Utilities-review

วิธีเพิ่มความลำบาก แก่พวกลอกผลงานในอินเตอร์เน็ต
.
ข้อตกลงเบื้องต้น
1. Entry นี้กล่าวถึงงานประเภทข้อเขียนเป็นหลัก ไม่นับงานประเภทรูปวาด
2. Entry นี้กล่าวถึงการลอกผลงานไปใช้ระหว่างเว็บเพจภายในอินเตอร์เน็ต
3. ไม่มีวิธีการใดที่สามารถป้องกันการลอกผลงานในอินเตอร์เน็ตได้ 100 %
แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้งานเป็นไฟล์ text ให้พวกหน้าด้านมัน copy ไปใช้ง่ายๆ
.
เงินทอง ของบาดใจ ความมักง่าย จึงครอบงำ
.
ทศวรรษหน้า ปัญหาการลอกผลงานในอินเตอร์เน็ตบ้านเรา จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
เพราะเด็กในทศวรรษนี้ ถูกสื่อเลวบางส่วน ปลูกฝังให้ไปถึงเป้าหมาย โดยไม่สนใจวิธีการ
เอาเปรียบ โกงได้เป็นโกง ขี้เกียจ ลอกได้เป็นลอก เพื่อชื่อเสียงกับผลประโยชน์ของตนเอง
.
ชิ้นงานที่จะพูดถึงใน Entry นี้คือ 1) Fiction - เรื่องแต่งต่างๆ 2) Game - บทสรุปต่างๆ
และปลายทางของการคัดลอกชิ้นงานที่จะพูดถึงคือ 1) สำนักพิมพ์ และ 2) อินเตอร์เน็ต
.
ในส่วนของสำนักพิมพ์
สำนักพิมพ์ที่มีมาตรฐานการทำงาน มีหลักการในการทำงาน (ไม่ใช่หลักกูในการทำงาน)
เรามักจะพบเห็นการแสดงความรับผิดชอบ เช่น การสั่งปรับ / แบนนักเขียนคนนั้น ฯลฯ
แต่พวกที่ไม่มีมาตรฐาน เช่น นั่งเทียนเขียนข่าว เสนอกลโกงภายใต้ข้ออ้างว่าให้รู้เท่าทัน
หากผลงานถูกนำลงหนังสือของสำนักพิมพ์กลุ่มนี้ เจ้าของงานที่แท้จริงก็คงได้แต่ทำใจ

ในส่วนของอินเตอร์เน็ต
หากเป็นเว็บที่มีผู้ดูแลเนื้อหาโดยตรง มีช่องทางติดต่อชัดเจน ไม่หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ใต้ดิน
เจ้าของผลงานที่แท้จริง สามารถติดต่อส่งหลักฐาน ให้ผู้ดูแลจัดการผู้ที่ลอกผลงานได้
แต่หากเป็นเว็บใต้ดิน เว็บส่วนตัว หรือเว็บสาธารณะกึ่งส่วนตัว เช่น ไดอารี่ บล็อก ฯลฯ
เจ้าของผลงานที่แท้จริงก็ต้องวัดดวงแล้วล่ะครับว่า ผู้ที่ลอกงานมีลักษณะนิสัยอย่างไร
.
สรุปเบื้องต้น
ปลายทางการลอกงานที่มีปัญหาคือ 1) สำนักพิมพ์ที่ไร้มาตรฐาน 2) เว็บ (กึ่ง) ส่วนตัว
ปลายทางในข้อ 1) มักเป็นนิตยสารเจ้าเก่า หน้าเดิมๆ (ไม่จำกัดประเภทของนิตยสาร)
ปลายทางในข้อ 2) เปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยี ปัจจุบันคือกลุ่มคนเล่นบล็อก
ข้อสังเกต กลุ่มผู้ลอกงานในข้อ 2) อาจเป็นลูกค้าของสื่อสิ่งพิมพ์ในข้อ 1) ด้วยหรือไม่
บรรทัดบนนี้ไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นคำถามที่ทิ้งเอาไว้เล่นๆ เผื่อมีใครสนใจจะทำวิจัยครับ
.
