราะยังไม่มีความพร้อมพอ
เหล่าผู้ปกครองทั้งหลายจึงจำเป็นต้องคิดค้นวาทกรรมกู้ชาติ เพื่อให้เกิดความรักชาติขึ้นมาในหมู่ประชาชน
โดยเปลี่ยนชื่อทุกอย่างให้เป็น "ไทย" และเรียกร้องดินแดนที่แลกเปลี่ยนกันในสมัยรัชกาลที่ 5 กลับคืนมา
.
ในช่วงสงครามโลก ฝรั่งเศสโดนเยอรมันอัดจนพังพาบ เหล่าผู้นำก็หันไปคบค้ากับมหามิตรใหม่อย่างญี่ปุ่น
บีบให้ฝรั่งเศสยอมยกดินแดน เสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ ไชยะบุรี ให้แก่ประเทศไทย
รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงใช้โอกาสนี้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย
ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2483 และโหมประโคมว่าไทยได้ดินแดนคืนแล้ว
แต่ปรากฏว่าหลังสิ้นสุดสงคราม มหามิตรอย่างญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ รัฐบาลจอมพล ป. ก็ล้มตาม
ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษต่างกระเหี้ยนกระหือรือจ้องจะเอาคืนผลจากวาทกรรมกู้ชาติแห่งยุคสมัยอย่างเต็มที่
.
แต่โชคดีที่มหาอำนาจใหม่ (อีกแล้ว) อย่างสหรัฐฯ สนับสนุนขบวนการเสรีไทย และนายปรีดี พนมยงค์
พยามยามเจรจาต่อรองอย่างหนัก เพื่อให้การประกาศสงครามเข้าร่วมกับญี่ปุ่นของจอมพล ป. เป็นโมฆะ
ประเทศไทยจึงไม่สูญเสียแบบสาหัสอย่างที่ญี่ปุ่นและเยอรมันเจอ แต่ก็ต้องคืนดินแดนที่ได้ในช่วงนี้กลับไป
ไม่ว่าจะเป็นดินแดนอินโดจีนให้แก่ฝรั่งเศส เมืองเชียงตุงในพม่า กับ 4 รัฐมลายูทางตอนใต้ให้แก่อังกฤษ
ทว่า ปราสาทเขาพระวิหารกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่ไม่ได้นำกลับคืนไปยังกัมพูชาด้วย จนกระทั่งรัฐบาล
ของจอมพล ป. หวนกลับคืนมาอีกครั้ง (ด้วยความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งสยามประเทศ)
.
...ทหารไทยพร้อมธงไตรรงค์จึงถูกส่งกลับขึ้นไปบนปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497...

.
คำตัดสินของศาลโลก
.
หลังปล่อยให้ไทยนำเอาธงไตรรงค์ขึ้นไปชักอยู่บนยอดเขาพระวิหารอยู่พักใหญ่ เพราะติดพันสงครามภายใน
เจ้านโรดมสีหนุได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 เพื่อทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารจากไทย
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ (ซึ่งยึดอำนาจมาจากจอมพล ป. อีกที) แต่งตั้งทนายความพร้อมระดมเงินทุน "กู้ชาติ"
ศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้เวลาตัดสินนาน 3 ปี และลงมติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
ให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้รัฐบาลไทยถอนกำลังทหารและเจ้าหน้าที่
โดยศาลโลกยึดถือตามแผนที่และสนธิสัญญาที่ไทยทำไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ตามที่ได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้น)
.
.

.
ซึ่งเป็นเส้นเขตแดนที่กำหนดจากสถานการณ์บ้านเมืองยุคนั้น ไม่ใช่กำหนดจากสภาพภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ
.
edit เพิ่มเติม
edit เพิ่มเติม
ผู้พิพากษาที่ให้กัมพูชาชนะ ประกอบด้วย ผู้พิพากษาจากโปแลนด์, ปานามา, ฝรั่งเศส, สหรัฐอาหรับฯ
อังกฤษ, สหภาพโซเวียต, ญี่ปุ่น, เปรู, อิตาลี ที่เหลืออีก 3 ประเทศคือ อาร์เจนติน่า, จีน, ออสเตรเลีย
.
ใครได้ใครเสีย
.
ไม่อยากเขียนถึง แต่จำเป็นต้องเขียนก่อนที่พวกกู้ชาติโง่ๆ กับนักวิชาการควายๆ บางคน จะพาลงเหวกว่านี้
พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศไทยเงียบๆ มานานแล้วนะครับ
* ซึ่งก็ควรจะยาตราไปกู้แผ่นดินตั้งแต่มีการบุกรุกในปี พ.ศ. 2541 แล้ว ไม่ใช่พึ่งจะมาดิ้นเร่าๆ เอาตอนนี้
โดยเส้นเขตแดนในแผนที่ที่ใช้ในคดีเขาพระวิหารนั้น ทางฝรั่งเศส ไม่ได้ขีดเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ
หากแต่ลุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยมากกว่านี้ เพียงแต่ทางกัมพูชาไม่ได้ต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว
* น่าแปลกใจที่บรรดาคนฉลาดๆ ตามคำกล่าวของกลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ ทำอะไรไม่ได้มาเกือบครึ่งศตวรรษ
.
.