สิ่งที่เราพบเห็นจนชินตา เมื่อเจ้าของงานที่แท้จริง ตามไปพบงานของตนที่ถูกลอกก็คือ
.
1) การแถที่ใช้เหตุผล / หลักฐานสวนกลับได้
- การแถว่าไม่ได้ลอก แค่เหมือนโดยบังเอิญ (ต่อให้มีคำผิดตรงกับต้นฉบับเป๊ะก็เถอะ)
- การแถว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากแหล่งเดียวกัน (จนเขียนเหมือนกันทุกตัวษรเลย)
- การแถว่างานที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตไม่มีเจ้าของ
(ข้ออ้างของพวกไร้ซึ่งจิตสำนึก ซึ่งประเด็นนี้ ผมสามารถเอาไปเขียนได้อีก Entry ครับ)
- การแถว่าเราไม่ได้ใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์ทำงาน
(สวนกลับด้วย Linux และ Free Software, รายละเอียดใน Entry เก่า เรื่องลิขสิทธิ์)
ฯลฯ
.
2) การแถที่ไร้เหตุผล เสียเวลาในการโต้ตอบ
- การแถว่า งานชิ้นนี้ไม่คู่ควรกับคนระดับต่ำๆ อย่างเธอหรอก
- การแถว่า งานต่ำๆ ชิ้นนี้ชั้นไม่ลอกให้เสียเวลาเธอก็ได้ เชอะ
- การแถว่า คนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน ใครไม่ลอกถือเป็นคนโง่
- การแถว่า ชั้นเรียนดี ได้เกียรตินิยมอันหนับหนึ่ง มีงานดีๆ ทำ มีเงินเดือนสูง บลาๆๆ
- การแถว่า ชีวิตชั้นมีอะไรต้องทำเยอะ ลอกชาวบ้านแล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
- การแถว่า ชั้นอุตส่าห์เผยแพร่ผลงานของเธอให้ น่าจะมากราบขอบคุณชั้นด้วยซ้ำไป
ฯลฯ
.
วิธีเพิ่มความลำบากแก่พวกลอกผลงาน
1. แปลงงานเขียนเป็นไฟล์ pdf ด้วย Adobe Acrobat หรือโปรแกรม convert อื่นๆ
ซึ่งมีความสามารถใส่ลายน้ำ ใส่รหัสผ่าน สร้างความลำบากในการ copy & paste
ไฟล์ pdf เป็นข้อมูลอักษรแบบรูปภาพที่มีความปลอดภัยสูงกว่า doc ของ MS Word
** เกรียนจำนวนไม่น้อย ไม่นิยมใช้หรือติดตั้ง Acrobat ในเครื่องคอมพิวเตอร์บางรุ่น
.
2. แปลงงานเขียนเป็นข้อมูลภาพด้วยโปรแกรมจับภาพหน้าจออะไรก็ได้ เช่น SnagIt
งานเขียนล้วนๆ จะบันทึกเป็น gif ก็ได้ หรือถ้ามีภาพประกอบจะบันทึกเป็น jpg ก็ได้
โดย 2.1) บันทึกงานเป็นข้อมูลภาพทั้งหมดหรือ 2.2) บันทึกเป็นข้อมูลภาพบางส่วน
** หลายคนอาจสงสัยว่า แบบนี้มันไม่กด copy ไปทั้งภาพ ง่ายกว่าเดิมหรอกเรอะ ?
.
คำตอบ
อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นครับ ไม่มีวิธีการใดที่จะป้องกันพวกลอกผลงานได้หมด 100%
ฉะนั้น เรามาย้อนเกล็ดด้วยพฤติกรรมของพวกเกรียน (ไม่ว่ารุ่นเล็กรุ่นใหญ่) กันดีกว่า
ทำไมผมถึงแนะนำการทำผลงานให้เป็นไฟล์ pdf หรือข้อมูลภาพแล้วอัพโหลดเอาไว้
.