.
ต่อมาภายหลังมีการปรับปรุงเส้นเขตแดนบริเวณนี้ใหม่ โดยไทยได้รับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้
ยกเว้นเฉพาะพื้นที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหารซึ่งศาลโลกตัดสินให้เป็นของกัมพูชาไปแล้วที่ตัดฉากเข้ามา
ได้บรรจุลงในแผนที่ทางทหารเรียบร้อยแล้ว และต่างฝ่ายต่างทำบันทึกความเข้าใจเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน
แต่ขอโทษครับ เจอควายที่ไหนไม่รู้ หยิบยกเอาแนวตั้งฉากของพื้นที่โบราณสถานไปเชื่อมโยงกับสันปันน้ำ
แล้วเอาไปขยำรวมกับพื้นที่ทับซ้อนซึ่งเป็นปัญหาจริงๆ (แม้จะเกิดมานานร่วม 10 ปีแล้ว) โธ่ ไอ้หอกครับ
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าพวกกู้ชาติบางคนอ่านแผนที่เองไม่เป็น ถนัดการจับแพะชนแกะ มันก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้
.
.

.
ขอจบ Entry ลงตรงนี้
ส่วนใครจะกู้ชาติด้วยข้อเท็จจริงแบบพันธมิตรๆ ซึ่งพิสูจน์ความถูกต้องแบบพันธมิตรๆ มานานกว่า 3 ปี
ก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับ
.
.
.
อื่นๆ
.
- อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าแถลงการณ์ร่วมกรณีเขาพระวิหาร
ไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญา ไม่เปลี่ยนแปลงเขตอำนาจรัฐ การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
มรดกโลกสนใจคุณค่าของพื้นที่ ไม่ใช่การเอาเรื่องเขตแดนมาหาผลประโยชน์ทางการเมืองแบบที่กำลังทำกัน
ขณะที่เมืองเก่าอยุธยากำลังเสี่ยงต่อการถูกถอดชื่อจากการเป็นมรดกโลก เพราะความห่วยแตกของคนไทยเอง
.
* คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ว่าแถลงการณ์ร่วมกรณีเขาพระวิหาร
มีลักษณะครบตามองค์ประกอบความเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา
จึงเป็นหนังสือสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แตกต่างจากความเห็นของอธิบดีกรมสนธิสัญญา

.
- กรมแผนที่ทหาร กล่าวว่าแถลงการณ์ร่วมกรณีเขาพระวิหาร ไม่มีผลกระทบต่อเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อน
ส่วนกรณีที่มีชาวกัมพูชาเข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ทับซ้อน เป็นเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทับซ้อน
จากคำพิพากษาของศาลโลก ซึ่งรัฐบาลยุคนั้นไม่สามารถหาหลักฐานใหม่มาคัดค้านได้ จนคดีหมดอายุความ
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมา 10 ปีแล้ว แต่ถูกนำมาใช้หาประโยชน์ทางการเมืองด้วยฝีมือคนบางกลุ่มในเวลานี้
.
ของแถมที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Entry นี้แต่อย่างใด
.
.

.
นึกถึงกรณีทักกี้กับเครื่องบินพระที่นั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แค่ตัดประโยค "เครื่องบินเก่าอายุ 10 ปี ปลดประจำการออกจากการเป็นเครื่องบินพระที่นั่งแล้ว" ออกไป
ง่ายๆ เท่านี้ ก็ออกมากู้ชาติกู้สถาบันกันหน้าสลอนเลยครับ
แล้วประวัติศาสตร์เป็นร้อยเป็นพันปี จะถูกพวกกู้ชาติตัดตอนนำเสนอ "ความจริงบางส่วน" กันขนาดไหน