1. ข้อมูลอักษรสามารถดัดแปลงแก้ไขได้ง่ายๆ ซึ่งก็เหมาะสมกับเกรียนที่สมองพิการ
ขณะข้อมูลภาพต้องแก้ไขโดยโปรแกรมตกแต่งภาพเท่านั้น และต้องใช้เวลานานกว่า
ยิ่งเป็นข้อมูลภาพที่มีลายน้ำ บอกชื่อหรือเว็บเราเต็มพรืด พวกเกรียนก็เอาออกลำบาก
** สำหรับเจ้าของงานที่ใช้ MS Word ในการทำงาน หากท่านเปิดระบบตรวจคำผิดไว้
(เส้นสีแดงซิกแซกใต้ตัวอักษร) ไม่ต้องลบหรือแก้ไขออก แต่ให้จับภาพมาทั้งอย่างนั้น
โดยเฉพาะงานประเภทกาพย์กลอน หรือว่าชื่อเฉพาะบางอย่าง เอาไว้เป็นตัวอุปสรรค
.
2. ข้อมูลภาพที่อัพโหลดไว้ เกรียนสามารถขโมย url ภาพไปทำ direct link ได้ง่ายๆ
ให้เราเลือกสถานที่อัพโหลดที่สามารถตั้งชื่อไฟล์ภาพได้เอง เช่น Photobucket ฯลฯ
เมื่อปล่อยเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ให้เราเปลี่ยนชื่อ url ที่บันทึกผลงานไว้เป็น url อื่นๆ
แล้วนำเอาภาพอื่น (อาจเป็นภาพคำเตือน คำด่า หรืออะไรก็ได้) มาบันทึกแทนที่เดิม
** ส่วนใหญ่ ภาพที่ถูกขโมยมักถูกอัพลงเว็บที่ตั้งชื่อไฟล์แบบสุ่ม ซึ่งมีเครดิตน้อยกว่า
ขณะที่ "ผู้ผลิตงาน" ซึ่ง "สร้างสรรค์" ผลงานมาโดยตลอด มักมีที่อัพโหลดที่เปิดเผย

.
3. การบันทึกผลงานเป็นคอมลัมน์กว้างๆ ทำให้ขโมยจัดเลย์เอาท์ลงหนังสือลำบาก
ยกเว้นแต่จะลอกงานของเราไปพิมพ์เลยทั้งหน้า ซึ่งจะเห็นความผิดปรกติได้ชัดเจน
นอกจากนี้ เราสามารถแทรกภาพสีลงไประหว่างข้อเขียนได้ เพื่อเพิ่มต้นทุนคนลอก
หรือถ้าหนังสือเลี่ยงไปพิมพ์ภาพขาวดำ เราก็มีต้นฉบับสีในมือเราไว้ฟ้องร้องอยู่แล้ว
วิธีการนี้ มีผลกระทบทำให้กรอบคอลัมน์ ในหนังสือที่เอางานเราไปลอก เสียไปด้วย
** เป็นการบีบให้คนที่คิดคัดลอกผลงานของเรา ต้องลงมือลงแรง พิมพ์เองทั้งหมด
.
4.การบันทึกผลงานเป็นข้อมูลภาพ ที่มีความกว้างเหมาะพอดี กับเว็บของแต่ละคน
ตัวอย่าง บล็อกที่ผมเขียนอยู่ตอนนี้ ขนาดความกว้างของภาพสูงสุด คือ 480 pixel
ถ้าผู้ที่ลอกผลงานของเราไปนั้น ใช้ Theme คนละแบบ ภาพก็จะไม่เข้ากับกรอบเอง
** การบันทึกภาพผลงานแนวต่างๆ ควรเลือกระยะที่ยาวกว่าขนาดของหนังสือทั่วไป
หรือยาว 3 ใน 5 ของกระดาษ (จะต่อ 2 อันก็ล้น จะวางอันเดียวกระดาษก็เหลืออีก)
เป็นการบีบให้คนลอก ต้องย่อหรือขยายงาน จนคนอ่านสังเกตเห็นความผิดปรกติได้

.
5. การใช้คำพูดที่บ่งชี้ถึงภาพ, หน้าต่อ, หรือการใส่ url ประกอบระหว่างงานของเรา
ถ้าพวก Copy ใช้โปรแกรมตกแต่งภาพลบข้อความพวกนี้ไปก็จะเกิดความผิดปรกติ
** การใส่คำดักไว้จับผิด หรือเจตนาใช้คำผิดในรูปแบบหนึ่งๆ ทั้งผลงาน ก็เป็นอีกวิธี
เพราะข้อมูลที่เป็นรูปภาพ จะใช้ MS Word ไล่เปิดเพื่อตรวจหาคำผิดไม่ได้เสียด้วยสิ
และเกรียนน้อยมากที่จะมี / ใช้โปรแกรมแปลงข้อมูลภาพกลับมาเป็นข้อมูลตัวอักษร
แต่เมื่อดูจากแวดวงหนังผี Sub นรกแล้ว ก็คิดว่าพวกลอกงานมันไม่ตรวจทานหรอก

.
6. การใช้ข้อมูลภาพสลับข้อมูลที่เป็นตัวอักษร เป็นวิธีที่ลำบากทั้งคนทำและคนลอก
โดยข้อมูลที่เป็นภาพนั้น ควรมีสีพื้นหลังที่แตกต่างจากข้อมูลที่เป็นตัวอักษรเล็กน้อย
จะ copy & paste ทั้งหมดเลยก็ไม่ได้, จะคัดลอกภาพไปอัพโหลดเอง ภาพก็มีเยอะ
จะใช้โปรแกรม capture งานไปทั้งหน้า สีพื้นหลังก็เพี้ยนหรือแตกต่างกันมากเกินไป
.
7. วิธีการอื่นๆ แล้วแต่ความสามารถของผู้ผลิตงานแต่ละคน ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง
.
.
.
สรุป
การลอกงานในอินเตอร์เน็ตบ้านเรา เห็นได้ชัดตั้งแต่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่บูมในปี 2543
ตัวอย่างแรกๆ คือการขโมยรูปในเกมออนไลน์ของชาวบ้าน ไปส่งประกวดหน้าด้านๆ
และลุกลามไปยังงานเขียนชนิดอื่น จากลอกลงในเน็ต ก็ลอกลงไปขายตามสื่อต่างๆ
.
พวก Copier ไม่ต่างไปจากเกรียน ที่ต้องการชื่อเสียงเงินทอง โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ
จึงเป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะไปเทศนาคนพรรค์นี้ เพราะชีวิตเกิดมามันมีแต่ลอกๆๆ
อ้างเหตุผลสวยหรูเพื่อหลบข้อเท็จจริงที่ว่า มันไม่เคยทำอะไรที่สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง
.
ยกเว้น การสร้างความวิบัติให้เกิดขึ้นแก่วงการทุกวงการ
เพราะ เกรียนไม่มีแบ่งแยกเพศ อายุ หรือชนชั้นใดทั้งสิ้น

เมื่อธุรกิจโหมกระหน่ำวงการ Cosplay
.
เกริ่นนำ
ปี 2000 เว็บบอร์ดที่ผมอยู่ประจำพึ่งจะคลอดอุแว้ๆ ออกมา พึ่งรู้จักเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงคอสเพลย์ก็ในช่วงนั้นแหละครับ ช่วงนั้นงานที่จัดให้มีการแต่งคอสเพลย์ในปีหนึ่งๆ มีน้อยมาก ใช้นิ้วมือเดียวก็นับได้หมด หลักๆ ก็งานของสำนักพิมพ์ VBK กับงาน Boom
.
ปี 2001 - 2006 เพียงช่วงระยะเวลา 5 ปี ปริมาณงานที่มีการแต่งคอสเพลย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด จากที่เคยถามว่าปีนี้มีกี่งาน ก็เปลี่ยนไปเป็นเดือนนี้มีกี่งาน เพราะมันยุ่บยั่บจริงๆ ทั้ง Private และ Public Event และเกิด Community ที่เกี่ยวกับ Cosplay ขึ้นมา
.
Cosplay คืออะไร
Cosplay (Costume Play) คือการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากเกม การ์ตูน ละคร ไปจนถึงดารา นักร้อง นักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบ ที่พบเห็นในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นชุดแต่งกายที่มาจากเกมและการ์ตูน สำหรับผู้แต่งคอสเพลย์จะมีคำเรียกกันสั้นๆ ว่า เลเยอร์
.
Cosplay ที่มีต้นแบบจากญี่ปุ่น ยังถือเป็นเรื่องแปลกในสายตาคนส่วนใหญ่ของบ้านเรา แต่ Cosplay เป็นเรื่องใหม่ในบ้านเราหรือไม่ ถ้านับรวมการแต่งกายของกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบ เอลวิส เพรสลีย์ แล้วล่ะก็ Cosplay จะกลายเป็นเรื่องเก่าในบ้านเราเลยครับ ^^" (มีครบสูตร ทั้งชุดเสื้อผ้าที่เหมือนเป๊ะ การแสดงท่าทาง การร้องเพลงเลียนแบบ ฯลฯ องค์ประกอบไม่ต่างจากงานคอสเพลย์เลยครับ)
.
พื้นฐานของ Cosplay ในยุคแรกคืองานอดิเรก (ไม่ใช่ธุรกิจ) เหมือนสมัยก่อนที่หลายคนสวมบทบาทเป็นไอ้มดแดง ซุปเปอร์แมน ไอ้แมงมุม หรือไม่ก็ตัวละครจากหนังจีนกำลังภายในนั่นแหละครับ แต่นั่นเป็นการสวมบทบาทง่ายๆ ของเด็กเล็กๆ ในขณะที่ Cosplay จะเพิ่มเติมในส่วนของชุดเสื้อผ้า (Costume) เข้ามาสำหรับเด็กโต วัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่ เพื่อเพิ่มความสมจริงในการสวมบทมากขึ้น
.
สถานการณ์ Cosplay บ้านเรา
Cosplay ในยุคแรกๆ ยังคงความเป็นงานอดิเรกสูง จำนวน Event มีไม่มาก แต่ยุคหลังๆ อะไรก็เปลี่ยนไป มีการนำ Cosplay ไปใช้ประกอบกิจกรรมเชิงธุรกิจมากขึ้น จนทำให้คอสเพลย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ Public Cosplay และ Private Cosplay
.
Public Cosplay ปัจจุบันมักดำเนินการโดนบริษัทสื่อสาร, สิ่งพิมพ์ หรือบันเทิง บางงานก็จัดให้คอสเพลย์เป็น Event หลัก บางงานก็จัดให้คอสเพลย์เป็น Event เสริม Public Cosplay ส่วนใหญ่จะมีการแข่งขันชิงเงินรางวัลกัน จนอาจนำไปสู่ข้อครหาบางอย่างหลังเวทีได้ (สมกับเป็นประเทศไท้ไท ที่สามารถหยิบเอาทุกกิจกรรมที่มีอยู่ในโลกนี้มาแข่งขันชิงรางวัลได้) จนบางเจ้าเริ่มลดการแจกรางวัล
.
ปัญหาอื่นที่เกิดใน Public Cosplay (ของดเว้นไม่กล่าวถึง) ทำให้เลเยอร์ส่วนหนึ่งหนีไปจัด Private Cosplay กันเองโดยไม่อิงธุรกิจ Private Cosplay คือการแต่งคอสเพลย์ของคนรู้จักกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ตามส่วนสาธารณะหรือสถานที่ส่วนบุคคล (กระนั้นก็เคยเกิดเหตุการณ์ตากล้องโรคจิตบุกเข้าไปแอบถ่ายรูป Private Cosplay จนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านต้องเข้ามาจัดการ)
.
เพราะ Public Cosplay มีผู้อาศัยช่องโหว่ของความเป็นงานสาธารณะ ในการถ่ายรูปในมุมมองที่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ถูกถ่ายรูป จนเลเยอร์หนีไป Private Cosplay กันเป็นจำนวนมาก (ผลพลอยได้คือ ลดปัญหาการแข่งขัน / ข้อครหา / คำนินทาใน Event ต่างๆ) ข้อได้เปรียบของ Private Cosplay ในสถานที่ส่วนตัวคือ หากมีการบุกรุกหรือแอบถ่ายรูปจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับเชิญ เจ้าของสถานที่สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายกับบุคคลดังกล่าวได้ (โดยเฉพาะรายที่มีประวัติยาวเป็นหางว่าวใน Blacklist ของเว็บต่างๆ)
.
สรุป
Cosplay แต่เดิมเป็นงานอดิเรก งานอดิเรกคือกิจกรรมยามว่างเพื่อการผ่อนคลายความเครียด
Cosplay ไม่ใช่ Cosbusiness, การทำอะไรที่ก้าวล้ำกิจกรรมยามว่าง มันก็ไม่ใช่ play อีกต่อไป
.
.
.
อ๊ะ อ๊ะ ผมไม่ได้บอกว่ามันถูกหรือผิดนะครับ อย่าร้อนตัวไป (ผมยังไม่ได้พูดชื่อใครสักคนเลยนะ)
.
ปล.
เมื่อวานมีกระทู้หนึ่งเกี่ยวกับแวดวงนี้ที่ WallSky ตั้ง แล้วเว็บมาสเตอร์ AF ลบไปด้วยความเข้าใจผิด
เพราะมีการอนุมัติสมาชิกพร้อมกับการได้รับ pm ที่ "ผู้เกี่ยวข้อง" ส่งมาพอดี เลยเกิดการผิดคิวไป
แต่กระทู้ที่ 2 ที่ Karael ตั้งนั้น จะยังไม่มีการลบครับ เพราะเว็บมาสเตอร์ก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ละ

เก็บตก Fanfic, Fanart : การรักษาผลประโยชน์เบื้องต้นของ Creator จากเหล่า Copier
กรณี Fanart

1. เก็บภาพต้นฉบับที่เป็นไฟล์ .psd เอาไว้ (กรณีทำงานด้วยโปรแกรม Photoshop)
ไฟล์ .psd เป็นไฟล์ที่แยกขั้นตอนการทำงานหลายๆ ส่วนออกจากกัน ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของผลงานในการกลับมาตกแต่งแก้ไขรูปภาพ ดังนั้น Creator จึงไม่ควรใจเร็วลบไฟล์ .psd ทิ้งไปเสียก่อน โดยเฉพาะงานสำคัญๆ ที่ส่งประกวด หรืองานที่ภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด, เพราะสำหรับเหล่า Copier ไร้ความสามารถ ที่ทำเป็นแต่ Copy งานจากหน้าเว็บนั้น จะไม่มีไฟล์ .psd อยู่กับตัวเด็ดขาด, แม้ทางปฎิบัติ จะสามารถสร้าง Layer ย้อนกลับขึ้นมาเองก็ได้ ซึ่งต้องใช้ความ แต่ต้องใช้ความสามารถสูง ทว่า อย่างที่กล่าวไว้ในวรรคก่อนครับ, Copier พวกนี้ "ไร้ความสามารถ" สันหลังยาว ไม่ลุกขึ้นมาทำ Layer ใหม่ด้วยตัวเองแน่
.
2. ระบุวันที่ลงในผลงาน และบันทึกวัน เวลา สถานที่ ที่เราแสดงผลงานครั้งแรก
บางท่านเกรงว่าการเขียนชื่อหรือวันที่ลงไป อาจทำให้รูปหมดสวย แต่ถ้าอยากให้พวก Copier ลำบากอีกนิดก็ควรทำครับ (อย่างน้อยเราก็มีต้นฉบับที่สวยสะอาดเป็นไฟล์ .psd ในข้อ 1 อยู่แล้ว) โดยวันที่ที่จะแทรกในรูปนั้น ควรตรงกับวันที่เรานำ Fanart ออกแสดงตามเว็บบอร์ด เพื่อเป็นหลักประกันเวลาเราต้องสู้กับขโมยหัวหมอที่แอบอ้างว่าเป็นผู้ทำ Fanart นั้นๆ, ตราบเท่าที่การ Copy Fanart ใดๆ ในโลก ต้องกระทำหลังจากเจ้าของแสดงผลงานในอินเตอร์เน็ต, ต่อให้พวกหัวขโมยอ้างว่าลงรูปก่อนหน้านั้น ก็เป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันได้ (เพราะมันไม่มีน่ะสิ) ต่างกับเรา ที่มีพยานหลักฐานครบ (รูป + กระทู้) ครับ
.
รวมไปถึงวิธีการอื่นๆ เช่น การทำกรอบ, การใช้โปรแกรมลงลายน้ำ, ฯลฯ แม้วิธีการเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พวก Copier บันทึกภาพเอาไปจากหน้าจอง่ายๆ อย่างเดียวครับ (โดยเฉพาะ Windows XP ที่บันทึกภาพเก็บง่ายมาก)
.
กรณี Fanfic (รวมถึงงานเขียนบทความทุกประเภท)
1. ใส่มุขเฉพาะที่ลงไป
ผู้ที่อยู่ในเว็บบอร์ดใดเว็บบอร์ดหนึ่งนานๆ เข้า ก็จะจับลักษณะพิเศษหรือเหตุการณ์เด่นๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการภายในได้ และนำเอามาใส่ไว้ในบทความที่เราเขียน แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความสามารถของ Creator สูง โดยเฉพาะงานเขียนที่มีความเป็นวิชาการมากๆ แต่ถ้าเป็นงานเขียนฮาๆ เอามันส์ ก็จะแทรกมุขเฉพาะที่เข้าไปได้ง่ายกว่า วิธีนี้จะทำให้งานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เข้ากับสถานที่นั้นๆ เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการเผยแพร่ในวงกว้าง เพราะมุขเฉพาะที่นั้น มักแป๊กหรือฝืด เมื่อเอาไปแสดงในสถานที่อื่นๆ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และปรกติ Copier นั้นไม่มีหัว Create พอที่จะสร้างมุขใหม่ขึ้นมาทดแทนเสียด้วยสิ (มีแต่ Copy ไงล่ะคร้าบ)
.
2. เจตนาใส่คำผิดลงไปเพื่อเป็นจุดสังเกต
งานเขียนที่เน้นสาระ ซึ่งมีศัพท์เฉพาะในเรื่องนั้นๆ เป็นจำนวนมาก เป็นการยากที่ Copier จะค้นหาคำบางคำที่ถูกเปลี่ยนแปลงแบบยกชุด (ทั้งนี้ Creator เองพึงหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงคำที่มีผลกระทบต่อการนำไปตีความหมายต่อเนื่อง) ยกตัวอย่างเช่น งานชิ้นหนึ่ง ผมใช้คำว่า Windhill แทน Winhill แบบยกชุด เพราะถ้ามองผ่านๆ จะไม่เห็นความผิดปรกติ, ซึ่ง Copier ส่วนใหญ่ไม่มีความละเอียดละออเท่ากับ Creator หรอกครับเพราะมันเคยทำอะไรเองเสียเมื่อไร ดังนั้น เราจึงใส่อะไรดักไว้ได้เยอะมากครับ
.
Fanfic มักตรวจพบการถูกขโมยได้ช้ากว่า Fanart เพราะ Fanart นั้นมองปุ๊บก็เห็นปั๊บ ขณะที่ Fanfic ต้องอาศัยเวลาในการอ่าน และบางครั้งอาจเจอ Copier มือเซียนที่ตัดต่อสำนวนใหม่จนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ถ้าเจ้าของผลงานที่แท้จริงไม่ใส่ Keyword เอาไว้
.
อย่าแปลกใจว่าทำไมคำพูดที่ผมใช้ในบทความนี้ ค่อนข้างจะดูถูก Copier เหลือเกิน นั่นสิครับ งั้นใครก็ได้ช่วยยกความดีของ Copier ในวงการ Fanfic / Fanart มาให้ฟังหน่อยสิครับ มันไม่เหมือน Copier ญี่ปุ่นหรือจีนในกรณี "ผลิต" สินค้าลอกเลียนแบบแน่ๆ รายนั้น Copy ให้คุณภาพสูงกว่าเดิมหรือต้นทุนต่ำกว่าเดิม, แล้ว Copier ในวงการ Fanfic / Fanart ทำอะไรให้เกิดมรรคผลขึ้นมาบ้างครับ ? ถ้าไม่นับข้ออ้างพื้นๆ ว่า ช่วยเผยแพร่ผลงาน (ที่เจ้าของผลงานไม่ได้ต้องการให้เอาไปเผยแพร่โว้ย) น่ะ ?